ตอนที่ 8
ตอนที่8 บุรุษแปลกหน้าในคืนจันทร์เสี้ยว
September 18, 2026
ในที่สุดหลินอวี่เหยาก็มีฟูกนอนเสียที แม้มันทำมาจากหญ้าก็เถิดแต่นางก็ไม่ต้องนอนปวดกระดูกอีกต่อไป หลายวันมานี้จูซินทำหน้าที่ป่าวประกาศว่านางสามารถวินิจฉัยโรคได้ ทำให้นางเริ่มมีรายได้เล็กๆน้อยๆ ซึ่งคนเหล่านั้นล้วนเป็นนางกำนัลหรือขันทีขั้นต่ำ ซึ่งไม่สามารถไปพบหมอหลวงได้ นางซึ่งมีความรู้เรื่องพืชสมุนไพรและศาสตร์แพทย์แผนจีนจึงได้ใช้ความรู้นี้แลกข้าวปลาอาหารและของใช้เล็กๆน้อยๆ
ใครจะคาดคิดว่าชีวิตของหลินอวี่เหยาที่ถูกแย่งชิงเพื่อดึงตัวไปร่วมงานด้วยเงินเดือนสูงลิบต้องมาทำงานแลกข้าวและถั่วอย่างนี้ คิดแล้วก็อนาถใจยิ่งนัก แต่กระนั้นก็นับได้ว่าความรู้ที่สั่งสมมาไม่เสียเปล่า
“เจ้าถั่วงอกน้อยที่แสนดี พรุ่งนี้ข้าจะกินเจ้าให้สมกับที่ประคบประหงมมาหลายวัน”
หลินอวี่เหยาพูดกับตะกร้าถั่วงอกของนาง จากถั่วเขียนที่ขอขันทีจูซินไว้ นางเพาะจนมันเป็นถั่วงอก ร่างกายนี้ขาดสารอาหารมานาน อยากกินเนื้อก็คงไม่ได้กิน ตอนนี้กินถั่วซึ่งมีโปรตีนก็ใช้ทดแทนกันได้ หญิงสาวเช็ดมือแล้วเดินจากห้องเล็กด้านข้างที่ตอนนี้กลายเป็นห้องครัวย่อมๆ จันทร์เสี้ยวที่แขวนตัวบนราวฟ้าทำให้นางหยุดมอง นานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้มองท้องฟ้ายามค่ำคืนเช่นนี้ ชีวิตที่อยู่ในสถาบันและคร่ำเคร่งกับงานวิจัยทำให้นางไม่ได้แหงนหน้าชมความงามบนฟากฟ้ามาเนิ่นนาน ตำหนักเย็นแห่งนี้นางจัดการทำความสะอาดและปรับปรุงที่ละเล็กละน้อย หิมะละลายแล้วเผยให้เห็นผืนดินที่พอเพาะปลูกพืชผักไว้เก็บกินได้ ต้นไม้ที่ยังรอดจากหิมะเริ่มแตกใบอ่อน โดยธรรมชาติอาจมีนกคาบเมล็ดพันธุ์มาทิ้งไว้ นางเพิ่งเห็นว่ามีต้นเหมยและหยางเหมยอยู่ด้านหลังใกล้กับบ่อน้ำ เดิมทีที่นี่คงงดงามไม่น้อยแต่เพราะคนที่อยู่จิตใจหมองเศร้าจึงไร้การเหลียวแลกลายเป็นตำหนักเย็นที่โดดเดี่ยวอ้างว้าง แน่นอนว่านางไม่ต้องการใช้ชีวิตที่นี่ไปจนวันตาย แต่ยังไม่รู้ว่าจะหาทางออกไปได้อย่างไร และสภาพร่างกายที่อ่อนแอเหลือเกินนี้ ทำให้นางต้องพยายามขุนตัวเองให้มีเนื้อมีหนังขึ้นมาหน่อย แล้วค่อยหาทางออกจากที่นี่ ด้วยความรู้ที่นางมี นางไม่เชื่อว่าจะเอาตัวรอดในยุคโบราณนี้ไม่ได้
คล้ายสายลมวูบหนึ่งพัดผ่าน หลินอวี่เหยาเพียงเอี้ยวตัวหันมองรอบกาย ยังไม่ทันกะพริบตาฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งก็โอบมาปิดปากนางไว้แน่นไม่ให้ส่งเสียง แผ่นหลังปะทะกับร่างกายแข็งแกร่งดุจกำแพงหิน ทว่าไอร้อนจากกายทำให้หญิงสาวขมวดคิ้ว นี่ไม่ใช่ไอร้อนธรรมดา แต่เหมือนคนเป็นไข้สูงจนตัวร้อน นางพยายามหันไปมองแต่ถูกปิดปากแน่นขึ้นและยังรั้งร่างนางหลบเร้นในเงามืด
“ถ้าไม่อยากตาย อย่าส่งเสียง”
ปิดปากแน่นขนาดนี้ จะร้องได้ยังไง!
