ตอนที่ 154
บทที่ 154 เชื่อ !
October 28, 2026
บทที่ 154 เชื่อ !
โจวเย่นชิวเป็นทั้งวีรบุรุษและทรราช
คนแบบนี้ไม่ใช่คนที่ตรงไปตรงมาอย่างโจวจุนหลงจะเทียบได้
ถึงแม้ในสายตาของโลกภายนอก ทั้งสองคนจะเป็นคู่ต่อสู้กันมาตลอด แต่ในใจของโจวเย่นชิว มีความรู้สึกว่าโจวจุนหลงคือคู่ต่อสู้มากน้อยแค่ไหนกัน ?
การจัดการกับคนที่มีนิสัยตรงไปตรงมา ก็ต้องทำเพียงแค่ใช้ชีวิตมาเป็นเครื่องต่อรอง หรือใช้ผลประโยชน์ในการหลอกล่อก็เพียงพอที่จะควบคุมคนพวกนี้ได้แล้ว
แต่การจัดการกับทรราชนั้น ใช้แค่สองสิ่งนี้คงจะน้อยเกินไป
ที่ทรราชเป็นทรราช ก็เป็นเพราะมีเล่ห์เหลี่ยมที่ยากจะคาดเดา และมีความระแวงสงสัย ทำให้รู้จักที่จะแสวงหาข้อดีและหลีกเลี่ยงข้อเสีย และสามารถแสวงหาประโยชน์สูงสุดให้แก่ตัวเองจากการทำงานทุกอย่าง
เขามีความหยิ่งผยองและรักศักดิ์ศรีในตนเอง
หยิ่งทระนงจนกระทั่งถึงขั้นว่าสามารถมองทุกคนรอบตัวเป็น “คู่ต่อสู้” ไปเสียหมด
สิ่งที่นำให้กระดูกสันหลังของเขามีความยืดหยุ่นมากกว่าคนที่ตรงไปตรงมาอย่างโจวจุนหลง
ดังนั้น ในทุกๆ เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ต่อให้โจวเย่นชิวจะทรยศหักหลัง แต่ท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ยังคงยืนเหยียบเหลือสองแคมได้อย่างปลอดภัย
ถึงขั้นว่า ตอนที่บริษัทอสังหาริมทรัพย์ไท่ติ่งเกิดวิกฤตครั้งใหญ่ขึ้น เขาก็ยังมีใจที่จะเข้ามาซื้อที่ดิน เพื่อผูกมิตรกับเฉินตง
เล่ห์เหลี่ยมเช่นนี้ การรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางเช่นนี้ กระดูกที่รู้จักยืดหยุ่นเช่นนี้
ทำให้เฉินตงรู้ดีว่า เขาไม่อาจให้โจวเย่นชิวเข้ามายืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาอย่างง่ายดายได้
วิธีที่ดีที่สุด คือการตีกระดูกสันหลังของโจวเย่นชิวให้หัก ให้เขายอมละทิ้งความหยิ่งผยองและศักดิ์ศรีของตัวเองลง ให้เขารู้ว่าใครคือลูกน้อง และใครคือเจ้านาย
มิเช่นนั้น เฉินตงกล้ารับประกันได้เลยว่า ต่อให้ตอนนี้โจวเย่นชิวจะยอมก้มหัวให้กับเขา แต่ในอนาคต หากเฉินเทียนเซิงกลับเข้ามาในเมืองนี้อีก โจวเย่นชิวก็จะต้องหักหลังเขาอย่างแน่นอน
เมื่อครู่ที่โจวเย่นชิวคุกเข่าลง ถือว่าเขายอมละทิ้งความหยิ่งผยองและศักดิ์ศรีจนหมดสิ้นแล้ว กระดูกสันหลังของเขาหักลงแล้ว
ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ก็จะสามารถควบคุมเขาได้อย่างง่ายดายแล้ว !
