ตอนที่ 971
บทที่ 971 สะอาดหมดจด
October 22, 2026
บทที่ 971 สะอาดหมดจด
ความรอบรู้ เป็นแนวคิดที่มีเฉพาะในหมู่เทพเจ้าเท่านั้น
องค์ท่านลึกลับ คาดเดาไม่ได้
แม้แต่ในใจของผู้บำเพ็ญจำนวนมาก สองคำนี้สื่อถึงความกลัวอยู่ด้วย
เพราะเมื่อเป็นผู้รอบรู้ ไม่ว่าอดีตหรืออนาคต แม้แต่โชคชะตาก็จะถูกควบคุม ไม่อาจหลุดพ้น และยากที่จะเปลี่ยนแปลง
และมันยังเป็นคำที่เกี่ยวข้องกับขอบเขตในระดับหนึ่งด้วย
ก่อนที่จะเข้าใจถึงอำนาจเทพเจ้าแห่งเสียง ความเข้าใจของสวี่ชิงเกี่ยวกับความรอบรู้ แม้จะเหนือกว่าผู้บำเพ็ญ แต่เมื่อเทียบกับเทพเจ้าแล้ว ก็เหมือนนักปราชญ์กับเด็กที่เพิ่งหัดเรียนรู้
จนกระทั่งวินาทีนี้ เขาควบคุมอำนาจเทพเจ้านี้ได้อย่างแท้จริงด้วยบรรลุด้วยตนเอง จึงต่างไปจากเดิม
อำนาจเทพเจ้าแห่งเสียง เป็นส่วนสำคัญของความรอบรู้
ควบคุมทุกสรรพเสียง
ขณะเดียวกัน นี่ก็เป็นหนึ่งในกุญแจสำคัญที่ไขประตูแห่งความรอบรู้
เมื่อเทียบกับการควบคุมอำนาจเทพเจ้านี้ กระบวนการในระหว่างนั้นมีความหมายต่อสวี่ชิงยิ่งกว่า
สิ่งนี้นำมาซึ่งแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
นี่คืออำนาจเทพเจ้า
อำนาจเทพเจ้ามีชีวิตและไม่มีชีวิต องค์ท่านเปรียบเสมือนกับสิ่งมีชีวิตเหนือธรรมชาติที่ล่องลอยไปมา
เมื่อเจ้าพยายามรับรู้ องค์ท่านก็มีชีวิต มีปฏิกิริยาตอบโต้ และจะรุกรานตัวตนทั้งหมดของเจ้า
แต่เมื่อเจ้าไม่รับรู้แต่ยังรับรู้ได้ องค์ท่านก็ปราศจากชีวิตเช่นกัน
คำกล่าวนี้ ขัดแย้งกันอยู่บ้าง
หากเข้าใจ ก็คือเข้าใจ
ไม่เข้าใจ ทำอย่างไรก็ไม่มีทางเข้าใจ
สวี่ชิงพึมพำ
และสิ่งที่มาถึงพร้อมอำนาจเทพเจ้า คือข้อมูลระดับความรอบรู้แห่งเทพที่ล่องลอยนับไม่ถ้วน
ข้อมูลเหล่านี้แพร่หลายไปทั่วโลกยุคบรรพกาล บางข้อมูลมีประโยชน์ บางข้อมูลก็ไม่มีระเบียบและขัดแย้งกันเอง แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลที่ไหลบ่าเข้ามาเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการบอกกล่าวข่าวสาร
บอกกล่าวผู้ที่มีคุณสมบัติในการใช้อำนาจเทพเจ้านี้ว่าจะใช้มันอย่างไร
ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่เป็นเจตจำนงที่สับสนวุ่นวายจากทะเลแห่งจิตสำนึกของทุกคนที่มีคุณสมบัติเข้าถึงอำนาจเทพเจ้านี้หลังจากยุคแรกเริ่ม
กระจัดกระจายออกไปตามสัญชาตญาณ
การทำความเข้าใจและควบคุมข้อมูลเหล่านี้ เป็นกระบวนการอันยาวนาน
และการมีคุณสมบัติที่จะใช้มันจนเชี่ยวชาญถึงแก่นแท้ จนกลายเป็นหนึ่งเดียวที่มีอำนาจเทพเจ้า กีดกันเทพเจ้าองค์อื่นจากคุณสมบัติการใช้งานอำนาจเทพเจ้านั้น
คือการเลื่อนขั้นอำนาจเทพเจ้าของเหล่าเทพเจ้า ในระดับหนึ่ง มันก็เป็นหัวใจสำคัญที่สุดในระบบเทพเจ้าด้วย
“สิ่งมีชีวิตประเภทเทพอาจมองว่าเป็นกระบวนการสะสมพลังต้นกำเนิดเทพ เมื่อพลังต้นกำเนิดเทพเข้มข้นถึงระดับหนึ่ง ไฟเทวะจะถูกจุดขึ้นและกลายเป็นเทพเจ้า”
