ตอนที่ 1010
บทที่ 1010 เจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์
October 22, 2026
บทที่ 1010 เจดีย์วิเศษเทพศักดิ์สิทธิ์
สำนักเจ็ดเนตรโลหิตในยามเช้าตรู่ เป็นช่วงเวลาที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุด สุขสงบที่สุดในหนึ่งวัน
ในยามที่แสงอาทิตย์กลุ่มแรกลอยขึ้นเหนือเส้นขอบฟ้าทางตะวันออกอย่างเงียบงัน ประกายแสงสีทอสาดทอไปทั่วทั้งแผ่นดิน สุดท้ายก็ส่องสะท้อนเงาร่างเด็กสาวที่เดินมาจากปลายขอบฟ้า
กระโปรงยาวสีขาวทั้งร่างขับเน้นความงดงาม
ดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณสาดต้องลงมาบนผิวขาวสะอาด ดุจเครื่องกระเบื้องเคลือบเนียนละเอียด แผ่กลิ่นอายความงดงามอันบริสุทธิ์ไร้มลทิน
รูปร่างอรชรงามสง่า ประดุจต้นหลิวยืนหยัดอย่างอ่อนช้อย งดงามพลิ้วไหวและเปี่ยมไปด้วยเสน่ห์แห่งความอ่อนโยน
จมูกโด่งเป็นสัน ริมฝีปากแดงอิ่ม รอยยิ้มประดุจแสงอาทิตย์รอบๆ ทั้งอบอุ่นและสว่างสดใส
เส้นผมนุ่มลื่นยิ่งจากที่เข้ามาใกล้ก็ขยับไหวปลิวพริ้ว ประดุจท่วงทำนองลึกลับอย่างหนึ่งทำให้คนหลงใหล
โดยเฉพาะดวงตาของนางที่ประดุจอัญมณีสุกปลั่งแวววาวทั้งสองข้าง เอ่อล้นไปด้วยประกายแสงร่างเริงมีความสุขและเจิดจ้า เมื่อรวมกับขนตาที่กะพริบเบาๆ ราวผีเสื้อขยับปีก ความซุกซนและน่ารักก็ถาโถมปะทะหน้ามา
หลิงเอ๋อร์มาพร้อมด้วยความคิดถึงสวี่ชิง มาถึงยอดเขาที่เจ็ด
กระโจนเข้ามาในอ้อมกอดของสวี่ชิง ในพริบตาที่สัมผัสถึงกลิ่นอายของสวี่ชิง น้ำตาของนางก็ไหลออกมาอย่างอดไม่ได้
“พี่สวี่ชิง…”
ความคิดถึงอย่างมหาศาล ความกังวล และความหวั่นใจอย่างน่าแปลกประหลาดในใจ ล้วนแสดงออกมาจนหมดสิ้นจากในสี่คำนั้น
เรื่องราวต่างๆ ในอดีต จากสี่คำนี้ยิ่งดังมาในหัวใจของสวี่ชิง
สวี่ชิงยกมือขึ้นอย่างแผ่วเบา ลูบเรือนผมงามของหลิงเอ๋อร์ที่อยู่ในอ้อมกอด
“ทำไมจึงร้องไห้เสียเล่า”
สวี่ชิงเอ่ยอย่างอ่อนโยน
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน…แค่รู้สึกเหมือนว่าจะเสียพี่สวี่ชิงไปแล้ว”
สวี่ชิงเงียบนิ่ง หลังจากนั้นครู่หนึ่งก็ยิ้ม
“ไม่หรอก”
“จริงหรือ”
“จริง”
สวี่ชิงพยักหน้า
หลิงเอ๋อร์ยิ้มทั้งน้ำตา
สวี่ชิงเงยหน้า มองไปบนท้องฟ้า มองไปยังท่านปู่เก้าที่ไม่ลอยต่ำลงมา
ท่านปู่เก้าหลับตา นั่งสมาธิอยู่กลางท้องฟ้า
สวี่ชิงคิดๆ ไม่ได้มุ่งหน้าไปยังแดนต้องห้ามเพื่อตวจสอบเรือศึกบรรพกาลของตัวเอง แต่นั่งอยู่นอกถ้ำ เล่าเรื่องหลังจากที่ตนไปจากแผ่นดินใหญ่เซ่นจันทราเป็นเรื่องเล่าให้หลิงเอ๋อร์ฟัง
คลื่นลมและความพลิกผันในระหว่างนั้น ทำให้หลิงเอ๋อร์ค่อยๆ เคลิบเคลิ้มตามไปด้วย อารมณ์ของนางก็ขึ้นลงไปตามถ้อยคำที่สวี่ชิงเล่า
ตอนได้ยินว่าสวี่ชิงเจอกับอันตราย นางตึงเครียดวิตกกังวล
เมื่อได้ยินว่าได้ผลเก็บเกี่ยว นางดีใจมีความสุข
ไม่นานนัก นางก็ลืมความกลัดกลุ้มกังวล จมอยู่ในโลกของสวี่ชิง
จากคำบอกเล่าในเรื่องเล่าของสวี่ชิง ความหวั่นใจน่าแปลกประหลาดในใจของหลิงเอ๋อร์หายไป ทุกรอยยิ้ม ทุกการกระทำที่ฉายออกมาก็ค่อยๆ เต็มไปด้วยความกระตือรือร้นต่อชีวิตและความวาดหวังต่ออนาคต
นี่คือเสน่ห์ที่มีเฉพาะในเด็กสาว นั่นคือพลังแห่งความเยาว์วัยและความมุ่งมั่นกระตือรือร้น ทั้งยังเป็นความบริสุทธิ์และความฝันของเด็กสาว