“คิดไม่ถึงเลยว่าโจวเย่นชิวจะโหดเหี้ยมได้ถึงขนาดนี้ รู้สึกคลื่นไส้จริงๆ กินไม่ลงแล้ว”
ในหัวของเฉินตงมีภาพที่เกิดขึ้นเมื่อครู่วนเวียนซ้ำไปซ้ำมา จนทำให้เขารู้สึกอยากจะอาเจียน
ท่านหลงยิ้มออกมาอย่างสบายใจ : “กระผมเองก็รู้สึกเช่นนี้”
เฉินตงมองดูท่านหลงที่ยังคงกินข้าวต้นที่อญุ่ในมือของตนเองอย่างไม่สะทกสะท้าน ถึงขั้นว่าหยิบตีนไก่พะโล้ที่แม่ของเขาทำเอาไว้ขึ้นมาแทะ เขาจึงเริ่มรู้สึกสงสัยในสิ่งที่ท่านหลงพูด
ตอนนี้เอง
หลี่หลานเดินเข้ามาในบ้าน
เธอมีท่าทีเคร่งขรึม แววตาดูซับซ้อน เดินก้มหน้าก้มตาเข้ามาเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่
“แม่ครับ”
เฉินตงสังเกตเห็นหลี่หลาน และยิ่งไปกว่านั้นคือสังเกตเห็นสีหน้าท่าทีของหลี่หลานด้วย แต่ก็ยังคงแสร้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น จากนั้นจึงเอ่ยถามว่า : “เช้าขนาดนี้ ไปไหนมาหรือครับ ?”
“แม่ออกไปเดินเล่นหน่ะ”
ท่าทีของหลี่หลานอ่อนโยนลง พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความสงสัย : “เมื่อกี้แม่เจอโจวเย่นชิวที่ด้านนอก เขามาที่บ้านของเราหรือ ?”
“ครับ” เฉินตงพยักหน้า แล้วชี้ไปที่อาหารเช้าที่วางอยู่บนโต๊ะ : “แม่ครับ ผมกินอิ่มแล้ว ขอตัวไปบริษัทก่อนนะครับ”
เมื่อออกจากบ้านไป เฉินตงก็ส่งข้อความกลับมาให้ท่านหลง เพื่อให้ท่านหลงสืบดูสถานการณ์ของแม่ให้กระจ่าง จากนั้นให้รีบรายงานเขาทันที
ขณะที่เฉินตงกำลังจะไปบริษัท จู่ๆ ก็มีหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่รู้จักโทรเข้ามา
เมื่อเห็นหมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่รู้จักนั้น
เฉินตงก็ขมวดคิ้วแน่นทันที หมายเลขโทรศัพท์ที่ไม่รู้จักนี้ ดูเหมือนก่อนหน้านี้เขาจะเคยรับสายแล้วครั้งหนึ่ง
เป็นเบอร์ของหวางหนันหนัน !
“สวัสดีครับ” ในที่สุดเฉินตงก็ตัดสินใจที่จะรับสาย
“มะรืนนี้ฉันก็จะไปแล้ว”
หวางหนันหนันหัวเราะพลางพูดว่า : “ไม่ต้องถามนะว่าฉันจะไปไหน”
เฉินตงพูดว่า : “ผมเองก็ไม่อยากถาม มีธุระอะไรหรือเปล่า ?”
บทสนทนาในสายโทรศัพท์เงียบไปครู่หนึ่ง
หวางหนันหนันจึงพูดขึ้นว่า : “มะรืนนี้มาส่งฉันได้ไหม ?”
“ขอโทษด้วย ผมไม่มีเวลา”
ตู๊ด !
เฉินตงวางสายโทรศัพท์อย่างไม่แยแส
อดีตมันผ่านไปแล้ว หากในขณะที่ยังมีรอยบาดแผลอยู่เต็มตัว การกลับไปรื้อฟื้นนึกถึงมันอีกครั้งหนึ่ง ก็เท่ากับว่ากำลังทำให้บาดแผลฉีกขาดขึ้นมาอีกครั้ง