ตอนที่ 7
ตอนที่7 เจ็บจัง
September 18, 2026
“เจ็บจัง”
หลินอวี่เหยายันกายขึ้นจากเตียงนอน เธอยกมือขึ้นเสยผมยาวสลวยที่ตอนนี้ไม่ยุ่งเหยิงเหมือนวันแรก หญิงสาวถอนหายใจเบื่อหน่าย เตียงนี้แข็งไปจริงๆ นอนมาหลายคืนแล้วเธอยังไม่ชินและเจ็บกระดูกอยู่เลย
ข้ามภพมาได้ครึ่งเดือน เหมือนจะชินแต่ยังไม่ชินเสียที
“คุณปู่ค่ะ เหยาเหยาคิดถึงคุณปู่จังเลย” หญิงสาวพึมพำแล้วกวาดตามองรอบห้องให้มั่นใจว่าตัวเองไม่ได้ฝันไปอีกแล้ว เบื่อหน่ายกับความฝันที่ซับซ้อนเหล่านี้ บางคืนนั้นเป็นภาพความทรงจำของเจ้าของร่างที่นางอาศัยอยู่ ซึ่งมีแต่ความทุกข์ระทมน่าเวทนา ถ้าเทียบกับนางในอีกโลกหนึ่งแล้ว ชีวิตนางย่อมดีกว่าหลายสิบเท่า แม้สูญเสียพ่อแม่ไปแต่ก็ยังมีคุณปู่หลินที่รับมาเลี้ยงและดูแลอย่างดี ผิดกับหลินอวี่เหยาที่มีบิดาแต่ไม่เคยถูกโอบกอดเลยสักครั้ง และเมื่อต้องมาอยู่ในตำหนักเย็นก็ไร้คนเหลียวแลเห็นใจ นอกจากชื่อเดียวกันแล้ว ก็ไม่มีอะไรคล้ายกันเลยสักนิด
เพราะอยู่คนเดียวไม่มีสาวใช้ติดตามมาด้วย หลินอวี่เหยาจึงจัดการตัวเองเสร็จสรรพด้วยความเคยชิน ยังดีที่เจ้าของร่างนี้มีอุปกรณ์เย็บปักอยู่บ้าง เครื่องประดับล้ำค่าไม่มี หรืออาจเคยมีแต่นำไปแลกเป็นอาหารหมดแล้ว นางนำมาซ่อมเสื้อผ้าสำหรับสวมใส่และผ้าห่ม ส่วนฟูกนอนนั้นเกินเยียวยาจริงๆ แต่หลายวันมานี่นางทำความสะอาดตำหนักเย็นที่ตนเองอยู่จนสะอาดเอี่ยมเป็นที่น่าพอใจ หิมะละลายจนพื้นเจิ่งนองด้วยน้ำ แต่เผยให้เห็นว่าสถานที่นี่ก็ไม่เลวร้ายมากนัก
หลังจากชำระล้างใบหน้าแล้ว หลิวอวี่เหยาหอบหญ้าที่ตัดไว้ไปผึ่งแดด ยามนี้คงต้องอาศัยสิ่งนี้ใช้ทำฟูกนอนไปก่อน ดีกว่านอนบนเตียงแข็งๆ จนเจ็บกระดูก ร่างนี้ยิ่งผอมบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตื่นมาแต่ละเช้าได้แต่ร้องโอดครวญราวหญิงชราทั้งที่ร่างนี้อายุแค่สิบเจ็ดปีเท่านั้น
อยู่โลกโน้นนางอายุยี่สิบห้า อยู่ที่นี่นางอายุสิบเจ็ด ประสบการณ์ชีวิตมากกว่า และยังหอบความรู้มาจากศตวรรษที่21อีกด้วย
“สนินหลิน”
“ขันทีน้อย” หญิงสาวส่งเสียงทักทาย
“ข้าชื่อจูซิน เจ้าก็เรียกข้าดีๆหน่อย”
“ท่านจูซินกงกง อย่าทรงโกรธเลยเพคะ”
“เจ้านี่นะ” ขันทีน้อยขึงตาใส่ แต่หญิงสาวกลับหัวเราะร่า เขาส่ายหน้าระอาใจแล้วเดินเข้าไปด้านในวางตะกร้าอาหารลงบนโต๊ะ
เขาคือจูซิน ขันทีระดับล่างที่อายุเพียงสิบหก อยู่วังมานานแค่ยังไร้ผลงาน ตำแหน่งจึงต่ำต้อยต้องมาทำงานเช่นนี้ แต่เดิมเขาก็ไม่ได้สนใจสนมหลินนัก ที่ผ่านมานางเคยให้เครื่องประดับเพื่อแลกกับการส่งจดหมายกลับไปบ้านเกิด จนกระทั่งไม่เหลือสิ่งใดมาแลกเปลี่ยน อยู่วังมานานเห็นชะตาชีวิตสตรีในตำหนักเย็นมากมาย แต่ไม่คิดว่าจู่ๆ สนมหลินจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่ ยิ้มร่าเริงและกล่าวทักทายเขาทุกครั้งด้วยท่าทีเป็นมิตร บางครั้งนางทำตัวเป็นพี่สาวเขาทั้งที่อายุก็ไม่มากไปกว่าเขาสักเท่าไหร่
หลินอวี่เหยาช่วยหยิบอาหารออกมาจากตะกร้า แน่นอนว่ายังเป็นน้ำข้าวกับผักดอง ในแต่นั้นมีเมล็ดถั่วอยู่จำนวนหนึ่ง หญิงสาวยิ้มจนดวงตาหยี่เล็กแล้วคว้าสิ่งนั้นเทลงบนฝ่ามือ
“แค่เมล็ดถั่ว เจ้า เอ่อ สนมหลิวทำราวกับเห็นเมล็ดทองคำ”
“แน่นอน นี่คือของล้ำค่าสำหรับข้าเลยล่ะ” นางอุตส่าห์เก็บรื้อม่านมุ้งออกมาเพื่อทำที่เพาะเมล็ดถั่วเลยทีเดียว กว่าจะได้มาก็ยากเย็นแลกกับการ...
“อาการของขันทีน้อยเป็นอย่างไร ดีขึ้นหรือไม่”
จูซินมีสีหน้าเขินเล็กน้อยแล้วกระแอมไอเบาๆ “ด้วยคำแนะนำของสนมหลิน อาการของข้าดีขึ้นแล้ว”
เพราะอากาศเย็นชื้น เขาเกิดผืนขึ้นที่โคนขา อับอายเกินกว่าจะไปให้หมอตรวจอาการ เวลาเดินก็เจ็บแสบเพราะเสียดสี นานวันเข้ากลายเป็นแผลถลอก ไม่รู้ว่าเพราะอาการเดินผิดปกติของเขาชัดเจนหรือไร สนมหลินสังเกตเห็นจึงเอ่ยทัก
‘ท่านเจ็บขาหรือ’