“ในเวลานี้ ด้วยการสั่งสมและความเข้าใจก่อนหน้านี้ ด้วยความรอบรู้แห่งเทพ หากสามารถเข้าใจอำนาจเทพเจ้าได้ในความมืดมน ก็แปลว่ามีคุณสมบัติที่จะใช้งานมัน”
“การฝึกฝนและเข้าใจแก่นแท้ของอำนาจเทพเจ้าคือเป้าหมายของระดับเพลิงเทวะ กระบวนการนั้นยากลำบากและอันตราย แต่เมื่อทำได้…ก็จะกลายเป็นแท่นเทวะ”
“เทพเจ้าทั้งสามแห่งนภาคิมหันต์ อาศัยการเลื่อนขั้นของแผ่นดินเทวะ กลายเป็นเทพสมบูรณ์แบบไร้ที่ติ มองย้อนกลับไปตอนนี้ จุดสำคัญของพลังเลื่อนขั้นนี้ คือการช่วยให้เหล่าองค์ท่านเข้าใจแก่นแท้ของอำนาจเทพเจ้า”
“ตอนนี้ที่เส้นทางสู่แท่นเทวะได้เปิดออก นั่นหมายความว่าเหล่าองค์ท่านเข้าใกล้การบรรลุมากแล้ว และเกือบจะเข้าใจและเชี่ยวชาญในอำนาจเทพเจ้าของตนอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว”
“ส่วนจักรพรรดินี…ด้วยระดับเจ้าเหนือหัวขั้นสูงสุดครึ่งขั้น ประกอบกับดวงชะตาเผ่าพันธุ์ หนึ่งขั้นสู่แท่นเทวะ หมายความว่าองค์ท่านในเวลานั้น ได้ก้าวข้ามขั้นใช้งาน ไปสู่ขั้นควบคุมได้โดยตรง”
“การก้าวสู่แท่นเทวะในขั้นเดียวเป็นเรื่องยากมาก ต่อให้มีพรสวรรค์อันไร้ผู้ใดเทียบเทียม พลังบำเพ็ญระดับเจ้าเหนือหัว ก็เป็นเพียงพื้นฐานในการบรรลุขั้นนี้เท่านั้น ตอนนี้ลองย้อนมองกลับไป จักรพรรดินีน่าจะเริ่มศึกษาอำนาจเทพเจ้ามานานแล้ว…บางที ดวงตะวันแสงอรุณก็อาจจะถือกำเนิดขึ้นด้วยเหตุนี้”
“ดังนั้น องค์ท่านจึงสามารถก้าวสู่แท่นเทวะได้ในขั้นเดียว”
“และเทพแท้จริงที่อยู่ถัดจากระดับแท่นเทวะ ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับเซียนคิมหันต์…จึงเป็นผู้เดียวที่ครอบครองอำนาจเทพเจ้า จึงมีคำว่า ‘แท้จริง’ อยู่ในชื่อด้วย”
สวี่ชิงบรรลุในใจ
ความกระจ่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่เขาได้รับจากความรอบรู้แห่งเทพ อาจจะถูกต้อง แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีข้อผิดพลาดอยู่
แต่จะเป็นอย่างไรนั้น เขาต้องไปพิสูจน์ต่อไปในอนาคต
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เขาเคยแน่ใจ ตอนนี้ยิ่งแน่ชัดขึ้น
“สิ่งมีชีวิตประเภทเทพ เปรียบเสมือนมหาขั้นเตรียมสู่เทวะของผู้บำเพ็ญ”
“ระดับที่แตกต่างกันของไฟเทวะ เปรียบเสมือนระดับเจ้าเหนือหัวที่ต่างกันของผู้บำเพ็ญ”
“ส่วนแท่นเทวะ มีเพียงระดับเตรียมสู่มหาจักรพรรดิเซียนเท่านั้นที่สามารถต่อสู้ได้”
“และเทพแท้จริง นั่นคือคู่ต่อสู้ของเซียนคิมหันต์”
“เหนือจากเทพแท้จริง เหนือจากเซียนคิมหันต์ นั่นคือทิศทางที่ทั้งสองระบบกำลังแสวงหา แต่น่าเสียดาย…เหนือเทพแท้จริงมีเส้นทางที่เรียกว่านายแห่งเทพอยู่”
“และเหนือเซียนคิมหันต์ ดูเหมือนจะไม่มีผู้บุกเบิก เส้นทางทั้งหมดต้องสำรวจด้วยตัวเอง ทิศทางจะแตกต่างกันไปตามพลังรากฐานที่แตกต่างกัน”
“เหตุผลที่เซียนคิมหันต์หายตัวไปในตอนนั้น คือการออกเดินทางไปแสวงหาเส้นทางการเลื่อนขั้นของตนเอง”