ร่างเล็กพยายามดิ้นรนเพราะถูกกอดรัดจากบุรุษแปลกหน้านั้นยิ่งกลับทำให้วงแขนที่โอบรัดร่างนางแน่นขึ้น ครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงคนตะโกนโหวกเหวก
“มีคนร้าย! มีคนร้าย!”
เสียงตะโกนเหล่านั้นใกล้เข้ามา ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วจนหญิงสาวไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอก็ถูกบุรุษตัวโตพาเข้ามาในห้องของตนแล้ว การเคลื่อนไหวทุกอย่างรวดเร็วเงียบกริบ เทียนในห้องดับลงและตามด้วยร่างของนางที่ถูกเหวี่ยงลงที่นอน
โชคดีที่เตียงแข็งๆ มีฟูงหญ้าแห้งรองรับทำให้นางไม่เจ็บมากนัก ยังไม่ทันได้อ้าปากร้อง มือข้างนั้นก็ปิดปากนางไว้ หญิงสาวขึงตาใส่โต้ตอบด้วยแววตา นี่เขาจะฆ่านางด้วยการทำให้ขาดาอากาศหายใจหรืออย่างไรกัน
ร่างสูงใหญ่กำยำคร่อมร่างนางไว้ทั้งที่มือหนึ่งปิดปากนางอยู่ เขามองผ่านช่องหน้าต่างแม้ไม่เห็นด้านนอกชัดเจน แต่ประสาทหูอันฉับไวของคนฝึกยุทธ์ทำให้รู้ว่าคนกลุ่มหนึ่ง วิ่งมาหยุดที่ด้านนอก
“ค้นหาให้ทั่ว!”
เสียงผลักบานประตูใหญ่ทำให้หลินอวี่เหยาสะดุ้ง ทว่าร่างใหญ่กลับทรุดลงมาทับนางเสียก่อน ใบหน้าของเขาอยู่ที่ซอกคอขาวผ่อง ลมหายใจติดขัดและไอร้อนแผ่ซ่านออกมา นางกลอกตามองเห็นเพียงเสี้ยวหน้าที่ข่มความเจ็บปวดและซีดขาวแทบไร้สีเลือด ทว่านางกลับได้กลิ่นเลือดจากกายของเขา
“เจ้าบาดเจ็บรึ” นางถามแล้วพยายามดันเขาให้พลิกไปด้านข้าง เสียงคนวิ่งเข้ามาด้านในทำให้นางตัดสินใจผลักเขาไปด้านในเตียงแล้วดึงผ้าห่มเก่าๆ ขาดๆ มาคลุมร่างของเขาไว้ ปรับลมหายใจครู่หนึ่งเพื่อรอให้ประตูเรือนถูกเปิดออก หญิงสาวพลางนับในใจ... สาม... สอง... หนึ่ง ….
ปัง!