ตอนที่ 75
ตอนที่ 373 เรื่องน่าอัศจรรย์
October 22, 2026
ตอนที่ 373 เรื่องน่าอัศจรรย์ เมื่อได้ยินคำเตือนจากเจ้าสำนัก จางหยูก็นึกได้ทันที “หากเจ้าไม่พูด ข้าคงลืมไปแล้ว” เมื่อคำนวณเวลาดูแล้ว เขาก็พบว่าการเปิดสอนคือวันพรุ่งนี้จริง ๆ “ก็ได้ ข้าจะอยู่ที่นี่อีกสักหน่อย หลังจากที่เปิดสอนเสร็จแล้วค่อยไป” จางหยูคิดและส่งข้อความกลับ “เจ้าเหนื่อยมาโดยตลอดสองวันนี้เจ้า ก็พักสักหน่อย รอข้ากลับไปที่สำนักคังเฉียงก่อน” จางหยูตรวจสอบตำแหน่งของเจ้าสำนัก และเคลื่อนย้ายไปที่นั่น ทันที ฝ่ามือของเขากำบอลธาตุเอาไว้ มันอัดแน่นขึ้นจากหลิงซี่ธาตุ มันมีพลังงานที่สูงจนน่าตกใจ จางหยูส่งบอลธาตุให้กับเจ้าสำนัก “บอลนี้หากค่อย ๆ ดูดซับมัน เดา ว่าหลังจากที่เจ้าดูดซับมันเสร็จ เจ้าจะทะลวงผ่านไปได้” เจ้าสำนักมองไปที่ลูกบอลด้วยความตื่นเต้น “ขอบคุณมากร่างหลัก!” เมื่อพูดจบ เจ้าสำนักก็รับมันไปอย่างไม่ลังเล เขาได้นั่งขัดสมาธิแล้ว ดูดซับพลังจากลูกบอล ความแข็งแกร่งของวังวนเพิ่มขึ้นมาด้วย ความเร็วที่น่าฟัง มันอยู่ในช่วงพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว จางหยูยืนอยู่ข้าง ๆ ร่างเจ้าสำนักอย่างใจเย็น เพื่อคอยคุ้มกันอีกฝ่าย ประมาณ 15 นาทีผ่านไป อยู่ ๆ พลังรอบตัวของเจ้าสำนักก็เปลี่ยนไป พลังอันน่ากลัวแผ่ออกไปทั่วทุกทิศทาง จางหยูกางอาณาเขตออกไป เพื่อกั้นพลังงานเอาไว้อย่างง่ายดาย ทำให้ พลังของร่างเจ้าสำนักไม่อาจจะรั่วไหลออกไปภายนอกได้ หลังจากนั้นสักพัก เจ้าสำนักก็ลืมตาขึ้น พร้อมกับสายตาที่ดูเด็ดเดี่ยว ขึ้นกว่าเดิม “ขอบคุณมากร่างหลัก” เจ้าสำนักมองไปที่จางหยู ด้วยความช่วยเหลือ จากจางหยู เขาก็ประหยัดเวลาไปได้มาก ระดับการบ่มเพาะของเขา พัฒนาขึ้นมาถึงขอบเขตหลี่ซวนขั้นต่ำได้ ด้วยระดับการบ่มเพาะใน ตอนนี้ เขาสามารถรับมือเรื่องต่าง ๆ ได้มากขึ้นกว่าเดิมไม่จำเป็นต้อง ขี้ขลาดแบบเดิมแล้ว ด้วยระดับการบ่มเพาะขอบเขตหลีซวนขั้นต่ำ แม้แต่พวกขอบเขตตุ้น ซวนขั้นต่ำ เขาก็สามารถรับมือได้ จางหยูยิ้มออกมา “เจ้ากับข้าคือคนคนเดียวกัน ทำไมต้องคิดมากด้วย?” จางหยูโบกมือและพูดขึ้น “เจ้าควรไปหาที่พักผ่อนก่อน อีกสองวันนี้ เจ้าไม่ต้องออกมา” เจ้าสำนักพยักหน้ามันเป็นเวลาสองวันที่ยากจะได้มาเขาจะปฏิเสธได้ ยังไง หลังจากบอกลาจางหยู เจ้าสำนักก็บินออกมาจากสำนักคังเฉียง และ หายไปในทันที หลังจากที่เจ้าสำนักออกไปแล้ว จางหยูก็ได้กลับไปยังบ้านพักและ พบว่าอ้าวเสี่ยวหร่าน, เสี่ยวเฉียงและอู่ซินซินไม่ได้อยู่ที่นั่น มันทำ ให้บ้านทั้งหลังเงียบสงัด จนบ้านนี้ดูไร้ชีวิตชีวา กระทั่งตกดึก เสี่ยวเฉียงและอ้าวเสี่ยวหร่านถึงได้กลับมาที่บ้าน ภายใต้แสงสว่างจากดวงจันทร์ จางหยูได้มองไปที่อ้าวเสี่ยวหร่าน และพูดขึ้น “เจ้าตัวน้อย ข้าเห็นเจ้าเอาแต่เล่นสนุกตลอดทั้งวันโดยไม่ ทำอะไรเลย เจ้าไม่คิดที่จะบ่มเพาะเลย?”