ตอนที่ 233
ตอนที่ 233 รับมือกับวิธีการของหันยี่ฉี
October 28, 2026
ตอนที่ 233 รับมือกับวิธีการของหันยี่ฉี
“งั้นดี คราวนี้ข้าก็จะไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไรกับเจ้า แคว้นเย่นของข้าก็จะช่วยเหลือสนับสนุนเจ้าในการแย่งชิงตำแหน่งองค์รัชทายาทอย่างเต็มที่ ทางที่ดีที่สุดตอนนี้เจ้าร่างลายลักษณ์อักษรขึ้นมา ลงตราประทับ หลังจากที่เรื่องสำเร็จจะต้องทำให้ทุกสิ่งที่จะเป็นของพวกข้ากลายเป็นจริงให้ได้”
สำหรับเรื่องนี้ เป่ยจื่อห้าวก็ไม่ได้มีข้อโต้แย้งอะไร
อย่างไรเสียตอนนี้ก็ไม่มีเรื่องอะไรสำคัญไปกว่ามุ่งให้ได้มาซึ่งตำแหน่งฮ่องเต้อีกแล้ว สำหรับเรื่องอื่น ก็รอภายหน้าค่อยว่ากันแล้วกัน
อีกทั้งเรื่องร่างลายลักษณ์อักษรประเภทนี้ ก็ไม่ใช่ว่าเป็นครั้งแรกที่เขาทำเสียหน่อย
นี่ก็คือทำครั้งแรกก็แปลกหน้า ทำครั้งที่สองก็ชำนาญมากขึ้น
คราวก่อนเฉินกั๋วกงขอให้เขียนร่างลายลักษณ์อักษรเพื่อรับประกันว่าจะร่วมมือกับเขา และยังต้องการให้ต่อไปรับลูกสาวของเขามาเป็นพระชายาอีกด้วย
สุดท้ายล่ะ จุดจบของเขาและลูกสาว ช่างน่าสยดสยองเป็นยิ่งนัก
ฉะนั้นคราวนี้ ความรู้สึกที่เขามีต่อวิธีการเช่นนี้ของมู่โหรงจิ๋วก็คือน่าขันเป็นอย่างยิ่งเช่นเดียวกัน
หลังจากที่ร่างลายลักษณ์อักษรนี้ถูกเขียนเสร็จ เขาก็ได้นำตราที่เป็นของตำหนักสามของเขาโดยเฉพาะประทับลงไป จากนั้นก็ส่งเข้าไปในมือของมู่โหรงจิ๋ว
หลังจากที่มู่โหรงจิ๋วดูเสร็จ ก็เป็นธรรมดาอยู่แล้วที่จะพึงพอใจเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นพับร่างลายลักษณ์อักษรขึ้นแล้วใส่เข้าไปในอ้อมแขนของตนเอง
สิ่งที่ด้านบนเขียนนั้น นอกจากจะคืนทั้งยี่สิบคูเมืองให้กับแคว้นเย่นแล้ว ยังจะนำสี่สิบคูเมืองทางด้านตะวันตกของแม่น้ำคงคา รวมทั้งเมืองขึ้นต่างๆตัดแบ่งให้แก่แคว้นเย่น
นอกจากนี้ ต่อไปในทุกๆปีหนานหชู่ยังจะต้องส่งมอบทรัพย์สินให้กับแคว้นเย่นเป็นจำนวนสามล้านตำลึงเงิน
นี่ก็คือสนธิสัญญา “สูญสิ้นอธิปไตย ทำให้ประเทศได้รับความอัปยศ” ดีๆนี่เอง โชคดีจริงๆที่เป่ยจื่อห้าวเขียนออกมาได้ หรือมโนธรรมในใจของเขาไม่มีความรู้สึกผิดละอายใจเลยหรือ?
