ตอนที่ 937
บทที่ 937 ได้ยินชื่อสีหน้าเปลี่ยน
October 22, 2026
บทที่ 937 ได้ยินชื่อสีหน้าเปลี่ยน
ในตำหนักใหญ่ ท่วงทำนองผีผาล่องลอยดุจทะเล
ผู้บรรเลงเป็นสตรีโรงขับร้องที่มีชื่อเสียงมากในเมืองหลวงจักรพรรดิ
นางอายุยังน้อย กายสวมชุดกระโปรงยาวสีขาว บนหน้ามีผ้าคลุมกึ่งโปร่งแสง ดวงหน้างามให้ความรู้สึกเลือนราง ยิ่งเพิ่มความสวยเรียบง่ายหลายส่วน
พร้อมกับดวงหน้างาม ทักษะดนตรีของนางยิ่งลึกซึ้ง ฝีมือเลิศล้ำอย่างยิ่ง ในวันปกติคนที่เชิญนางจึงล้วนแล้วแต่เป็นผู้มียศถาบรรดาศักดิ์
คนทั่วไปอยากฟังสักเพลง ใช่ว่าสิ่งของใดในโลกจะทำให้นางหวั่นไหวได้
วันนี้ นางมาบรรเลงบทเพลงที่นี่ตามคำเชิญขององค์หญิงสามกับองค์ชายสี่ นัยน์ตางามกวาดรอบด้าน ย่อมมองออกว่าใครคือแขกคนสำคัญ
แม้แขกคนสำคัญฐานะสูงส่ง แต่ใจนางก็ไม่เคยสั่นไหว ด้วยหลายปีนี้มีคนได้ยินบทเพลงของนางมากมาย แต่คนที่เข้าใจได้จริงมีน้อยนัก หรือกล่าวให้ถูกคือมีแค่คนเดียว
ส่วนใหญ่คนอื่นเข้าใจเพียงครึ่ง และความจริงบทบาทของตนก็เป็นแค่เครื่องประดับและฉากหลังเท่านั้น นางรู้เรื่องนี้ดี
นางจึงทำเหมือนเช่นที่ผ่านมา หลับตาเอาใจจดจ่อกับผีผา ความคิดตกอยู่ที่มือ
เมื่อมืองามเคลื่อนไหวเบาๆ เสียงผีผาดุจสายน้ำไหลริน อ่อนโยนเปี่ยมความรู้สึก ประหนึ่งกำลังบอกเล่าเรื่องราวแต่เก่าก่อนจนก้องสะท้อนทั่วตำหนักใหญ่
ท่วงทำนองลุ่มลึกเปี่ยมด้วยความนัย ราวสะเทือนจิตใจผู้คนได้อย่างลึกซึ้ง รวมกับการแสดงเต้นรำของนางกำนัลรอบด้าน ทำให้คนส่วนใหญ่ในนี้เกิดความเคลิบเคลิ้ม
แต่ก็แค่ภายนอกเท่านั้น
หากเป็นเวลาอื่นผู้คนที่นี่อาจเคลิบเคลิ้มอยู่บ้างจริง แต่ตอนนี้…จิตใจของพวกเขารวมอยู่ตรงตำแหน่งประธานแทบทั้งหมด ตรงนั้นคือฝานซื่อซวงที่มีองค์หญิงสามกับองค์ชายสี่นั่งอยู่ด้วย
ความคิดต่างกันไป
บางคนมีความคิดอยากประจบประแจงอยู่ในใจ บางคนแอบครุ่นคิดว่าจะยืมกำลังอย่างไร บางคนสังเกตการณ์อย่างละเอียดด้วยมีเจตนาอื่น
ความคิดต่างกันตามฐานะและจุดยืน
แม้แต่องค์หญิงสามกับองค์ชายสี่ก็ไม่เว้น