ในตัวนาง เหมือนมองเห็นดอกไม้ในฤดูใบไม้ผลิ แสงอาทิตย์ของฤดูร้อน ใบไม้ร่วงของฤดูใบไม้ร่วง และเกล็ดหิมะของฤดูหนาว
ประเดี๋ยวๆ เมื่อได้ยินสวี่ชิงพูดถึงเอ้อร์หนิว เสียงหัวเราะที่ดังมาจากนางยิ่งเหมือนสายธารกลางหุบเขา ใสกังวานและไพเราะจับจิต
เวลาไหลไป
ในเสียงอ่อนโยนของสวี่ชิง ท้องฟ้าค่อยๆ ปรากฏเป็นสีฟ้าอ่อนๆ เมฆขาวบริสุทธิ์หลายก้อนลอยอยู่กลางท้องฟ้าอย่างเอ้อระเหย เหมือนกับท่านปู่เก้า คอยจับจ้องสังเกตทุกอย่างของยอดเขาที่เจ็ดอย่างเงียบงัน
ภาพนี้ ภายใต้การทอแสงของดวงอาทิตย์ยามรุ่งอรุณก็ประดุจภาพวาดน้ำหมึก งามละมุนเรียบง่ายและชัดกระจ่าง
จวบจนกระทั่งหลิงเอ๋อร์หาว ขนตาหลุบลง นอนหลับไป
มือของสวี่ชิงลูบเบาๆ ไปบนศีรษะของสวี่ชิง หลังจากที่นางหลับลึกแล้ว สีหน้าของเขาก็เคร่งเครียดขึ้นมาเล็กน้อย เงยหน้าโค้งคารวะไปทางท่านปู่เก้า
จากนั้นก็เอ่ยเสียงต่ำทุ้ม
“ท่านปู่เก้า ในตัวหลิงเอ๋อร์คืออะไรหรือขอรับ”
บนม่านฟ้า น้องเก้าที่นั่งขัดสมาธิทำสมาธิลืมตาขึ้น
“สายเลือดคำสาป เมื่อหนึ่งเดือนก่อน ทันทีที่ปราณก่อกำเนิดของนางบริบูรณ์ ก็เริ่มย้อนกัดกินทันที”
“ปราณจักรพรรดิที่เจ้าทิ้งเอาไว้ให้เมื่อก่อนนี้ ไม่พอแล้ว”
น้องเก้าเอ่ยเนิบนาบ
สายตาของสวี่ชิงจับจ้องไปบนร่างของหลิงเอ๋อร์ที่หลับสนิท ก่อนหน้านี้ ทันทีที่เขาเห็นหลิงเอ๋อร์ก็สัมผัสได้ถึงระลอกคลื่นพลังบำเพ็ญในกายของอีกฝ่ายไม่เสถียร
“ดังนั้น ข้าพาหลิงเอ่อร์มาหาเจ้าที่นี่ เตรียมไปที่ที่จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลอยู่พร้อมกับเจ้า เอาปราณจักรพรรดิทั้งหมดของเขามา”
“แต่ว่าเรื่องนี้ก็ไม่จำเเป็นต้องรีบร้อน สภาวะของหลิงเอ๋อร์โดยรวมยังดีอยู่”
น้องเก้าใบหน้าไร้อารมณ์ เสียงสงบนิ่ง
สวี่ชิงพยักหน้า เดินทางไปยังที่ที่จักรพรรดิวิญญาณบรรพกาลอยู่ ต้องไปที่เผ่าต้นไม้วิญญาณในเขตปกครองผนึกสมุทร
ก่อนหน้านี้แม้เขาจะมีป้ายคำสั่ง แต่หลังจากที่ฟื้นคืนชีพที่ทวีปปักษาสวรรค์ทักษิณ ป้ายคำสั่งป้ายนั้นก็สูญเสียพลังไปแล้ว สวี่ชิงตอนนั้นถูกฝูเสียไล่สั่งหาร ก็เคยลองที่จะเปิดดูเหมือนกันแต่ว่าไร้ผล
“ได้ขอรับ ผู้อาวุโสโปรดรอข้าสักครู่”
พูดแล้ว สวี่ชิงก็ยกมือแผ่พลังอ่อนโยนกลุ่มหนึ่งออกมา หลังจากช่วยหลิงเอ๋อร์สะกดพลังบำเพ็ญที่ไม่เสถียรในร่าง เขาก็ก้าวไปยังท้องฟ้าก้าวหนึ่ง ร่างหายไปในทันที
ในยามที่ปรากฏตัวขึ้นก็มายังแดนต้องห้ามที่สร้างเรือศึกบรรพกาลของเขา
ในแดนต้องห้ามถูกจัดการให้เป็นพื้นที่กว้างโล่งผืนหนึ่ง ในพริบตาที่เงาร่างของสวี่ชิงปรากฏขึ้น เขามองเห็นผู้บำเพ็ญหลายแสนคนที่นี่ ภายใต้การบัญชาการของจางซาน กำลังตรวจสอบครั้งสุดท้าย
ส่วนหวงเหยียนและเอ้อร์หนิวต่างอยู่ห่างกันไกลลิบ ต่างกำลังนั่งสมาธิอยู่
และสิ่งที่จางซานตลอดจนผู้บำเพ็ญหลอมอาวุธสำนักเจ็ดเนตรโลหิตหลายหมื่นคนตรวจสอบอยู่ เป็นเจดีย์เก้าชั้นสูงตระหง่านเสียดฟ้าองค์หนึ่ง
เจดีย์องค์นี้ตั้งตระหง่านอยู่ตรงนั้น ประกายแสงหมุนวน แผ่พลังอำนาจมหาศาล ยิ่งแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายเก่าแก่โบราณ
แค่เห็นก็ไม่ธรรมดาแล้ว