สำหรับเรื่องของคูเมืองนั้น ในที่สุดมู่โหรงจิ๋วก็พึงพอใจ และรู้สึกว่าสามารถมอบสิ่งตอบแทนให้กับเสด็จพ่อของตนเองได้แล้ว
ดูแล้วเขาต้องอยู่ที่หนานหชู่นี้อีกหลายวันหน่อย รอเขากลับไปก็ต้องรีบเขียนจดหมาย ให้คนรีบไปแคว้นเย่นรายงานสถานการณ์ของที่นี่ให้เร็วที่สุด
เพียงแต่มีอยู่เรื่องหนึ่ง ในใจของเขากลับยังคงไม่สามารถไม่ผูกใจเจ็บได้
เกี่ยวกับจางยวี่โหร่วกับไป๋หลิงกวงหญิงสองคนนี้ จนถึงสุดท้ายเขาก็ยังไม่ได้มาครอบครองสักคน จุดนี้ทำให้เขาโมโหจนแทบจะทนไม่ไหว
เป่ยจื่อห้าวดูสิ่งที่เขาคิดอยู่ในใจออก รีบพูดออกมาในทันทีว่า
“ท่านพี่มู่โหรงไม่เห็นจำเป็นต้องระทมทุกข์ใจเลย องค์หญิงแคว้นเหลียงนั่นช่างมองไม่เห็นคุณค่าของผู้อื่นจริงๆ หาเรื่องครั้งแล้วครั้งเล่า ถึงเวลาที่พวกเราจะให้บทเรียนแก่นางเสียหน่อยแล้ว”
ก็แค่องค์หญิงแคว้นเล็กกระจิดริดคนหนึ่ง อย่าว่าแต่มู่โหรงจิ๋วเลย แม้แต่เขาก็ยังไม่เอามาใส่ใจ
นางสามารถปฏิเสธมู่โหรงจิ๋วต่อหน้าผู้คนซ้ำแล้วซ้ำเล่า นี่ก็ช่างใจกล้าห่อฟ้าจริงๆเลย
ทว่า ราวกับทุกครั้งเมื่อนางปรากฏตัวออกมา ต่างก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับหันยี่ฉี จุดนี้กลับทำให้เขาค่อนข้างจะเกิดการเอะใจว่า ทั้งสองคนนี้จะมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกันหรือเปล่านะ?
แต่คิดไปคิดมาเขาก็กลับรู้สึกขึ้นมาอีกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ นี่เป็นคนสองคนที่ห่างจนแทบจะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันเลยแม้แต่น้อย ต่อให้สงสัยก็เป็นการสงสัยแบบไม่มีเหตุมีผลอะไรเลย
“เช่นนั้นเจ้าคิดว่าตอนนี้ควรจะทำอย่างไร? หากไม่ใช่เห็นแก่ในนามของ “ข้อตกลงในการยุติสงคราม” แล้วล่ะก็ นางจะยอมก็ยอม ไม่ยอมก็ต้องยอม จะยอมให้นางกำเริบเสิบสานได้อย่างไรกัน? ของที่ข้าอยากได้ยังไม่เคยมีที่ไม่ได้มาก่อน!”
“นี่ช่างง่ายเป็นอย่างยิ่ง ผู้หญิงน่ะหรือ เพียงแค่ให้นางสูญเสียชื่อเสียงและเกียรติยศ เช่นนั้นไม่ใช่ว่านางก็ต้องอยู่กับท่านอย่างสุดจิตสุดใจแล้วหรอกหรือ ถึงเวลานั้นต่อให้ท่านไม่ต้องการนาง นางยังจะร้องไห้เรียกร้องจะแต่งงานกับท่านด้วยซ้ำ” สีหน้าของเป่ยจื่อห้าวเต็มไปด้วยความคิดลึกซึ้งและละเอียดรอบคอบ
สำหรับเรื่องนี้แล้ว เขาก็ยังถือว่ามีประสบการณ์มากพอสมควร ในตอนแรกเขานัดจางยวี่โหร่วไปในสถานที่ที่เขาเจอหน้ากันครั้งแรก แกล้งพูดว่าต้องการเป็นเพื่อนกับนาง เพื่อผ่อนคลายจิตใจที่ระแวดระวังของนาง จากนั้นใส่ผงยาเหอฮวนคิดหวังลมๆแล้งๆอยากจะครอบครองนาง
ทว่า ผลลัพธ์ในตอนสุดท้ายล่ะ? นั่นคงจะเป็นเรื่องที่อัปยศ เรื่องที่ไม่อยากจะคิดย้อนกลับไปมากที่สุดในชีวิตของเป่ยจื่อห้าว