ตอนที่ 101
บทที่ 101 พลัง 100 ช้างสาร กับข้อมูลเพิ่มเติมของเขตแดนลับ
October 22, 2026
บทที่ 101 พลัง 100 ช้างสาร กับข้อมูลเพิ่มเติมของเขตแดนลับ
ทว่า…
แม้ว่าเขาจะมีความคิดเช่นนั้น แต่อีกฝ่ายเป็นถึงตระกูลสวี่ที่ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ผู้มีอิทธิพลขนาดใหญ่แห่งฐานจินหลิง ยังไงเสีย… พวกเขาย่อมต้องมีกองกำลังที่ทรงพลังอยู่เบื้องหลังแน่ ๆ ไม่เพียงแค่นั้น ตระกูลนี้น่าจะมีตระกูลรองที่แข็งแกร่งอีกมากมายคอยช่วยเหลืออีก
แค่ลำพังเพียงความแข็งแกร่งของชายหนุ่มในตอนนี้ ยังยากเกินไปที่จะต่อกรด้วย
เพราะฉะนั้นสิ่งที่พอทำได้ก็คือ พยายามเร่งฝึกฝนให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้นให้เร็วที่สุดเท่านั้น!
ตอนที่พยายามเร่งฝึกเพื่อให้ก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์นั้น เขาใช้อาคารฝึกยุทธ์และกระบวนท่าฝึกฝนร่างกายเพื่อเสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อควบคู่ไปกับกระบวนท่าฝึกฝนอณูแห่งชีวิต ทำให้เขาสามารถอยู่เหนือกว่าคนอื่นได้
ตลอดมา พลังของเขามันติดขีดจำกัดจนไม่สามารถก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ เพราะงั้นจึงค้างอยู่ที่การเป็นจอมยุทธ์ระดับสูงอยู่นานมาก
แต่ในตอนนี้เขาก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้แล้ว ด้วยการสั่งสมพลังจากรอบตัว เมื่อเขากลับไปใช้กระบวนท่าฝึกฝนร่างกายอีกครั้ง มันก็ทำให้ร่างกายนำพลังนั้นไปต่อยอดและสร้างขึ้นเป็นความแข็งแกร่งให้กับฉู่โม่วได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพที่สุด
…
ทุกครั้งที่เขาฝึกจบครบกระบวนท่า ความแข็งแกร่งของฉู่โม่วจะเพิ่มขึ้นอีกช้างสาร!
เพราะงั้นด้วยความเร็วระดับนี้ จึงถือว่าเขาไม่ได้แข็งแกร่งขึ้นช้า ๆ แต่อย่างใด
ห้าวันให้หลัง
ในวันนี้
เขาไปทดสอบพลังของตนอีกครั้ง
ตู้ม!
กำปั้นของฉู่โม่วชกเข้าไปที่แป้นวัดพลังช้างสารเต็มแรง เครื่องนั้นสั่นก่อนจะเผยตัวเลขออกมา
112!
ที่ด้านหลังตัวเลขนั้นเป็นโลโก้ช้างตัวเล็ก ๆ!
นั่นหมายถึงกำลังของฉู่โม่วในตอนนี้ มีมากเทียบเท่า 112 ช้างสารแล้ว!
คราวนี้ฉู่โม่วลองหมุนเวียนอณูแห่งชีวิตและต่อยเข้าไปอีกครั้ง
บนหน้าจอแสดงค่ามีตัวเลขหมุนขึ้นมาอย่างรวดเร็วและหยุดนิ่งที่ 224 ช้างสาร!
เห็นตัวเลขเช่นนั้น ความพึงพอใจก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของฉู่โม่ว
ในตอนนี้
ฉู่โม่วที่เพิ่งจะเริ่มเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ไม่นาน แต่พลังกายของเขาก็เทียบเท่าปรมาจารย์ยุทธ์ระดับกลางได้แล้ว
แต่ไม่ว่าการแข็งแกร่งขึ้นด้วยความเร็วระดับนี้จะถือว่าเร็วมาก ๆ แล้วก็จริง แต่ยังไงเสียเขาก็จะปล่อยตัวให้แข็งแกร่งเร็วบ้าง ช้าบ้าง หรือหยุดไปเลยไม่ได้ ดังนั้นแล้วชายหนุ่มจึงพยายามฝึกฝนในทุก ๆ วันเพื่อให้ได้อย่างน้อยเพิ่มขึ้น 1 ช้างสารก็ยังดี!
