ตอนที่ 5
ตอนที่ 5
September 18, 2026
“ผมก็ชมไปตามความจริงน่ะครับ... สวยก็ว่าสวย หรือคุณแม่ยายอยากให้หนุ่มๆ พูดว่าลูกสาวคุณแม่ยายขี้เร๊ขี้เหร่จนดูไม่ได้อย่างนั้นหรือครับ?”
“นี่... ฉันอยากรู้นักว่าถ้าแกหยุดต่อปากต่อคำกับฉันสักเดี๋ยวแกจะตายใช่ไหม”
ว่าแล้วแม่ยายก็สะบัดหน้าไปทางอื่น
ตะวันสังเกตเห็นความโกรธแล่นเป็นริ้วอยู่บนใบหน้าซึ่งแม้จะอายุมากแล้ว หากก็ยังดูสะสวยไม่สร่าง สมกับที่ชีวิตในแต่ละวันของคุณนายชดช้อยวนเวียนอยู่กับการผัดผิวแนะนวดหน้า หล่อนสรรหาเครื่องประทินโฉมมาใช้ไม่หยุด อาบน้ำแร่แช่น้ำนมอยู่เป็นนิตย์ ราวกับต้องการคงวัยให้เป็นอมตะ
“เชิญเข้าบ้านครับ... หลานๆ อยู่ข้างใน”
ตะวันผายมือไปยังประตูไม้บานกว้าง ปรางค์วลัยจูงมือมารดาก้าวขึ้นบันไดขั้นสั้นๆ ของเทอเรสหน้าบ้าน ก่อนจะพากันเข้าไปในบ้านไม้หลังใหญ่ของพ่อเลี้ยงไร่ส้ม
เมื่อเข้ามาภายใน สองแม่ลูกจึงเห็นว่าสภาพของมันช่างดูโอ่อ่ากว้างขวาง เฟอร์นิเจอร์ภายในทุกชิ้นล้วนทำจากไม้เนื้อดีมีราคา ดูเหมาะเจาะลงตัวกับพื้นกระดานซึ่งปูเอาไว้ด้วยไม้แผ่นใหญ่เช่นกัน
ตะวันเคยให้เหตุผลว่าสาเหตุที่เขาชอบบ้านไม้เพราะมันไม่ดูดความร้อนเหมือนบ้านที่สร้างด้วยซีเมนต์
“มะพร้าว มะนาว มาดูซิลูกว่าใครมาหา... รู้จักไหมเอ่ย”
ตะวันเรียกลูกทั้งสองที่นั่งยิ้มแฉ่งอยู่หน้าจอทีวี กำลังดูการ์ตูนกันอย่างเพลิดเพลิน
มะพร้าวเป็นเด็กผู้ชายอายุ 4 ขวบ ส่วนมะนาวเป็นเด็กผู้หญิงอายุ 3 ขวบ มะพร้าวมีเค้าโครงหน้าและผิวสีน้ำผึ้งซึ่งถ่ายทอดมาจากตะวันไม่มีผิดเพี้ยน ส่วนมะนาวนั้นด้วยความเป็นผู้หญิง จึงมีใบหน้าสวยหวานราวกับถอดแบบมาจากรินรดาผู้เป็นมารดา
คำว่า ‘รู้จักไหมเอ่ย?’ ที่ตะวันเอ่ยออกมาเมื่อครู่ก่อนหน้า ทำให้แม่ยายตวัดสายตาขวับ จ้องมองหน้าเจ้าของบ้านด้วยความไม่พอใจนัก ด้วยรู้ว่าตะวันแอบประชดประชันให้หล่อน
“ไม่รู้จักครับคุณพ่อ”
ซึ่งคำตอบของมะพร้าวสะกิดใจคุณนายชดช้อยและลูกสาวอย่างแรง เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่สองแม่ลูกเดินทางมาพบหลาน
“ผู้หญิงสองคนนี่เป็นใครคะคุณพ่อขา”
มะนาวที่ช่างเจื้อยแจ้วเจรจามากว่ามะพร้าวซึ่งเป็นพี่ชายเอ่ยถามกับบิดาในทันที
ซึ่งคุณนายกับลูกสาวก็ไม่แปลกใจที่เด็กๆ ตอบว่าไม่รู้จัก เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เด็กทั้งสองเพิ่งมีโอกาสได้เห็นหน้าคุณยายและคุณน้าเป็นครั้งแรก
“ยายเป็นคุณยายของหนูจ้ะ... ดูสิ หน้าตาน่ารักน่าชังทั้งคู่เลยพ่อคุณแม่คุณของยาย มาให้คุณยายกอดสิจ๊ะ”
คุณนายชดช้อยน้ำตาจะไหล
หล่อนยอบกายลงแล้วอ้าวงแขนกว้าง หากแต่เด็กทั้งสองกลับหันมามองหน้ากันด้วยความลังเล ไม่แน่ใจ ทำให้คุณนายอ้าแขนค้าง ออกอาการเก้อเขินเล็กน้อยที่เด็กๆ ไม่เดินเข้ามาให้กอดเหมือนที่ตั้งใจ ทำให้ตะวันต้องเอามือรุนหลังลูกๆ
“เข้าไปสิลูก คุณยายเป็นแม่ของแม่ริน... เข้าไปให้คุณยายกอดสิลูก รับรองว่าคุณยายไม่ดุ ไม่กัดหรอก”
ตะวันอดแขวะไม่ได้
คุณนายมองหน้าลูกเขยปากร้ายแล้วเท้าสะเอวทำตาขวาง ปากขมุบขมิบใส่ตะวันเหมือนจะด่า ครั้นแล้วก็เอ่ยขึ้นด้วยท่าทางอยากเอาคืน
“จากวันนั้นถึงตอนนี้ก็สี่ปีมาแล้วนะ... ”
คุณนายพูดแล้วหยุดเพื่อล่อให้ลูกเขยถาม ซึ่งก็ได้ผล