ตอนที่ 910
บทที่ 910 มหาขุนพลฟ้าทมิฬแห่งนภาคิมหันต์!
October 22, 2026
บทที่ 910 มหาขุนพลฟ้าทมิฬแห่งนภาคิมหันต์!
นายกองดูเหมือนจะหัวเราะ แต่ในใจไม่มากก็น้อยก็แอบมีความอิจฉาเล็กๆ เกิดขึ้น
“ดูเทพชั้นสูงซิงเหยียนของคนอื่นเขาสิ นี่สิถึงจะเรียกว่าความรัก”
“นายกองทอดถอนใจในใจ นึกไปถึงชาติหนึ่งที่ตนไล่ตามเกี้ยวพาเทพชั้นสูงเยวี่ยเหยียน นั่นต้องทุ่มสุดตัวสุดใจ ไล่ตามเกี้ยวพาอย่างบ้าคลั่ง”
ทุ่มเททั้งกายใจ จ่ายค่าตอบแทนมหาศาลไปหลายครั้ง ไม่รู้ว่ามอบของกำนันให้ไปมากน้อยเท่าใด วางแผนการอันสุดแสนหวานซึ้งชวนฝันไปไม่รู้ต่อเท่าใด ง้องอนหลายต่อหลายครั้ง สุดท้ายถึงจะได้อาศัยความหนาของหนังหน้าตัวเองทำให้อีกฝ่ายซาบซึ้งใจ สำเร็จสมหวังตามที่ตั้งไว้
ตอนนี้มานึกดูยังรู้สึกว่ายากลำบากนัก
แต่สวี่ชิงทางนี้จากต้นจนจบเหมือนว่าจะไม่ได้ลำบากเท่าไร…
“หรือว่าสำหรับเทพสาวแล้ว พวกนางไม่ชอบผู้ชายรุก แต่ก็จะไม่รุกจริงๆ ไม่ได้ พวกนางไม่ชอบคนที่มีเป้าหมาย แต่ก็จะไม่มีเป้าหมายจริงๆ ไม่ได้”
“พูดง่ายๆ พวกนางไม่ชอบให้สนใจพวกนางมากเกินไป แต่ก็จะไม่สนใจเลยไม่ได้จริงๆ อย่างนั้นน่ะหรือ”
นายกองสะท้านเฮือก มีเค้ารางเลาๆ เหมือนว่าบรรลุอะไรสักอย่าง
ส่วนสวี่ชิงที่อยู่ข้างๆ ตอนนี้ดวงตามีประกาย เขาไม่ได้ไปสนใจสีหน้าท่าทางของนายกอง และไม่รู้ว่านายกองตอนนี้กำลังบรรลุมหาวิถีอยู่
สมาธิทั้งหมดของเขาล้วนอยู่บริเวณม่านฟ้าที่อุปราชทั้งสามอยู่ สำหรับฉายามหาขุนพลฟ้าทมิฬที่ได้รับ เดิมเขาก็หมายมั่นว่าจะต้องคว้าเอามาให้ได้อยู่แล้ว และเพื่อการนี้ระหว่างทางก็ได้เตรียมการมากมาย สำหรับอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็ล้วนมีแผนการรับมือที่แน่นอน
แต่วันนี้ทุกอย่างกลับราบรื่นเช่นนี้
สวี่ชิงอดลังเลขึ้นมาไม่ได้ ส่วนแผนการที่เตรียมมาระหว่างทาง ก็ย่อมไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเอาออกมา
เพียงแต่เรื่องที่ราบรื่นเช่นนี้ ทำให้สวี่ชิงรู้สึกไม่ค่อยเป็นความจริงสักเท่าไร
ในเมื่อตั้งแต่เขาเล็กจนโต เหมือนจะมีแค่ไม่กี่เรื่องที่ไม่ต้องผ่านอุปสรรคอะไร ก็สำเร็จบรรลุไปตามครรลอง
โดยเฉพาะหลังจากฝากตัวเป็นศิษย์กับสำนักเจ็ดเนตรโลหิต ได้รู้จักกับศิษย์พี่ใหญ่…
เรื่องที่ทำทุกเรื่อง แทบจะเอาชีวิตไม่รอด
นี่ทำให้สวี่ชิงค่อนข้างชินกับความยุ่งยากและอุปสรรคเสียแล้ว เหมือนว่าถ้าไม่เสี่ยง ไม่เอาชีวิตไปเล่น จะไม่ได้ผลประโยชน์อะไรเลยอย่างนั้น