แล้วถ้าฉู่โม่วสามารถทำได้
นั่นหมายถึง เขาจะสามารถเพิ่มความแข็งแกร่งได้มากถึง 30 ช้างสารภายในหนึ่งเดือนเลย เพียงแค่สามเดือน ไม่สิ …เผลอ ๆ ไม่ถึงสามเดือน เขาก็จะถึงขีดจำกัดของขึ้นปรมาจารย์ยุทธ์ได้!
ไม่ต้องสงสัยเลย
มันจะกลายเป็นความเร็วที่น่าเหลือเชื่อแน่ ๆ!
หากสิ่งนี้มีคนนอกรับรู้ บางทีคนได้ยินอาจจะหวาดกลัวจนสติแตกไปเลยก็ได้!
หลังจากที่มีผู้มากมายสามารถทลายขีดจำกัดแล้วเข้าสู่การเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ได้ แต่ต่อให้พวกเขาจะฝึกฝนหนักขนาดไหน มันก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบปีกว่าจะถึงขีดจำกัดของปรมาจารย์ยุทธ์ได้
หรือถ้าคนคนนั้นมีพรสวรรค์สูงส่ง บางทีอาจจะเร็วกว่าคนอื่น ลดเหลือสามถึงห้าปีเพื่อไปให้ถึงขีดจำกัด
แต่ฉู่โม่วกลับใช้เวลาไม่ถึงสามเดือน ไต่เต้าตั้งแต่ปรมาจารย์ยุทธ์ระดับต้น และก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูง แบบนี้แล้วจะไม่ถือว่าเร็วจนน่ากลัวได้หรือ?
มันน่ากลัวอย่างเถียงไม่ได้เลย
เหตุผลสำคัญที่ทำให้เขาสามารถพัฒนาตนเองได้เร็วขนาดนี้
มันเป็นเพราะลูกปัดหยกต้นกำเนิด!
ย้อนกลับไปเมื่อครั้งที่ลูกปัดหยกต้นกำเนิดหล่อหลอมรวมกับร่างกายของเขา และกลั่นให้กระดูกของเขากลายเป็นหยก มันค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนร่างกายของเขาจนทำให้ร่างกายของฉู่โม่วนี้ สามารถดูดซับอณูแห่งชีวิตมาพัฒนาร่างกายได้อย่างรวดเร็วกว่าเดิมอีกหลายเท่า
ผลลัพธ์นี้ให้ความเร็วที่น่ากลัวกว่าการฝึกฝนอย่างหนักเป็นพิเศษอยู่มากเลยทีเดียว!
‘ไม่แปลกใจเลยแฮะ ที่หมัวซานซานเคยพูดไว้ว่า ใครก็ตามที่มีพรสวรรค์มาตั้งแต่กำเนิด มันจะยิ่งทำให้เส้นทางของการฝึกวรยุทธ์ของเขานั้นราบรื่นขึ้น… ผู้ปลุกพลังทั่ว ๆ ไปต้องใช้เวลาอย่างน้อยสิบปีหรือไม่ก็หลายทศวรรษในการขึ้นสู่การเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูง ส่วนอนาคตหากคนเหล่านี้ต้องการที่จะขยับขึ้นเป็นนายพลเมืองนั้น… ความหวังเสมือนแสงหิ่งห้อย’
‘ในขณะที่ฉันกำลังจะเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูงในอีกสามเดือนข้างหน้า!’
‘แล้วถ้าในหนึ่งปีนี้ฉันสามารถก้าวขึ้นเป็นนายพลเมืองได้ละก็ ทุกสิ่งทุกอย่างก็คงไม่ต้องห่วงอะไรแล้ว!’
‘ช่างเป็น การเติบโตที่เร็วจนน่ากลัวจริง ๆ!’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
“ฉันต้องขยันฝึกต่อไป!”
“มุ่งมั่นที่จะทำให้พลังกายของตนเพิ่มขึ้นถึง 200 ช้างสารให้เร็วที่สุดก่อนที่เขตแดนลับจะเปิด!”
