ตอนที่ 1113
ตอนที่ 1113 การวางแผนเกี่ยวกับอู๋จีและเมิ่งชู
September 23, 2026
ตามแผนการเดิม หลังจากเฟิงอู๋จีจบการศึกษาแล้วต้องถูกส่งออกไปทำงานนอกเมืองหลวง
แต่ใครจะไปคิดว่าต่อมาเขาได้กลายเป็นลูกศิษย์ของเสวียนจี พอเป็นเช่นนี้ จะส่งเขาออกไปทำงานนอกเมืองหลวงคงไม่เหมาะสมแล้ว
อย่างน้อย เวลาส่วนใหญ่ของเขาก็จะอยู่ภายในเมืองหลวง
อวิ๋นหลิงครุ่นคิดพลางเอ่ยว่า “ไม่สู้ส่งเขาไปทำงานที่ร้านรถไม้จะดีกว่า”
“ปีนี้คนที่ขับขี่รถไม้มีมากขึ้นเรื่อยๆแล้ว ตอนนั้นพวกเราแค่ตั้งกฎจราจรขั้นพื้นฐานเท่านั้น แต่ไม่ได้วางแผนการจราจรในเมืองหลวง ทำให้ถนนบางเส้นมักจะมีจราจรติดขัด จำเป็นต้องทำการเปลี่ยนเส้นทางจราจร”
เซียวปี้เฉิงได้ยินเช่นนั้น ก็พยักหน้าอย่างเห็นด้วย “แผนการนี้ไม่เลว แม่สาวน้อยก็ปรับปรุงล้อรถไม้อยู่ตลอดมิใช่หรือ ในเมื่ออู๋จีเป็นลูกศิษย์ของนาง ภายหน้าต้องได้รับการสืบทอดวิชาความรู้ ให้ไปฝึกฝนที่ร้านรถไม้ก่อนก็ดี”
“ในระยะเวลาหนึ่งปี กำหนดแผนผังเส้นทางจราจรชุดหนึ่งโดยใช้เมืองหลวงเป็นต้นแบบ อีกทั้งให้ปรับปรุงพัฒนารถไม้ ประการหลังให้แม่สาวน้อยตรวจสอบด้วยตนเอง นี่เป็นการสอบจบการศึกษาของเขา”
ตั้งแต่การปรับปรุงซ่อมแซมถนนหนทาง สภาพถนนของเมืองหลวงแห่งต้าโจวได้เปลี่ยนไปจากเมื่อสามปีก่อนราวฟ้ากับดินแล้ว เรียกได้ว่าสามารถเชื่อมต่อไปทุกทิศทาง
เพียงแต่เกี่ยวพันถึงการวางแผนเส้นทางจราจร ซึ่งมีความรู้อีกแขนงหนึ่งอยู่ในนั้น
ก่อนหน้านี้คลังหลวงได้จ่ายเงิน เลือกเมืองที่เป็นแหล่งการค้าที่สำคัญ ทำการปรับปรุงซ่อมแซมถนนหลวง
เมื่อเป็นเช่นนี้ รถไม้ก็จะยิ่งเป็นที่นิยมแพร่หลายมากขึ้น การวางแผนการจราจรโดยเร็วที่สุดเป็นเรื่องสำคัญมาก
เมืองหลวงทำเป็นตัวอย่างก่อน ขุนนางในพื้นที่จะได้ใช้เป็นแนวทางค่อยๆทำจนสำเร็จ
หลังจากตัดสินใจเรื่องการสอบจบการศึกษาของเฟิงอู๋จีแล้ว เซียวปี้เฉิงก็ยิ้มและพูดว่า “ในเมื่ออู๋จีต้องอยู่ในเมืองหลวง พวกเราจะทำตัวเป็นคนใจดำที่แยกคู่สามีภรรยาออกจากกันไม่ได้ ทางด้านเมิ่งชูก็ให้ไปทำงานที่โรงเรียนอนุบาลและกรมคลังเถอะ”
อวิ๋นหลิงได้ยินน้ำเสียงของเขาที่ไม่มีความลังเลเลยสักนิด อดไม่ได้ที่จะเลิกคิ้วขึ้นมา ถามอย่างประหลาดใจว่า “เห็นทีท่านคงจะคิดไว้แล้วว่าจะสอบอะไรนาง”
“ถูกต้อง ปีที่ผ่านมานี้การจัดการของโรงเรียนอนุบาลหลวงได้ผลลัพธ์ที่ไม่เลว หลังจากกำจัดสองตระกูลยินลู่แล้ว การสร้างโรงเรียนอนุบาลเอกชนก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว”
พูดถึงตรงนี้ จู่ๆเซียวปี้เฉิงก็หัวเราะขึ้นมาอย่างเจ้าเล่ห์ เอ่ยเสียงเบาว่า “ฮึๆๆ......ก่อนหน้านี้ข้าได้ตระเวนพูดโน้มน้าวเหล่าขุนนางใหญ่ในราชสำนักและพ่อค้าเศรษฐีในเมืองหลวง รวบรวมเงินบริจาคได้ก้อนหนึ่ง จำนวนประมาณนี้”
เขาชูนิ้วสามนิ้วขึ้นมา
“สามแสนตำลึง”
“ไม่ สามสิบล้านตำลึง”
พอได้ยินคำพูดอันทรงพลังของเซียวปี้เฉิง ทำเอาอวิ๋นหลิงตกตะลึงมองตาค้าง “คิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะเกลี้ยกล่อมพวกเขาได้บริจาคเงินได้มากขนาดนี้”
นี่แทบจะเท่ากับจำนวนเงินที่คลังหลวงเก็บได้ในหนึ่งปีแล้ว
เซียวปี้เฉิงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ก่อนหน้านี้ข้าได้บอกกับคนภายนอกเอาไว้ ภายหน้าหากจัดการเรียนการสอนที่ไม่มีการเก็บค่าใช้จ่าย ถ้าใครบริจาคให้กับสำนักศึกษา ก็จะสลักชื่อของผู้ใจบุญเอาไว้บนแผ่นหินในสำนักศึกษา”
“ผู้คนต่างก็ชื่นชอบการแสวงหาชื่อเสียงผลประโยชน์ เหล่าเศรษฐีผู้มีอำนาจก็เป็นเช่นนี้ ในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาวของทุกปีพวกเขาจะตั้งโรงทานแจกโจ๊ก กระทั่งยังแข่งขันระหว่างกัน จุดประสงค์ก็เพื่อจะให้ได้มาซึ่งชื่อเสียง”
“แต่ถ้าหากแค่บริจาคโจ๊กละก็ บางทีผ่านไปสามปีห้าปีประชาชนก็ลืมไปแล้ว แต่ถ้าหากสามารถสลักชื่อเอาไว้เป็นแผ่นหิน นั่นก็เท่ากับสามารถเล่าสืบทอดกันไปหลายสิบปี กระทั่งร้อยปี”