ตอนที่ 1009
บทที่ 1009 สร้างเรือศึกบรรพกาลที่แข็งแกร่งที่สุด
October 22, 2026
บทที่ 1009 สร้างเรือศึกบรรพกาลที่แข็งแกร่งที่สุด
ปลายปีศักราชหลีเซี่ย มีหิมะตกในเมืองหลวงเผ่ามนุษย์
ส่วนในสำนักเจ็ดเนตรโลหิตทางนี้ เหมือนว่าหิมะมักจะช้าตลอด สี่ฤดูในหนึ่งปี ฝนมีมากที่สุด
แม้จะเป็นปลายปีก็เป็นเช่นนั้น
ฝนที่ตกลงมาปกคลุมตรอกซอกซอย กวาดสายตามองไป ม่านฝนคลุมเครือ ผู้คนสัญจรที่รีบร้อน เรือที่มาจากที่ไกลๆ ทุกอย่างวาดเค้าร่างของภาพที่ชื่อว่างดงามออกมา
เสียงที่ตกกระทบมาบนร่มกระดาษน้ำมัน ท่ามกลางเสียงเปาะแปะๆ ละเอียดอ่อนทั้งยังอ่อนโยน ประดุจเสียงสวรรค์ ลูบไล้สายใยในใจผู้คนอย่างแผ่วพลิ้ว
เหมือนท้องฟ้าบอกความในใจอันลึกซึ้งต่อแผ่นดิน ทั้งยังเหมือนหมู่เมฆห่วงหาอาทรอย่างสุดซึ้งต่อสรรพชีวิตทั้งหลาย
ในท่วงทำนองและจังหวะเช่นนี้ สวี่ชิงเดินอยู่ท่ามกลางสายฝน มาถึงยังตรอกหนึ่งร้อยเจ็ดสิบหกที่เป็นของเขา ที่เขตคลังสินค้าขนาดมหึมาแห่งหนึ่ง ก็มองเห็นจางซานที่นั่งยองๆ อยู่ใต้หลังคากำลังสูบกล้องยาสูบเหมือนเกษตรกรแก่ๆ
ข้างกายเขายังมีคนที่คุ้นเคยอีกคนหนึ่ง
สังเกตเห็นสวี่ชิงมาถึง เอ้อร์หนิวยกมือทักทาย จางซานที่อยู่ข้างๆ ก็ตาเป็นประกาย ลุกขึ้นอย่างรวดเ็ว เก็บกล้องสูบยาลงไป ทั้งยังถูมือไปตามสัญชาตญาณ ฉีกยิ้มฉายรอยยิ้มซื่อๆ ออกมา
รอยยิ้มเช่นนี้เป็นสัญชาตญาณของจางซาน มีเพียงอยู่เผชิญหน้ากับศัตรูหรือบุคคลยิ่งใหญ่เท่านั้นถึงจะยิ้มเช่นนี้
เห็นได้ชัดว่า สวี่ชิงในปัจจุบันนี้ สำหรับจางซานแล้ว ทั้งคุ้นเคย ทั้งแปลกหน้า
ที่คุ้นเคยคือความทรงจำเมื่อนานมาแล้ว ที่แปลกหน้าคือพลังบำเพ็ญและฐานะที่ยิ่งสูงก็ยิ่งน่าตื่นตะลึง
“สวี่…” จางซานลังเล ไม่ค่อยแน่ใจว่าจะเรียกอย่างไรดี
“ศิษย์พี่จางซาน”
ไม่รอให้จางซานคิดวิเคราะห์ว่าจะเรียกอย่างไรถึงจะยิ่งเหมาะสม สวี่ชิงก็ยิ้มเอ่ยขึ้นแล้ว
ระหว่างพูด ก็เดินมาถึงใต้หลังคา นั่งยองๆ ลงเช่นกัน
เหมือนกับที่เอ้อร์หนิวพาสวี่ชิงมาพบจางซานเป็นครั้งแรกในตอนนั้น
จางซานยิ้ม เอ้อร์หนิวทางนั้นกลับมองไปที่ไกล มองหาอยู่ครู่หนึ่ง ส่งเสียงไม่พอใจออกมา
“หวงเหยียนเจ้านกแก่นั่นเล่า ไม่ได้มากับเจ้าหรอกหรือ ข้าจะบอกเจ้าให้นะอาชิงน้อย เจ้านกแก่นั่นไม่ใช่นกดีอะไรจริงๆ !”