สิ่งที่องค์หญิงสามใคร่ครวญยิ่งกว่า คือไม่เป็นศัตรูต่อกัน
ส่วนด้านองค์ชายสี่ ชัดว่าคิดเยอะกว่านั้น แม้อำนาจจักรพรรดิของเผ่ามนุษย์มิใช่เผ่าอื่นจะแทรกแซงได้ แต่ว่า…หากมียอดอัจฉริยะฟ้าประทานเผ่านภาคิมหันต์เป็นพันธมิตรสักคน อย่างน้อยด้านจุดยืนเขาจะแย่งรัศมีจากองค์ชายใหญ่มาได้บ้าง
องค์ชายใหญ่อาศัยคุณูปการจากนภาคิมหันต์ จากเคยอยู่ในสถานะถูกมองข้ามกลับโดดขึ้นมาเหนือองค์ชายอื่น กลายเป็นดาวหนึ่งในสามที่น่าจับตาที่สุดในตอนนี้
เรื่องนี้แทบทำให้องค์ชายทุกคนเฝ้าระวังเป็นพิเศษ
ฝานซื่อซวงเห็นความคิดของคนเหล่านี้อย่างชัดเจน
แม้อยู่ตรงหน้าสวี่ชิงเขาทั้งเสียเปรียบและหวาดกลัว แต่นี่ไม่ได้แปลว่าตัวเขาไร้ความสามารถ กลับกัน ในฐานะยอดอัจฉริยะฟ้าประทานติดอันดับของนภาคิมหันต์ ไม่ว่าเป็นเผ่านภาคิมหันต์หรือเผ่าอื่นเขาล้วนเป็นที่จับตามอง
ฉากเหมือนวันนี้เขาเห็นมามากแล้ว
คนตามประจบประแจง คนคิดอยากยืมกำลัง ถึงขั้นเอาอกเอาใจเหนือจินตนาการ
เขาชินกับการถูกปฏิบัติเป็นพิเศษเพราะความแข็งแกร่งของกลุ่มเผ่าและความเก่งกาจของตน
ถึงขั้นเป็นที่ตัววิถีของเขา
วิถีของเขาเป็นทั้งหุ่นเชิดและสิ่งมีชีวิต เขาจึงต้องอ่านสีหน้าสิ่งมีชีวิต ต้องอ่านความคิดในใจ ไม่ว่าเรียบง่ายหรือซับซ้อน ไม่ว่าดีหรือเลว ทั้งหมดทั้งมวลล้วนมีประโยชน์ต่อเขา
นี่จะทำให้เขาเดินบนวิถีหุ่นเชิดได้ไกลยิ่งขึ้น
แม้โลกที่เขาสร้างไม่ยิ่งใหญ่เท่าเหยียนเสวียนจื่อ ไม่มหัศจรรย์เท่าสวี่ชิง แต่ยังคงโดดเด่นจากทุกคน
นั่นคือโลกหุ่นเชิด
สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกล้วนแปลงจากหุ่นเชิด เลียนมนุษย์สภาวะและแสดงตามรูปแบบชีวิตที่กำหนด
หากวันหนึ่งเขาบรรลุเตรียมสู่เทวะเก้าเขตขั้น และหุ่นเชิดทั้งหมดในนั้นเกิดขึ้นเอง สร้างชีวิตของตัวเอง นั่นก็คือตอนที่เขาสำเร็จเป็นเจ้าเหนือหัวของตัวเองในฐานะผู้สร้าง!
นี่เป็นความฝันของเขา และเป็นวิถีของเขา
แม้เส้นทางเจ้าเหนือหัวตัดขาด แต่เขาเชื่อว่าหนทางนี้อาจยังไปต่อได้ ต่อให้สิ้นสุดอย่างสิ้นเชิงก็มีวิธีอื่นให้เลือก
‘เป็นเทพ!’
