ตอนที่ 33
บทที่ 289 ยี่สิบแปดปี
October 28, 2026
“ตอนนั้น พี่ยังเรียนอยู่ต่างประเทศ ช่วงนั้นจู่ๆวันหนึ่งก็มีฝรั่งกลุ่มหนึ่งมาเที่ยวเล่นที่หมู่บ้านของเรา”
“ภายนอกก็แสร้งทำตัวเป็นนักท่องเที่ยวที่ไม่รู้อะไรเลย แต่จริงๆ แล้ว พวกเขามาเพราะหล่อแกเฉียนคุนที่หน้าประตูบ้านของลุงหนานกงต่างหาก!”
ขณะที่คิดย้อนกลับไป ตวนมู่เจี๋ยก็กล่าวด้วยใบหน้าถมึงทึง "คนในหมู่บ้านอัธยาศัยดีแค่ไหน พี่ก็น่าจะรู้ เพราะงั้นตอนนั้น เราเลยให้การต้อนรับพวกเขาอย่างดี และพาพวกเขาไปเที่ยวทุกที่”
“ต่อมา ตอนพวกเขากำลังจะกลับ พวกเขาเสนอเงินขอซื้อหล่อแกเฉียนคุน แต่ลุงหนานกงคอยดูแลหล่อแกเฉียนคุนมาตลอดชีวิต ทำใจปล่อยให้มันตกไปอยู่ในมือของคนอื่นไม่ลง จึงปฏิเสธข้อเสนอของพวกเขาไป"
“หลังจากนั้น หลายปีผ่านไป คนพวกนั้นก็ไม่ได้มาที่หมู่บ้านเราอีก ตอนนั้นเราคิดแค่ว่านักท่องเที่ยวต่างชาติอาจจะชอบของเก่าแก่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เลยไม่มีใครเก็บมาใส่ใจ”
“จนเมื่อเราลืมเรื่องนี้ไปหมดแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ก็มีคนกลุ่มหนึ่งพร้อมอาวุธติดตัวบุกเข้ามาในหมู่บ้าน…….”
พูดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของตวนมู่เจี๋ยก็เปลี่ยนจากความโกรธเป็นความเศร้าอย่างสุดซึ้ง
เอ้อร์สุ่ยและน้องเยวี่ยเองก็ก้มหน้าลงเหมือนกัน
เรื่องต่อจากนี้ ตวนมู่เจี๋ยไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก
เพราะเรื่องต่อจากนี้ หยางยี่เองก็รู้อยู่แล้ว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของหยางยี่ก็พลันเยือกเย็น
ใครจะคิด ว่าคนเหล่านั้นจะจับจ้องหล่อแกเฉียนคุนมาตั้งแต่แรก และตอนนี้พวกเขาก็เปิดเผยธาตุแท้ออกมาแล้ว
“จริงสิ เสี่ยวเจี๋ย จริงๆ แล้วฉันเองก็อยากรู้มาตลอด ว่าความลับของหล่อแกเฉียนคุนคืออะไร ทำไมมีแค่ฉันที่ไม่รู้?”
นี่คือสิ่งที่หยางยี่งงงวยมาตลอด ดูจากท่าทางของเสี่ยวเจี๋ย เอ้อร์สุ่ยและน้องเยวี่ยแล้ว พวกเขาเหมือนจะรู้เกี่ยวกับหล่อแกเฉียนคุนมากกว่าตัวเขาอีก ทั้งๆที่เป็นคนในหมู่บ้านหลงหัวด้วยกัน แต่ทำไมมีแค่เขาที่ไม่รู้เรื่องล่ะ?
