ตอนที่ 5
ตอนที่5 มีแค่นี้
September 18, 2026
เพราะกำลังใจดีแม้ร่างจะยังไม่มีเรี่ยวแรงนัก แต่หลินอวี่เหยาก็จัดการหาภาชนะมาใส่น้ำสำหรับดื่ม นางเดินไปหาหิมะมาต้มน้ำสำหรับสระผม ถึงอย่างไรก็เป็นผู้หญิง ความรักสวยรักงามย่อมมีอยู่ ไม่มีเม็ดสบู่ ตอนนี้จะหาพืชสมุนไพรคงยาก เอาแค่สางให้ผมไม่พันกันก่อน ถ้าไม่เกรงใจเจ้าของร่างนี้ เธอคงตัดผมทิ้งไปแล้ว ขยับเคลื่อนไหวตัวมากเข้า ร่างกายก็ขับเหงื่อออกมา ความร้อนในร่างทำให้รู้สึกดีขึ้น
ตอนนี้หญิงสาวไม่มีสมุด ปากกาหรือดินสอ ไม่มีแท็ปแล็ตหรือสมาร์ทโฟน นางใช้การลำดับสิ่งต่างๆในสมอง อาหารการกินเป็นเรื่องสำคัญ ในความทรงจำของหลินอวี่เหยาคือจะมีขันทีนำอาหารมาส่ง วันละครั้งหรือสองครั้ง วันนี้มาแล้ว มื้อเย็นอาจไม่มีหรือบางคราวก็สองวันมาครั้งหนึ่ง เสื้อผ้าก็สำคัญไม่ต้องถามถึงความสวยงามขอแค่ปกปิดร่างกายและสร้างความอบอุ่น หน้าต่างต้องหาอะไรมาปิด ไม่เช่นนั้นลมหนาวทำเอานางเจ็บป่วยได้แน่นอน ม่านมุ้งที่เปือนเก่าไม่ต่างจากผ้าขี้ริ้ว เลาะออกน่าจะดีกว่า หญิงสาวหอบเสื้อผ้าที่มีไม่กี่ชุดออกมาพึ่งใกล้ไฟเพิ่มความอบอุ่น ยังดีที่หลังคายังใช้การได้ดี แต่ก็ไม่แน่ ถ้าฤดูฝนมาเยือนก็ไม่รู้ว่าจะกั้นฝนได้หรือไม่
“ต้องจัดการีโนเวทตำหนักเย็น” หลินอวี่เหยาประกาศกับตนเอง ก่อนจะหาทางออกไปจากที่นี่ ก็ต้องฟื้นฟูความเป็นอยู่ในให้อย่างที่มนุษย์คนหนึ่งพึ่งได้รับ
ความทรงจำของเจ้าของร่างนี้ หลิวอวี่เหยาก็ไม่ได้มีความเป็นอยู่ที่ดีนัก มารดามาจากตระกูลพ่อค้าและเพื่อให้มารดาได้เชิดหน้าชูตาในสังคมชั้นสูงจึงได้แต่งเข้าสกุลหลิว เป็นภรรยารองของหลินเหวินเฉิง ด้วยการสนับสนุนทางการเงินทำให้บิดาได้ครอบครองตำแหน่งเสนาบดีฝ่ายพิธี มารดาของนางใช้สินเดิมเพื่อซื้อใจคนในจวน ทว่าสุดท้ายก็ถูกยักยอกสินเดิมไปหมดสิ้น มารดาล้มป่วยไร้คนเหลียวแลส่วนนางยังเด็กนัก ได้แต่มองมารดาสิ้นใจ เติบโตอย่างโดดเดี่ยวและถูกบรรดาพี่น้องรังแก และบิดามองนางด้วยสายตาว่างเปล่าชิงชัง
หลินอวี่เหยาเป็นเด็กกำพร้า และก่อนจะไปอยู่บ้านเด็กกำพร้านั้นก็อยู่กับพ่อแม่ที่รักใคร่เอ็นดูลูกสาวคนเดียวอย่างนางมาก นับได้ว่าชีวิตของนางย่อมดีกว่าหลินอวี่เหยาบุตรีเสนาบดีหลิว หลังจากออกจากบ้านเด็กกำพร้า ปู่หลิวก็ให้ความรักความเมตตากับนางมาก ทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องทางสายเลือด เวลานี้นางได้แต่เป็นห่วงปู่หลิน ใครจะคอยเตือนให้กินอาหารตรงเวลา ยาบำรุงและยังเรื่องอื่นๆ
“ถ้ากลับไปบ้านเดิมของมารดา พวกเขาจะต้อนรับไหมนะ” หลินอวี่เหยาไม่แน่ใจกับความคิดนี้นัก เพราะในความทรงจำนางไม่เห็นเห็นหลิวอวี่เหยาไปเยี่ยมครอบครัวฝั่งมารดาเลยสักครั้ง ท่านตาท่านยายหน้าตาเป็นอย่างไรก็ไม่อาจรู้ มารดาเองก็ไม่ได้เล่าเรื่องครอบครัวของตนนัก อาจเพราะสตรีแต่งงานก็เหมือนน้ำที่สาดออกไป
“แผนที่หนึ่งเมื่อออกจากที่นี่ หาทางไปคารวะท่านตากับท่านยาย ถ้าไม่ต้อนรับก็ไม่เป็นไร แค่ได้รู้ว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับนางก็พอ แล้วจากนั้นใช้ชีวิตเช่นจอมยุทธ ท่องเที่ยวไปใต้หล้า ว่าแต่จะหาเงินใช้ยังไงล่ะ ความสามารถเรื่องจำแนกพืชพันธุ์ไม้ หรือพวกสมุนไพรคงพอเอาตัวรอดได้”
หญิงสาวคิดแผนการต่างๆ ในสมอง สองมือก็จัดการเก็บกวาดทำความสะอาดเรือนที่อาศัยอยู่ เก็บหิมะมาต้มน้ำไว้ดื่ม นางได้เศษไม้ขนาดเหมาะมือใช้ชุดแทนเสียมหาผักหญ้าริมกำแพง ใครจะไปเชื่อว่าจะมีผักกาดขาวซ่อนอยู่ และยังพบฝักสนแห้งอีกด้วย แต่ถ้าพูดในฐานะนักพฤษศาสตร์ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้
หลายวันมานี้ ขันทีที่นำอาหารมาส่งสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในตำหนักเย็นแห่งนี้ เดิมทีที่เขาพบสนมหลินมักเจอใบหน้าหม่นเศร้า ดวงตาเหม่อลอย แทบไม่เคยได้ยินนางส่งเสียงเลยสักครั้ง พวกเขาเป็นขันทีระดับล่าง ทำหน้าที่ส่งสำรับอาหาร สนมแต่ละคนที่ถูกส่งมาตำหนักเย็นล้วนมีชะตากรรมแสนน่าเวทนา บางคนครำครวญเพื่อได้พบพระพักตร์ฮ่องเต้ บางคนที่ถูกส่งตัวมาใหม่ๆ พอมีเงินทองเครื่องประดับก็ติดสินบนขันทีเพื่อได้ข้าวปลาอาหารหรือของใช้ที่ดีขึ้น แต่สุดท้ายก็สภาพความเป็นอยู่ไม่ต่างจากขอทาน และบางคนก็เสียสติกลายเป็นคนวิปลาส มีสติฟั่นเฟือนคล้ายคนบ้า และหลายคนที่ตายอย่างโดดเดี่ยว