เอ้อร์หนิวแค่นเสียงขึ้นจมูก
สวี่ชิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง เอ่ยขึ้นเสียงเบา
“ศิษย์พี่ใหญ่ ด้วยพลังบำเพ็ญของหวงเหยียนในตอนนี้ ต่อให้ไม่อยู่ที่นี่ก็น่าจะได้ยินคำพูดของท่าน”
เอ้อร์หนิวได้ยินดวงตาก็เบิกกว้าง เอ่ยเสียงดังลั่น
“ที่นี่คือสำนักเจ็ดเนตรโลหิต มีศิษย์น้องหญิงของข้า มีอาจารย์ของข้า ข้าเป็นถึงองค์ชายใหญ่ของยอดเขาเจ็ดสำนักเจ็ดเนตรโลหิต จะกลัวนกเพียงแค่ตัวเดียวอย่างนั้นหรือ”
ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือไม่ ทันทีที่เอ้อร์หนิวพูดคำพูดนี้ออกมา ท้องฟ้าก็ฟาดผ่าเลื่อนลั่น สายฟ้าแลบแปลบปลาบ ส่งเสียงกึกก้องกัมปนาท
เอ้อร์หนิวสีหน้าตกอกตกใจ
จางซานทางนั้นปวดหัวเล็กน้อย นายกองมาวันนี้ตอนเช้า หลังจากที่มาถึงก็นั่งยองๆ อยู่ตรงนั้น บ่นอยู่นานแล้ว…
ส่วนจางซาน สำหรับทั้งสองฝ่ายแล้วล้วนไม่อยากล่วงเกิน ตอนนี้เห็นสวี่ชิงมาถึง เขารีบเปลี่ยนหัวข้อสนทนาทันที
“สวี่ชิง ข้าได้ยินนายกองบอกว่าก่อนหน้านี้พวกเจ้าไปมหาสมุทรนอกหรือ”
สวี่ชิงพยักหน้า ยกมือสะบัด เอาเรือศึกบรรพกาลที่เสียหายแหลกราญไปกว่าครึ่งออกมา เสียงดังตึ้มดังออกมา ก็ร่วงลงมาในลานที่ว่างของคลังสินค้า
กินพื้นที่ของลานไปเก้าส่วนกว่า
แม้เรือศึกบรรพกาลจะเสียหาย แต่กลิ่นอายเลือดเนื้อของสิ่งมีชีวิตคุณสมบัติเทพบนนั้น ตลอดจนไปพลังประหลาดมหาสมุทรนอกที่แปดเปื้อน เมื่อผสมเข้าด้วยกันก็แผ่หมอกดำเข้มข้นออกมา ราวภูตผีปีศาจร้ายอยู่ในนั้น พุ่งออกมาอย่างเหี้ยมเกรียมดุดัน
ดูแล้วโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง น้ำฝนหยดลงมาก็ล้วนถูกหมอกดำนี้กัดกิน อีกทั้งยังโจมตีรอบๆ อย่างรวดเร็วอีกด้วย
ทุกที่ที่ผ่าน ดำมืดไปทั้งแถบ
จางซานในใจตื่นตะลึง
สวี่ชิงยกมือ กดลงไปเบาๆ ทันใดนั้นหมอกดำที่แผ่ซ่านออกมาจากเรือศึกบรรพกาลก็ถูกบีบอัดทันที สุดท้ายก็ไม่ขยายออกไปอีก ถูกลบเลือนไปช้าๆ
“ศิษย์พี่จางซาน เรือศึกบรรพกาลเสียหายแล้ว ท่านทางนี้มีแผนซ่อมแซมหรือไม่”
สวี่ชิงมองไปทางจางซาน