ดังนั้นตอนนี้ สำหรับความราบรื่นครั้งนี้ ในใจของเขาเกิดความไม่สงบเล็กๆ ขึ้นมาอย่างน่าประหลาด
สังเกตเห็นสีหน้าของสวี่ชิง นายกองที่เพิ่งจะบรรลุวิถี ย่อมเดาความคิดของสวี่ชิงออก ดังนั้นจึงกะพริบตาปริบๆ ความอิจฉาของเขาก็ลดลงไปเป็นอย่างมากด้วยการนี้
ถูกแทนที่ด้วยความได้ใจ
เขาแอบพูดในใจว่า ภายใต้การสั่งสอนของตัวเอง ศิษย์น้องเล็กทางนี้ในที่สุดก็ฝึกฝนปฏิกิริยาตามสัญชาตญาณที่ดีถึงเพียงนี้สักที
“ศิษย์น้องเล็ก ข้าปลื้มใจนัก เจ้าต้องรู้ว่าพวกเราผู้บำเพ็ญจะยอมรับอาหารที่คนอื่นยื่นโยนมาให้ได้อย่างไร หึๆ สิ่งที่พวกเราต้องการ จะต้องอาศัยสองมือของพวกเราไปคว้ามา อาศัยจิตวิญญาณเอาชีวิตลงไปเล่นของพวกเราได้มา”
“แบบนี้ถึงจะหอมหวาน!” นายกองส่งกระแสจิตด้วยสีหน้าหยิ่งทะนง
“หากข้าเป็นเจ้า ข้าจะปฏิเสธเดี๋ยวนั้นเลย จากนั้นก็ทำตามแผนที่พวกเราเตรียมเอาไว้ แล้วค่อยไปคว้าเอามา!”
“ไม่เช่นนั้น คว้ามาโดยไม่ได้ลงแรงอะไร มันไม่หวานนะ”
นายกองยุยง
สวี่ชิงมองนายกองผาดหนึ่ง มองความคิดของนายกองออก เอ่ยเสียงราบเรียบ
“แม้จะไม่หวาน แต่มันหอม”
นายกองถลึงตา กำลังจะโต้กลับ
แต่ในตอนนี้ อุปราชทั้งสามข้างหน้าลอยอยู่บนฟ้า ผู้ทำพิธีเผ่านภาคิมหันต์ที่ประกาศอ่านโองการ เสียงดังขึ้นอีกครั้ง พูดประโยคเดิมก่อนหน้านี้
“สวี่ชิง ยังไม่ขึ้นมาบนแท่นพิธีเข้าพบอุปราชทั้งสามของเผ่าเราอีกหรือ!”
วาจาครั้งที่สองแผ่ไปในฟ้าดิน เผ่านภาคิมหันต์และเผ่าที่สวามิภักดิ์ทั้งหมดที่อยู่รอบๆ ภูเขาเทพก็ต่างค่อยยังชั่วจากความตื่นตะลึงก่อนหน้านี้แล้ว ต่างจ้องมองไปยังม่านฟ้า
เห็นเป็นเช่นนี้ ในดวงตาของสวี่ชิงฉายแววเด็ดเดี่ยว ไม่ลังเลใดๆ อีกต่อไป ร่างเพียงไหววูบก็พุ่งตัวไปยังท้องฟ้า เพียงพริบตาก็แปรเปลี่ยนเป็นสายรุ้งยาว ตรงไปยังผืนนภา ทะยานไปยังผู้ทำพิธี
การปรากฏตัวขึ้นของเขาทำให้คนทั้งหลายจับจ้องทัน สายตาและจิตเทพนับไม่ถ้วนรวมมาจากทั่วทุกสารทิศทันควัน ในสายตาเหล่านี้บ้างซับซ้อน บ้างตื่นตะลึง บ้างตกใจสงสัย บ้างมีจิตปฏิปักษ์ บ้างมีความอิจฉา
อารมณ์ความรู้สึกต่างๆ ต่างหลอมรวม ในใจยิ่งมีระลอกคลื่นอารมณ์ซัดขึ้นลงอย่างรุนแรง
องค์ชายใหญ่เผ่ามนุษย์ก็อยู่ในนี้เช่นกัน ตอนนี้สีหน้าตื่นเต้นเป็นอย่างยิ่ง ในฐานะที่เป็นตัวแทนคณะทูตของเผ่ามนุษย์ เขาย่อมต้องเป็นประจักษ์พยานในพิธีมหกรรมล่าเหยื่อเผ่านภาคิมหันต์ที่นี่
และก่อนหน้านี้ หลังจากที่เขาพลาดพลั้งในด่านที่สอง ก็ไม่ได้เข้าร่วมด่านที่สาม แผ่นดินเทวะ ความหวังทั้งหมดในใจล้วนอยู่ที่สวี่ชิงทางนั้น
