ตอนที่ 6
ตอนที่6 หลินอวี่เหยา
September 18, 2026
“คุณหลินนี่สุดยอดไปเลยครับ สมแล้วกับที่เป็นลูกศิษย์ของศาสตราจารย์หลินเฉินอี้”
“ทำไมเหรอคะ”
“ก็เก่งทั้งบุ๋นทั้งบู๊ยังไงครับ ฮะฮ่า คุณหลินเดินป่าขึ้นเขาชำนาญมากพอๆกับพวกผมเลยนะครับ ได้ยินว่า ศาสตราจารย์หลินเองก็เก่งกาจไม่ใช่ศาสตราจารย์ที่นั่งทำงานในห้องแลป แต่ชอบลงพื้นที่ตามหาพันธุ์ไม้หายากต่างๆ ด้วยตนเอง”
หลิวอวี่เหยาได้แต่ยิ้มแล้วหยิบกระติกน้ำของตนออกมาดื่ม เธอหยุดแล้วเหลียวมองรอบตัว ต้นไม้ใหญ่ขึ้นสูงตระหง่านราวกับจะบดบังไม่ให้เห็นท้องฟ้า คนที่เดินป่าในภูเขาลักษณะนี้ต้องใช้ความชำนาญอย่างสูง
“ตระกูลเยี่ยร่ำรวยขนาดครอบครองภูเขาทั้งลูกได้ ถ้าเขารวยจริงทำไมไม่มอบให้เป็นรัฐไปเสียล่ะคะ”
“จุ๊ๆ คุณหลินอย่าเสียดังไป” ผู้ช่วยที่ทำหน้าที่ผู้นำทางเอ่ยขึ้นแล้วเหลียวมองไปยังคณะเดินทางคนอื่นๆ ที่อยู่ห่างกันไม่กี่ก้าว “ตระกูลเยี่ยมีอิทธิพลในเมืองนี้มาก ความร่ำรวยของพวกเขาไม่ได้มาเล่นๆ ซ้ำยังระดับมหาเศรษฐี ไม่สิ ต้องเรียกอภิมหาเศรษฐี”
“ก็แล้วยังไงล่ะคะ ยิ่งรวยก็ไม่น่าจะขี้เหนียวแค่ภูเขาลูกเดียวยกให้ทางการไปเถอะค่ะ นี่จะเข้าจะออกต้องทำหนังสือขออนุญาต ถ้าเกิดเราค้นพบกล้วยไม้บรรพกาลจริง เขาไม่บอกว่าเป็นของเขารึไง”
“ที่ภูเขาลูกนี้ยังอุดมสมบูรณ์ก็เพราะตระกูลเยี่ยครอบครองนี่แหละครับ คนอื่นเลยไม่กล้าเข้ามาหาผลประโยชน์ แต่ชาวบ้านก็เข้ามาหาของป่าได้ปกติครับ ภายใต้เงือนไขที่ต้องไม่ทำลายสภาพแวดล้อม อ้อ! วันนั้นเราคุยกันเรื่องขลุ่ยซุน เอาไว้ลงเขาแล้ว ผมพาคุณหลินไปเยี่ยมชมการทำขลุ่ยนะครับ”
“ขอบคุณค่ะ”
หลินอวี่เหยาลงหลังมือขึ้นเช็ดเหงื่อ แล้วเก็บกระติกน้ำเตรียมตัวเดินเท้าต่อ เธอก็เป็นนักพฤษศาสตร์ที่ไม่ชอบอยู่ห้องแลปเช่นเดียวกับคุณปู่หลิน แต่ก็ไม่ปฏิเสธความก้าวหน้าในสายอาชีพของตน แต่เพราะเธอรู้ดีว่าลับหลังเธอนั้นก็ถูกนำไปนินทาต่างๆนานา เธอเป็นศิษย์รักคนโปรดของปู่หลิน มีหลายบริษัทชั้นนำติดต่อให้เธอร่วมงานด้วย โดยเฉพาะด้านสมุนไพรจีนซึ่งตอนนี้เป็นที่นิยมของตลาดโลก สูตรยาโบราณแพร่กระจายไปในโลกโซเซียลซึ่งยังไม่ได้รับการตรวจสอบ เธอซึ่งเป็นนักพฤษศาตร์ หรือก็คือนักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพืช รวมถึงโครงสร้าง การเจริญเติบโต การสืบพันธุ์ การทำงาน การจำแนกประเภท วิวัฒนาการ และความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม พวกเขาทำงานวิจัยและศึกษาพืชหลากหลายชนิด ตั้งแต่สาหร่าย เห็ดรา ไปจนถึงต้นไม้ใหญ่ จึงถูกทาบทามเข้าร่วมงานวิจัยอยู่บ่อยครั้ง ชื่อเสียงที่เธอมีได้มาจากความสามารถแต่ก็แน่นอนว่าถูกนินทาว่าร้ายว่าได้เพราะเป็นคนโปรดของปู่หลินและหน้าตาดี
เกิดมาสวยก็มีความผิดด้วยนะ หลิวอวี่เหยาส่ายหน้าไปมา เธอไม่ได้อยากผอมเสียหน่อย มันผอมเองตั้งแต่อยู่บ้านเด็กกำพร้าแล้ว
หลินอวี่เหยาเป็นผู้หญิงคนเดียวในคณะสำรวจครั้งนี้ ตั้งแต่เธอเดินทางถึงที่พักและประชุมการทำงานกับทุกคน แรกทีเดียวพวกเขาค่อนข้างกังวลว่ารูปร่างบอบบางอย่างเธอจะขึ้นเขาไม่ไหว แต่เมื่อเดินทางจริง ทุกคนยอมรับในความสามารถของเธอ ที่ผ่านมาเธอต้องใช้ความพยายามและความสามารถมากกว่าคนอื่นไม่รู้กี่เท่า สิ่งที่เธอเพียงพยายามนั้นไม่มีใครเห็น จึงมักเอาไปพูดว่าร้ายเธอต่างๆ แรกๆ ปู่หลินพูดแก้ต่างให้เธอบ่อยมาก แต่ยิ่งคุณปู่ทำเช่นนั้นมากขึ้นเท่าไหร่ สายตาดูแคลนของคนอื่นก็มากขึ้นเท่านั้น ความสามารถเท่านั้นที่สามารถพิสูจน์ตัวเองได้ดีที่สุด
“คุณหลิน ยังไหวไหมครับ ข้างหน้ามีศาลาสามารถนั่งพักที่จุดนั้นได้”
หญิงสาวยกมือทำท่า OK. แล้วเดินตามผู้ร่วมงานไปที่ศาลาแปดเหลี่ยมทรงโบราณ เธออดแหงนหน้ามองไม่ได้ ใครกันช่างมีอารมณ์สุนทรีย์สร้างศาลาให้นั่งพักชมทิวทัศน์ได้ขนาดนี้ อ้อ! ลืมไป นี่เป็นที่ดินของตระกูลเยี่ยนี่นะ
เสียงขลุ่ยแว่วผสานกับเสียงนกร้องในป่าทำให้หญิงสาวเหลียวมองรอบกาย ตั้งแต่มาเยือนที่นี่ เธอได้ยินเสียงขลุ่ยบ่อยครั้งขึ้น เดิมทีนั้นนานๆ จะได้ยินสักครั้ง หรือบางครั้งก็เหมือนหลับฝันไป ฝันว่าตนเองอยู่ในที่หนาวเย็นและมืดมิด เธอไม่เคยจำความฝันเหล่านั้นได้เลย แต่ทุกครั้งที่เธอลืมตา น้ำตาจะเปื้อนเปรอะนวลแก้ม
‘มันอาจเป็นประสบการณ์ในวัยเด็ก หรือก็คือช่วงที่คุณสูญเสียพ่อแม่ไป กระทบกระเทือนจิตใจจึงมีอาการเช่นนี้’