ฝานซื่อซวงหรี่ตา นิ้วชี้มือขวาลูบจอกสุราตรงหน้าแผ่วเบา สัมผัสลวดลายบนจอก หัวเราะเยาะในใจ
ความคิดของทุกคนในตำหนักใหญ่ เขามองแวบเดียวก็ดูออก
กล่าวในแง่หนึ่ง ความสามารถเช่นนี้ก็เป็นข้อได้เปรียบที่มองไม่เห็นของเขา ไม่เช่นนั้นตอนนี้เขาจะยังรอดอยู่ได้อย่างไรหลังจากหาเรื่องสวี่ชิง
ต้องทราบว่าด้วยทั่วสือซานไม่ได้คิดร้ายกับสวี่ชิงเท่าไร เทียนม่อจื่อก็เข้าฝั่งสวี่ชิงในยามแรก ส่วนเขากับจี้ตงจื่อ…
คนหลังตายแล้ว เขากลับยังรอด ทั้งยังบรรลุเตรียมสู่เทวะเหมือนคนอื่น กลายเป็นหนึ่งในอ๋องของนภาคิมหันต์
‘แต่วันนี้รู้สึกร้อนใจไม่เป็นสุขบอกไม่ถูก…’
ฝานซื่อซวงพึมพำในใจ
ช่วงเวลาที่มาเผ่ามนุษย์ เขานอกจากเป็นตัวแทนสองเผ่าในอาณัติเข้าประชุมเจรจา เวลาอื่นล้วนเก็บตัว วันนี้ออกมาเป็นครั้งที่สอง
ขณะฝานซื่อซวงครุ่นคิดในยามนี้ บทเพลงพลันเปลี่ยน กลายเป็นฮึกเหิมขึ้นมาทันใด เสียงระฆังและชิ่ง[1]ยาวนานสั่นสะเทือน คล้ายแฝงท่วงทำนองของชีวิต ทุ้มอยู่ในใจทุกคนในที่นี้
ชั่วขณะหนึ่ง ความคิดมากมายของผู้คนก็พลันสลายหายภายใต้บทเพลงฮึกเหิมนี้ กระทั่งท่วงทำนองเบาลง สุดท้ายกลายเป็นเสียงก้องหมุนวน
ยังคงไม่สิ้นสุด
ฝานซื่อซวงสีหน้าออกเป็นครั้งแรก เงยหน้ามองสตรีที่กำลังบรรเลงผีผาผู้นั้น
“เจ้าชื่ออะไร”
“ซู่เยว่เจ้าค่ะ”
นางโอบผีผากล่าวเสียงค่อย จากนั้นไม่เอ่ยคำใด กลับค้อมกายคารวะและกลับไปยังที่นั่งที่เตรียมไว้ให้นาง
องค์ชายสี่เห็นฉากนี้ นัยน์ตาฉายวาบ ใจเกิดความคิดบางอย่าง จากนั้นยิ้มยกจอกสุราคารวะไปทางฝานซื่อซวง
ฝานซื่อซวงสีหน้าปกติ จิบดื่มคำหนึ่ง
และงานเลี้ยงต่อจากนั้นก็ครึกครื้นยิ่งขึ้น ระหว่างนั้นมีคนลุกขึ้นมาคารวะด้วยสุราไม่น้อย เสียงสรรเสริญเยินยอมีไม่ขาดสาย
แต่ฝานซื่อซวงเลือกมองข้ามสิ่งนี้
แม้เหล่านี้ล้วนเป็นอัจฉริยะฟ้าประทาน ในสายตาเขากลับเป็นแค่นกระจอกฝูงหนึ่ง อยู่ต่อหน้าอินทรีก็เป็นเพียงอีกาจับกลุ่ม
‘ไม่รู้จริงๆ ว่าในสภาพแวดล้อมเช่นนี้มีคนอย่างสวี่ชิงได้ยังไง!’
นึกถึงสวี่ชิง ฝานซื่อซวงรู้สึกกลัดกลุ้ม พร้อมกันนั้นก็เกิดความร้อนรุ่มเล็กน้อย ตอนแรกเขาเห็นสวี่ชิงสังหารจี้ตงจื่อกับตา จิตใจก็สั่นสะท้าน
และถัดมาบนแผ่นดินเทวะยิ่งสะท้านกลัว สุดท้ายในงานพิธีนอกเขาเทวะ เห็นสวี่ชิงเหนือกว่าเหยียนเสวียนจื่อ ชั่วขณะนั้นเงาร่างของอีกฝ่ายประทับอยู่ในใจเขา กลายเป็นอุปสรรคตลอดกาล
ระหว่างครุ่นคิด ภายในเมฆหมอกด้านนอกเกิดฟ้าผ่าดังกึกก้องทั่วทิศ
‘วันนี้ไม่ควรอยู่ที่นี่นาน…’ ความร้อนรุ่มของฝานซื่อซวงผุดขึ้นมาอีกครั้ง