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ตวนมู่เจี๋ยก็มองลึกเข้ามาในดวงตาของหยางยี่ แล้วพูดช้าๆว่า "พี่ยี่ เรื่องนี้ ตอนนี้เรายังบอกอะไรพี่ไม่ได้”
“ไม่ใช่ว่าเราไม่อยากบอก แต่ลุงหนานกงเคยกำชับไว้เป็นพิเศษว่า เรื่องนี้ไม่สามารถบอกพี่ได้จนกว่าพี่จะอายุยี่สิบแปดปี”
ตวนมู่เจี๋ยกล่าวด้วยแววตาที่หมดหนทาง
ลุงหนานกงเคยเตือนทั้งสามคนเป็นพิเศษ ว่าไม่ควรบอกเรื่องนี้กับหยางยี่ ในระหว่างที่เขายังอายุไม่ถึงยี่สิบแปดปี แถมยังบอกให้พวกเขารับปาก
ทั้งสามคนต้องสาบานต่อหน้าลุงหนานกง ดังนั้นพวกเขาจึงทำอะไรไม่ได้
“ปีนี้ฉันอายุยี่สิบเจ็ดแล้ว เดือนมิถุนาปีหน้า ฉันก็จะอายุยี่สิบแปด”
หยางยี่กล่าวว่า “ไหนๆก็อีกแค่ไม่กี่เดือน คงไม่เป็นไรหรอกใช่ไหม?”
เขาไม่เข้าใจว่าทำไมลุงหนานกงถึงเรียกร้องมากมายขนาดนี้ มีอะไรปิดบังงั้นเหรอ?
ถึงเขาจะเป็นราชาเทพ การได้รู้เรื่องนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไรเลย กลับกันเขาอาจจะปกป้องหล่อแกเฉียนคุนได้ดีกว่าด้วยซ้ำ
หรือว่าที่ลุงหนานกงทำอย่างนี้ เพราะได้รับภารกิจสำคัญมา?
ระหว่างที่เขายังอายุไม่ครบยี่สิบแปดปีเต็ม ก็ห้ามรู้อะไรทั้งนั้น
“พี่ยี่ ฉันเข้าใจความรู้สึกของพี่นะ แต่ฉันไม่สามารถบอกพี่เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่วงหน้าได้ พี่น่าจะรู้ว่าพวกเรานิสัยยังไง... รออีกหน่อยเถอะ จนถึงวันที่สิบสองของเดือนมิถุนายนปีหน้า ฉันจะบอกเรื่องทั้งหมดกับพี่เอง”
ตวนมู่เจี๋ยพูดช้าๆ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หยางยี่ก็พยักหน้า
นิสัยอย่างเสี่ยวเจี๋ย พอได้รับปากใครแล้วก็ไม่มีทางหลุดปากเด็ดขาด ดังนั้นสิ่งที่ทำได้ก็คือ รออย่างเดียวเท่านั้น
“หยุดพูดเรื่องพวกเราเถอะ พูดเรื่องพี่ดีกว่า”
ตวนมู่เจี๋ยนึกถึงสีหน้าย่ำแย่ของหยางยี่ตอนที่เดินเข้ามา ดังนั้นเขาจึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “พี่สะใภ้เป็นอะไรไปหรือเปล่า ตอนเดินเข้ามาพี่มีสีหน้าไม่ค่อยดีเลย”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ สายตาของทั้งสามคนก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่หยางยี่ ด้วยแววตาสำรวจ
ดวงตาของหยางยี่แข็งค้าง เขาไม่คิดที่จะปิดบังอะไรคนใกล้ชิดอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงบอกเหตุและผล
“เพราะงั้น ตอนนี้ฉันเลยทำอะไรไม่ได้”
หยางยี่ยิ้มอย่างจนใจ และยกไวน์ขึ้นมาจิบ
หลังจากฟังคำพูดของหยางยี่ เอ้อร์สุ่ยก็โกรธทันที ลุกพรวดและพูดอย่างโกรธเคือง: “ชาติหมาจริงๆ คิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงกล้าลักพาตัวหลานสาวของผม ไม่เห็นหัวพี่ยี่เลยหรือไง ให้ตายสิ!"