สำหรับความเชี่ยวชาญของจางซาน สวี่ชิงนั้นเลื่อมใส อีกทั้งเรือเวทของเขาล้วนแต่เป็นจางซานรับผิดชอบเสมอมา แม้ด้วยพลังบำเพ็ญของจางซานจะไม่อาจทำได้ถึงขั้นจัดการด้วยตัวเองแล้ว แต่ความเข้าใจต่อเรือเวทของเขา สามารถให้แผนการในขั้นต้นได้
จางซานมองเรือศึกบรรพกาล มองร่องรอยของความเสียหาย ก็สูดลมหายใจลึก
“นี่ดูแล้ว เหมือนจะถูกปากมหึมาปากหนึ่งกัดจนแหลกละเอียด…”
สวี่ชิงพยักหน้า เอ้อร์หนิวกระแอม
“ซานซาน การวิเคราะห์ของเจ้าถูกเผงเลย มีอสูรมหึมาตัวหนึ่งกลืนข้ากับอาชิงลงไปพร้อมกับเรือศึกบรรพกาลลำนี้จริงๆ นั่นแหละ อืม เป็นอสูรที่ข้าเรียกออกมาเอง”
เอ้อร์หนิวภาคภูมิใจ
มองท่าทางได้ใจของศิษย์พี่ใหญ่ สวี่ชิงไร้คำจะพูด แต่ว่าคำพูดของอีกฝ่ายก็เหมือนว่าจะมีความจริงอยู่บ้างจริงๆ
จางซานได้ยินก็เบิกตากว้าง หลังจากนั้นก็ส่ายหน้า สำหรับประสบการณ์ของสวี่ชิงและนายกอง เขารู้สึกว่าตัวเองอย่าไปเข้าใจให้มากเกินไปจะเป็นการดี
ในเมื่อเรื่องราวมากมาย แค่การรับรู้ก็มีอันตรายแล้ว
“ตัวเล็กๆ แบบข้าไม่เหมาะจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว”
จางซานพอใจชีวิตที่เบื้องหลังยิ่งใหญ่สะท้านฟ้าในสำหนักเจ็ดเนตรโลหิตวันนี้อยู่แล้ว มีตรอกของตัวเอง มีหินวิญญาณที่ใช้ไม่หมดสิ้น ยิ่งกว่านั้นในสำนักยิ่งพัฒนามีคู่ฝึกเต๋ามากมาย
อีกทั้งน้อยคนนักที่จะกล้าล่วงเกินตน
ชีวิตแบบนี้ เขาพอใจแล้ว
ไม่อยากคิดจะไปรนหาที่ตาย
ดังนั้นจึงไม่ไปรับคำพูดของนายกอง แต่ก้าวเท้าออกไป เพียงก้าวเดียวก็มาถึงบนเรือศึกบรรพกาล เริ่มทำการตรวจสอบภายใน
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง จางซานอาศัยความเชี่ยวชาญของตัวเอง หลังจากตรวจสอบคร่าวๆ ก็มายังใต้หลังคา เอากล้องยาสูบออกมาแล้วสูบเข้าไปหนึ่งที ถอนหายใจกับสวี่ชิง
“โดยพื้นฐานใช้ไม่ได้หมดเลย ต่อให้แยกชิ้นส่วน วัสดุก็ถูกกัดกร่อนอย่างรุนแรง”
“สวี่ชิง ข้าจนปัญญา”
สวี่ชิงสายตาจับจ้องไปบนเรือศึกบรรพกาลที่ผุพังเสียกาย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ศิษย์พี่จางซาน หากสร้างขึ้นใหม่เล่า”