ตอนที่ 1114
ตอนที่ 1114 เป็นทั้งความภูมิใจ และเป็นวิกฤติ
September 23, 2026
ในห้องตำรา สองสามีภรรยาปรึกษาหารือกันอย่างกระตือรือร้น ต่างก็ออกความคิดเห็นและกำหนดหัวข้อสำคัญของการสอบจบการศึกษาของเหล่าลูกศิษย์
เดิมทีเรื่องเหล่านี้ ควรจะมีกู้ฉางเซินและคณะอาจารย์ในสำนักศึกษาเป็นผู้มอบหมายหน้าที่ให้กับเหล่าลูกศิษย์
แต่ในสภานักเรียนมีนักเรียนอยู่สองสามคน ล้วนเป็นคนที่ทั้งสองคนให้ความสำคัญมาก จำเป็นต้องกำหนดการทดสอบเองจึงจะสบายใจ
ตอนนี้ ในสภานักเรียนยังเหลือหัวหน้ากรรมการศิลปวัฒนธรรมหรงรั่ว หัวหน้ากรรมการฝ่ายบุ๋นหลิ่วหลันโจวและหัวหน้าสภานักเรียนกู้ฮั่นม่อที่ยังไม่ได้กำหนดหัวข้อการสอบ
หลิ่วหลันโจวเป็นลูกที่อาลักษณ์กรมอาญาให้ความสำคัญมากที่สุด แต่เหมือนว่าหนุ่มน้อยคนนี้จะไม่ค่อยสนใจอยากจะสืบทอดกิจการครอบครัวสักเท่าไหร่ กลับชื่นชอบการศึกษาวรรณคดีและปรัชญา
กลยุทธ์มากมายของสองสามีภรรยาล้วนเต็มไปด้วยความทันสมัย สำหรับคนในยุคนี้แล้วมักจะเกินความเข้าใจ ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือในการประชุมราชสำนักจะมีช่องว่างระหว่างวัยและความคิด
หลิ่วหลันโจวเป็นทั้งลูกหลานของขุนนางใหญ่ ทั้งยังได้รับการปลูกฝังอุดมการณ์จากสำนักศึกษาชิงอี้ ทำให้อวิ๋นหลิงนึกถึงนักเรียนที่ไปศึกษาต่อยังต่างประเทศในยุค1970
นางต้องการคนที่สามารถประสานงานจากภายใน มีตัวตนอยู่อย่างลื่นไหลทนการเสียดทาน คนที่เหลือจะได้ทำงานไม่ลำบากมากนัก
เป็นตัวเชื่อมสำคัญระหว่างอนุรักษนิยมและปฏิวัติใหม่ หนุ่มน้อยคนนี้เหมาะสมมาก
การสอบของหลิ่วหลันโจวดูเหมือนจะง่ายดายมาก แต่ก็ยากมากเช่นกัน
เพราะภารกิจของเขาคือทำงานร่วมกับสภานักเรียนทำการทดสอบคืนๆให้แล้วเสร็จ ผลการสอบของคนอื่นๆเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลการสอบของเขา
ส่วนหรงรั่ว จะถูกส่งไปฝึกงานเป็นเจ้าหน้าที่ระดับล่างของสำนักหงหลู
สำหนักหงหลูเป็นหนึ่งในเก้าสำนัก ที่รับผิดชอบในการต้อนรับแขกต่างแคว้น และพิธีการในราชสำนัก เหมือนกับกรมการต่างประเทศในยุคโบราณ ทำหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและเจ้าหน้าที่แปลภาษา
เดิมทีอวิ๋นหลิงอยากจะส่งหรงรั่วไปฝึกงานที่โรงพิมพ์ แต่หลังจากที่สำนักศึกษาชิงอี้ได้เพิ่มวิชาภาษาต่างประเทศเข้ามา กลับทำให้นางพบว่าสาวน้อยคนนี้มีพรสวรรค์ด้านภาษาที่ทรงพลังมาก
คะแนนรวมของหรงรั่วอยู่ในระดับกลางของสำนักศึกษา แต่ภาษาตะวันตกของเขากลับเป็นที่หนึ่งของทั้งสำนักศึกษา กดดันกู้ฮั่นม่อไม่น้อย