สีหน้าของจางหยุไม่ใช่แค่เคร่งเครียด แต่ยังน่ากลัวอีกด้วยน่าเสียดายที่อ้าวเสี่ยวหร่านไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย นางทำสัญญาเท่าเทียมกับจางหยู เป็นธรรมดาที่นางจะรู้ว่าจางหยูรู้สึกยังไง จางหยูไม่ได้โกรธเลยแม้แต่น้อย นางรู้ดีกว่าใครอื่น“ท่านพี่ เสี่ยวหร่านผิดไปแล้ว เสี่ยวหร่านจะไม่ทำอีกแล้ว” อ้าวเสี่ยวหร่านแสดงสีหน้าน่าสงสารออกมา มันคงยากที่จะหาใครปฏิเสธนางได้จางหยูถอนหายใจออกมา และพูดขึ้น “เจ้าตัวน้อย พี่ไม่ได้ว่าเจ้าหรอกนะ แค่ว่าเรื่องของเจ้านั้นซับซ้อน และเจ้าก็ไม่รู้ว่า มีความลับอะไรที่เบื้องหลังเจ้า พี่ไม่อาจจะปกป้องเจ้าได้ตลอด หากเจ้าปกป้องตัวเองไม่ได้พี่จะสบายใจได้ยังไง?”จางหยูคงไม่อาจจะทำใจให้สบายได้เด็กนี่ราวกับดวงดาว ต่อหน้านางแล้วเขาไม่อาจจะโกรธได้เลยเมื่อได้ยินคำพูดของจางหยู นางก็ตะลึงก่อนจะน้ำตาจะคลอขึ้นมา“ข้าขอโทษท่านพี่ !”บางทีคำพูดของจางหยูคงแย่ไปหน่อยเมื่อเห็นสีหน้าของนาง จางหยูก็รู้สึกผิดขึ้นมา แม้ว่าความฉลาดของนางจะยังไม่สูงนัก แต่ก็พอเข้าใจเรื่องพื้นฐานได้บ้าง เขาไม่ควรพูดเรื่องชีวิตกับนาง มันโหดร้ายกับนางเกินไปหน่อยมันน่าเสียดายที่เขาพูดมันออกไปแล้ว และยากที่จะปกปิดเรื่องนี้ต่อไปได้“ช่างเถอะไปพักผ่อนซะ” จางหยูเงียบไปและโบกมือ “ในอนาคตพี่จะไม่บังคับให้เจ้าต้องบ่มเพาะอีก”หากเทียบกับเรื่องอื่น ๆ แล้ว เขาหวังว่าอ้าวเสี่ยวหร่านจะใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในทุก ๆ วัน ส่วนเรื่องอื่น ๆ เขาที่เป็นที่จะเป็นคนจัดการเอง“จริงรึ?” อ้าวเสี่ยวหร่านตาเป็นประกายขึ้นมา อารมณ์โศกเศร้าเมื่อสักครู่นี้ ถูกแทนที่ด้วยความสุขเจ้าตัวน้อยที่มีความคิดเท่ากับเด็กน้อย กระโดดโลดเต้นไปมาทันที“แน่นอนว่าจริง พี่เคยโกหกเจ้าตอนไหนกัน?” จางหยูไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ดี “เอาล่ะ เจ้าเล่นมาทั้งวันแล้ว ไปพักได้แล้วจริง ๆ แล้วอ้าวเสี่ยวหร่านถึงไม่ได้นอนทั้งวัน ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่จางหยูติดนิสัยและเชื่อว่ามันถึงเวลาที่ต้องพักผ่อนแล้วเมื่อเห็นว่านางเดินไปที่เตียงเพื่อพักผ่อน จางหยูก็ยิ้มออกมาอย่างพอใจ“มันเป็นไปไม่ได้ที่หวังให้นางคิดบ่มเพาะด้วยตัวเอง ดูเหมือนว่าข้าต้องคิดหาทางอื่น” สำหรับอ้าวเสี่ยวหร่านแล้ว จางหยุตามใจนางไปหน่อย จนนางแทบจะเอาแต่ใจตัวเอง “นางเป็นถึงมังกรโลหิตพูดตรง ๆ แล้วมันไม่จำเป็นต้องบ่มเพาะไปทีละขั้น ตราบใดที่ได้กินแก่นโลหิตของสัตว์อสูรศักด์ิสิทธ์ิที่แข็งแกร่งเข้าไป นางก็สามารถพัฒนาระดับการบ่มเพาะขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว”แต่เขาควรไปหาแก่นโลหิตของสัตว์อสูรศักด์ิสิทธ์ิมากมายมาจากไหนกัน?สัตว์อสูรขอบเขตตันซวนในชั้นเรียนสัตว์อสูรงั้นรึ?