แม้จะรู้สึกว่าโอกาสไม่มาก แต่ในใจก็มีความหวัง ตอนเห็นทุกอย่างกลายเป็นความจริง ในใจเขาฮึกเหิมเป็นอย่างยิ่ง
เพราะนับแต่อดีตกาลมาฉายาขุนพลฟ้าทมิฬแห่งเผ่านภาคิมหันต์ แม้จะมีต่างเผ่าได้รับอยู่บ้าง แต่…สมญามหาขุนพลฟ้าทมิฬที่มีจำนวนน้อยนิด ไม่เคยตกเป็นของต่างเผ่ามาก่อน
ในเมื่อตำแหน่งนี้ในเผ่านภาคิมหันต์ เป็นหนึ่งในเกียรติยศสูงสุดที่จะได้รับส่วนบุคคล
ตอนนี้ภายใต้การจับจ้องมาของสายตานับไม่ถ้วน เงาร่างประดุจสายรุ้งยาวของสวี่ชิงก็มาถึงยังข้างหน้าผู้ทำพิธีคนนั้น เขาพยักหน้าให้เล็กน้อย
ผู้ทำพิธีในดวงตาฉายประกาย ประเมินสวี่ชิงอยู่หลายครั้ง แล้วจึงหลีกทางให้
ส่วนสวี่ชิงสูดลมหายใจลึก พิธีครั้งนี้ เขานับว่าเผชิญหน้ากับความน่ากลัวของเผ่านภาคิมหันต์แล้ว เทพทั้งสามก็ช่างเถิด คนในเผ่านี้ผู้แข็งแกร่งไม่พูดว่านับไม่ถ้วน แต่จำนวนก็ชวนให้ตื่นตะลึงนัก
มิน่าถึงได้สยบเผ่าพันธุ์ทั้งหลาย หยามเหยียดแผ่นดินใหญ่ต้องประสงค์
โดยเฉพาะเขาไม่รู้ว่าผู้บำเพ็ญที่ปรากฏอยู่ที่นี่ เป็นจำนวนทั้งหมดของเผ่านี้แล้วหรือไม่…แต่นึกถึงในบันทึกประวัติศาสตร์ เผ่ามนุษย์หลังจากที่จักรพรรดิโบราณเสวียนโยวจากไป เดิมก็ไม่ได้อ่อนแอ แต่ก็ยังคงถูกเผ่านี้โจมตีแพ้พ่าย
จากเรื่องนี้จะเห็นได้ว่า มีความเป็นไปได้สูงที่สิ่งที่ปรากฏอยู่ที่นี่จะไม่ใช่ทั้งหมด
แม้เทพทั้งสามอยู่ในแผ่นดินเทวะ เพื่อการยกระดับสู่ขั้นสมบูรณ์แบบไร้ที่ติจะใช้พลังไปอย่างมหาศาล แต่สวี่ชิงรู้สึกว่าจะต้องยังมีอยู่อีก
ทว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาขบคิด สวี่ชิงสีหน้าเคร่งขรึม มองไปยังอุปราชเผ่านภาคิมหันต์ทั้งสามที่นั่งข้างหน้ารูปสลักเทพเจ้าอยู่ตรงนั้น ประสานหมัดคารวะ
“สวี่ชิงคารวะอุปราชทั้งสาม”
ผู้ครองอำนาจสูงสุดเผ่านภาคิมหันต์ทั้งสาม คนแรกเป็นชายชรา คนที่สองเป็นชายกลางคน และคนที่สามเป็นเด็กหนุ่ม
ล้วนแต่สวมชุดจักรพรรดิ เต็มไปด้วงอำนาจน่าเกรงขาม
ชายชราร่างสูงใหญ่ราวขุนเขา ทั่วทั้งร่างแผ่พลังกดดันน่ากลัวออกมา เหมือนว่าจะแฝงไว้ด้วยพลังอันไม่สิ้นสุด
หน้าตาฉายความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญแน่วแน่ออกมา ปัญหาและอุปสรรคทุกอย่างล้วนไม่อาจสั่นคลอนจิตตั้งมั่นของเขาได้ ในดวงตาล้ำลึกและคมปลาบ คล้ายว่ามองทะลุจิตใจคนได้ มองทะลุเรื่องราวในโลก
ส่วนอุปราชกลางคนคนนั้น กลับดูสุภาพอ่อนโยน เหมือนลมวสันต์พัดต้องใบหน้า ดวงหน้าของเขาอ่อนโยน ในดวงตาเต็มไปด้วยประกายแสงแห่งปัญญา