สาวน้อยคนนี้เหมือนจะสนใจวิชาด้านภาษาโดยธรรมชาติ ภายใต้การบ้านที่หนักหน่วง คนอื่นๆเรียนภาษาตะวันตกเพิ่มอีกหนึ่งวิชายังรู้สึกลำบากมาก แต่นางกลับสามารถเรียนควบคุมไปกับภาษาทูเจวีย และมีผลการเรียนในวิชานี้เป็นสิบอันดับแรก
เซียวปี้เฉิงอดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “นางหนูคนนี้ดีทุกอย่าง แต่ถูกไป๋ชวนชักจูงให้เขวไปบ้าง มักจะโดดเรียนออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก”
ถ้าหากจริงจังกว่านี้อีกสักหน่อย ไหนเลยจะมีระดับผลการเรียนแค่ระดับกลางของสำนักศึกษา
เฟิงอู๋จีที่เป็นหัวหน้ากรรมการตรวจสอบวินัย จะทำรายงานส่งทุกเดือน เขาได้เห็นชื่อของสาวน้อยคนนี้ทุกครั้ง
เป็นหนึ่งในกลุ่มผู้นำสภานักเรียน ถ้าไม่ใช่เพราะนางหนูคนนี้จัดการเรื่องกิจกรรมสันทนาการต่างๆของสำนักศึกษาได้อย่างดีเยี่ยม เขาคงจะไม่มีเหตุผลไปอธิบายกับเหล่าอาจารย์ ทำไมจึงไม่ไล่อีกฝ่ายออกจากตำแหน่ง
อวิ๋นหลิงพูดยิ้มๆว่า “ข้ากลับรู้สึกว่าดีมาก ขณะที่โดดเรียนยังสามารถรักษาผลการเรียนเอาไว้ได้ ก็ถือเป็นความสามารถอย่างหนึ่งมิใช่หรือ ข้าได้ยินมาว่านางคลุกคลีอยู่กับไป๋ชวนมานานแล้ว แม้แต่ภาษาเหมียวก็เรียนรู้ได้ไม่น้อยทีเดียว”
“สาวน้อยหรงรั่วคนนี้นิสัยร่าเริง ใจกว้างและกระตือรือร้น มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีมากในสำนักศึกษา นางทำหน้าที่ของหัวหน้ากรรมการศิลปวัฒนธรรมได้โดดเด่นมาก เป็นอัจฉริยะในการเข้าสังคมจริงๆ ภายหน้าสำนักหงหลูย่อมขาดนางไม่ได้”
อาศัยแค่มีความสามารถด้านภาษาหลายภาษา ตำแหน่งขุนนางหญิงจัดสรรของหรงรั่วนั้นมั่นคงแน่แล้ว
สุดท้าย ก็เหลือแค่กู้ฮั่นม่อ
เป็นคนที่สองสามีภรรยาให้ความสำคัญมากที่สุด การทดสอบของเขาแตกต่างจากคนอื่น และยากที่สุด
ทุกคนต่างก็ถูกส่งไปทำงานในระดับล่างและพื้นที่ต่างๆ มีเพียงเขาที่ถูกเซียวปี้เฉิงโยนเข้าไปในวังหลวง และทิ้งป้ายแขวนเอวเอาไว้ให้
“นี่เป็นป้ายคำสั่งที่ข้ามอบให้เจ้า พบป้ายคำสั่งดุจพบข้า หากเป็นวันหยุดของสำนักศึกษา หรือหากไม่มีคาบเรียนในสำนักศึกษา ให้ท่านอ๋องโม่พาเจ้าเข้าวังประชุมราชสำนักด้วย อย่าได้เกียจคร้านอย่างเด็ดขาด”
“มีป้ายคำสั่งนี้อยู่ เจ้าสามารถเข้าออกวังหลวงและทั้งหกกรมได้ตามใจ กระทั่งการไปเยี่ยมเยือนจวนของเหล่าขุนนางบุ๋นบู๊ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถปฏิเสธได้”
“หลังจากนี้หนึ่งปี ให้มาบอกข้าว่า ภายในหกกรมนี้ตำแหน่งไหนที่ไม่จำเป็นต้องมีอยู่ และควรจะแต่งตั้งตำแหน่งอะไรบ้างเพื่อให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในตอนนี้”