“ด้วยเหตุนี้เอง ท้องฟ้าจึงเต็มไปด้วยเทพเจ้า”
สวี่ชิงสูดหายใจลึกๆ ลืมตาขึ้น และจ้องมองไปที่หยกดำเบื้องหน้า
หยกดำนี้มีรอยแตกมากขึ้นในขณะนี้ และในที่สุดก็กลายเป็นผุยผงและสลายไปอย่างเงียบงัน
“น่าเสียดายที่อำนาจเทพเจ้าแห่งเสียงที่ข้ารู้แจ้งนั้น มีเทพเจ้าที่ครอบครองอำนาจเทพเจ้านี้มากเกินไป…นี่คืออำนาจเทพเจ้าที่กว้างขวางยิ่งนัก”
“และอำนาจเทพเจ้าเดียวกันนี้ ยิ่งมีผู้มีคุณสมบัติในการใช้งานมากเท่าไหร่ พลังก็ยิ่งถูกกระจายออกไป”
“แต่ในทางกลับกัน อำนาจเทพเจ้าอันไพศาลนี้ หากมีผู้เดียวที่ครอบครอง พลังของมันก็จะน่ากลัวอย่างยิ่ง”
สวี่ชิงครุ่นคิด ดวงตาที่เปิดขึ้นค่อยๆ ปิดลง ความคิดทั้งปวงจมจ่ออยู่กับอำนาจเทพเจ้าที่ห้าในกองดิน
พลังต้นกำเนิดเทพในร่างกายของเขาพลุ่งพล่าน กลายเป็นค้อน และเคาะลงไปอีกครั้ง
เสียงเหมือนระฆังดังก้องอยู่ในสมองของสวี่ชิง ทว่าเสียงนี้ไม่ได้ส่งออกไปภายนอกร่างกาย
สิ่งที่ส่งออกไปมีเพียงคลื่นโปร่งใสที่ไม่สามารถรับรู้ได้
แผ่กระจายไปทั่วทิศทางโดยมีร่างกายของสวี่ชิงเป็นศูนย์กลาง ชั่วพริบตาก็แพร่กระจายออกจากซากเจดีย์ แพร่กระจายออกจากร่องลึกสมุทร ไปสู่ทะเลต้องห้ามอันกว้างใหญ่
ในพริบตาเดียว ก็ไปไกลถึงร้อยลี้
เสียงนับไม่ถ้วนในระยะร้อยลี้ ปรากฏขึ้นในความรอบรู้แห่งเทพของสวี่ชิงในชั่วพริบตานี้
มีเสียงน้ำไหล มีเสียงคำรามของสัตว์ร้าย มีเสียงหางปลาแกว่งไกว มีเสียงทรายเคลื่อนที่ไปตามกระแสน้ำวน…แม้แต่ทะเลต้องห้ามเอง ก็ส่งเสียงคล้ายเสียงหายใจออกมา
แปลกประหลาดและยาวนาน…
ทุกสิ่งทุกอย่างปรากฏขึ้นในความรอบรู้แห่งเทพของสวี่ชิง เขารู้สึกว่าตราบใดที่เขาต้องการ เสียงทั้งหมดนี้ก็จะถูกเขาใช้งาน
ดังนั้นในชั่วพริบตาต่อมา สรรพเสียงในระยะร้อยลี้ก็เงียบลงฉับพลัน
เสียงทั้งหมดถูกสวี่ชิงกำจัดออกไปและส่งออกไปไกลหลายในชั่วความคิดเดียว
อาศัยเสียงของพวกมัน ทำให้ระลอกคลื่นนั้นแพร่กระจายต่อไป
ห้าร้อยลี้ หนึ่งพันลี้…
วนเวียนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สวี่ชิงเหมือนเด็กที่เพิ่งได้ของเล่น พยายามเล่นของเล่นนี้ในรูปแบบต่างๆ ไม่หยุดพัก และพยายามทดสอบขีดจำกัดของตัวเองไปด้วย
เวลาผ่านไปเช่นนี้
ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ระลอกคลื่นที่แผ่ออกมาจากสวี่ชิงก็แพร่กระจายไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุดภายใต้การผลักดันครั้งแล้วครั้งเล่านี้
จนเกินขอบเขตการรับรู้ทางวิญญาณของสวี่ชิงก่อนหน้านี้ไปนานแล้ว
ในช่วงเวลานี้ อสูรทะเลนับไม่ถ้วน สิ่งมีชีวิตประเภทเทพจำนวนมากที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเล แม้แต่เรือบางลำบนผิวน้ำ ก็ปรากฏในใจของสวี่ชิง ทว่าพวกมันไม่รู้สึกผิดสังเกตเลยแม้แต่น้อยโดยไม่มีข้อยกเว้น
สวี่ชิงไม่ได้สนใจพวกเขาแม้สักเสี้ยว
ยังคงแผ่ขยายคลื่นต่อไป
จนกระทั่งภาพหนึ่งปรากฏขึ้นในความรอบรู้แห่งเทพของสวี่ชิง