เขาดื่มเลือดสัตว์อสูรระดับ 6 ขวดสุดท้ายลงไปแล้วเริ่มทำการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง
ทว่า
ในขณะที่เขากำลังพักช่วงก่อนจะฝึกฝนต่อ คนที่หมัวซานซานส่งมาก็มาหาเขาเสียก่อน
คนเหล่านี้นำข้อมูลของเขตแดนลับมาให้
ฉู่โม่วไม่มีทางเลือกอื่นนอกเสียจากหยุดฝึกฝนก่อนแล้วหันมาอ่านรายละเอียดเหล่านี้แทน
สิ่งที่เขาได้รับจากข้อมูลนี้คือ เขตแดนลับแห่งใหม่ ชื่อว่าเขตแดนลับเมฆาคราม ที่นี่ถือเป็นเขตแดนที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษที่ซึ่งจะเปิดทุก ๆ สิบปี ผู้ที่เข้าไปได้คือผู้ปลุกพลังตั้งแต่อายุสิบขวบขึ้นไปเท่านั้น
ตราบใดก็ตามที่ผู้ปลุกพลังคนนั้นอายุเกินหกสิบปีไปแล้ว เขตแดนจะห้ามไม่ให้เข้า
ด้วยเหตุนี้
เขตแดนลับแห่งนี้จึงไม่ตกเป็นของกองกำลังใหญ่ ๆ เพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง พวกเขาจำเป็นต้องเปิดให้กองกำลังทั้งหมดสามารถส่งคนหนุ่มสาวเข้าไปสำรวจภายในเพื่อพิชิตเขตแดนลับนี้
ทรัพยากรทั้งหมดที่พบภายในนั้น จะเป็นของฝ่ายไหนบ้างก็ขึ้นอยู่กับฝ่ายนั้น ๆ แข็งแกร่งกันขนาดไหน
ยึดตามที่หลายกองกำลังของฐานจินหลิงเคยสำรวจมาแล้ว ระบุไว้ว่าเขตแดนลับแห่งนี้น่าจะเป็นส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกที่ไม่เพียงแต่เป็นพื้นที่โล่งกว้าง แต่ยังมีซากปรักหักพังของสถานโบราณถูกทิ้งร้างไว้อีกด้วย
พวกเขาเรียกซากปรักหักพังนั้นว่า ‘หอคอยวรยุทธ์’
ว่ากันว่าที่นี่ ครั้งหนึ่งเคยถูกสาวกของกองกำลังโบราณนี้ใช้งานมาก่อน
เมื่อผู้ปลุกพลังได้เข้าไป พวกเขาจะได้รับการทดสอบ และแม้ว่าพวกเขาจะตาย นั่นไม่ได้หมายความว่าจะตายจริง ๆ แต่อย่างใด
และในทุกครั้งที่สามารถผ่านการทดสอบได้ ระดับการทดสอบจะสูงขึ้น ยิ่งระดับการทดสอบสูงขึ้น รางวัลที่ได้รับก็จะยิ่งวิเศษมากขึ้นตามไปด้วย
ตั้งแต่ที่เขตแดนลับแห่งนี้ถูกค้นพบ นี่ก็เป็นครั้งที่หกแล้วที่มันเปิดอีกครั้ง สถิติที่สูงที่สุดสำหรับผู้ปลุกพลังจากฐานจินหลิงที่เคยทำไว้ก็คือชั้นที่ 37 ซึ่งในชั้นนี้ พวกเขาได้รับคัมภีร์กระบวนท่าระดับทองคำที่ซึ่งหายากมาก ๆ มา
นอกจากหอคอยวรยุทธ์แล้ว
มันยังมีซากปรักหักพังและสถานที่ลึกลับอีกมากภายในเขตแดนลับนี้ นั่นหมายถึง ยังมีสมบัติและทรัพยากรอีกมากมายที่รอการพบเจออยู่
ทุกครั้งที่มันถูกเปิดออก เหล่ากองกำลังใหญ่จะได้รับทรัพยากรหรือสิ่งต่าง ๆ กลับมาในปริมาณมหาศาล
และในครานี้ หมัวซานซานเองก็นำเหล่าผู้ปลุกพลังจากหอการค้าหยกแก้วเข้าร่วมด้วยเช่นกัน
สมบัติที่เธอต้องการนั้นถูกซ่อนอยู่ในซากปรักหักพังที่ค่อนข้างอันตราย เพราะงั้นเธอจึงอยากได้ความช่วยเหลือของฉู่โม่วสำหรับสิ่งนี้
หลังจากที่อ่านข้อมูลเบื้องต้นของเขตแดนลับคร่าว ๆ ไปแล้ว ฉู่โม่วก็คิดตามสถานการณ์
ในเมื่อผู้ปลุกพลังส่วนใหญ่รู้ถึงการเปิดออกของประตูเขตแดนลับในครั้งนี้ เป็นไปได้ว่าเหล่าผู้มีพรสวรรค์วัยเยาว์จากหลาย ๆ กองกำลังเองก็น่าจะเข้ามาในเขตแดนลับนี้ด้วย
ท่ามกลางคนเหล่านั้น มีสี่คนที่ควรค่าแก่การได้รับความสนใจจากฉู่โม่ว
คนแรกหนีไม่พ้น ดาวประกายฟ้าแห่งฐานจินหลิง ผู้มีพรสวรรค์ในการ ‘สร้างค่ายกล’ ขั้นเทพ เสิ่นเทียนอวิ๋น!