ตอนที่ 113
บทที่ 113 ผลงานชิ้นเอกของอาไต๋ และแร่หินปฐมกาล!
October 22, 2026
บทที่ 113 ผลงานชิ้นเอกของอาไต๋ และแร่หินปฐมกาล!
มีสมบัติมากมายถูกเก็บซ่อนไว้ในเขตแดนลับ
แต่ถ้าไม่มีร่องรอยของมันและเดินหาไปทั่วราวกับแมลงวันไม่มีหัว …จะไม่มีทางได้มันมาเลย!
คิดได้ดังนั้น ฉู่โม่วจึงตั้งใจจะเรียกอาไต๋ออกมา ในสถานที่เช่นนี้ พลังของเธอจะต้องเป็นประโยชน์อย่างมากแน่ ๆ
ปลายนิ้วของเขาเคาะไปที่ช่องสีม่วงทองของกระเป๋าใบเล็ก ๆ ที่เอว
ทันใดนั้น อาไต๋ก็ทะยานออกมาจากด้านใน
‘ถุงเก็บสัตว์อสูร’ นี้เป็นของวิเศษที่ซื้อได้จากฐานจินหลิงที่ซึ่งสามารถให้สัตว์อสูรอาศัยอยู่ภายในได้
แต่เพราะพื้นที่ด้านในนั้นค่อนข้างเปราะบางมาก ๆ จึงใส่เฉพาะอสูรสัตว์เลี้ยงเท่านั้น ไม่งั้นแล้ว หากจับอสูรที่ไม่เต็มใจยัดเข้าไป ด้วยการระเบิดพลังของพวกมัน อาจจะทำให้พื้นที่พิเศษนี้ถูกทำลายลงได้อย่างง่ายดาย
นอกจากนี้ มันยังแพงมาก ๆ ด้วย
ราคาของถุงเก็บสัตว์อสูรนั้นหนึ่งใบราคาสูงพอ ๆ กับการซื้อถุงเก็บของขนาดเดียวกันได้เป็นโหลเลย!
และด้วยหินปฐมกาลที่ฉู่โม่วมีตอนนี้ มันทำให้เขาสามารถซื้อถุงเก็บสัตว์อสูรที่มีขนาดราว ๆ ห้าลูกบาสก์เมตรเท่านั้น
โชคยังดีที่อาไต๋กับเสี่ยวอู๋นั้นมีขนาดไม่ใหญ่โตนัก ณ ปัจจุบันนี้การเก็บจิตอสูรของทั้งสองไว้ในกระเป๋าจึงยังสามารถทำได้อยู่
ส่วนเสี่ยวจินนั้น …ลืม ๆ ไปได้เลย
ด้วยขนาดที่ใหญ่โตนั้น ต่อให้ตัวเล็กลงมาครึ่งหนึ่งก็ยังไม่พอ เพราะงั้นนี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ฉู่โม่วไม่พามันมาด้วย
“นายท่าน ในที่สุดก็ให้ข้าออกมาแล้ว!”
“พื้นที่ในถุงเก็บอสูรนั่นเล็กสิ้นดี ไหนจะให้ฉันต้องไปอยู่กับหมอนั่นอีก ไม่รู้หรือไงว่าฉันกลัวจะตายแล้วน่ะ!”
ในทันทีที่อาไต๋ถูกเรียกออกมา เจ้านกตัวน้อยก็บินไปเกาะไหล่ของฉู่โม่วพร้อมกับบ่นออดแอดเสียงแจ๋วราวกับไม่ได้พูดมานาน
ภายในถุงเก็บุอสูรนั้นมีความเล็กเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งด้วยธรรมชาติของอาไต๋เป็นนกที่คึกคัก ดังนั้นพอต้องถูกจำกัดในพื้นที่เล็ก ๆ นี้ เธอจึงทำได้เพียงคลานหมอบอยู่บนพื้นเท่านั้น
นอกจากนี้ การที่ต้องอยู่กับอีกาสามขาทองคำตัวต่อตัวนั้น ก็ทำให้มันที่เป็นสัตว์อสูรระดับต่ำกว่าถูกกดดันด้วยสายเลือดผู้ปกครองของอีกฝ่ายตลอดเวลาด้วย แม้จะเป็นอสูรรับใช้ด้วยกัน แต่นกล่าสมบัติก็ไม่อาจจะมองข้ามแรงกดดันนี้ไปได้
“ขอโทษที่ทำให้ต้องอึดอัดใจนะ เอ้านี่ รางวัล”
ฉู่โม่วลูบหัวอาไต๋แล้วหยิบเอาเมล็ดข้าววิญญาณออกมาจากในมิติพกพา
“ขอบคุณค่ะ นายท่าน!”
อาไต๋แววตาเป็นประกาย มันรีบกระโดดลงมาบนฝ่ามือของฉู่โม่วและเริ่มก้มหน้าจิกข้าวกินอย่างรวดเร็ว
หลังจากที่ปล่อยให้เธอกินเสร็จแล้ว ฉู่โม่วก็ถามขึ้นมา “อาไต๋ เธอพอจะสัมผัสถึงสมบัติบริเวณนี้ได้หรือเปล่า?”
ได้ยินเช่นนั้น
นกน้อยก็เริ่มตั้งสมาธิเพื่อตรวจสอบด้วยพลังของตน ไม่นานนักมันก็พูดขึ้น “อา นายท่าน ฉันรับรู้ได้ถึงอณูแห่งชีวิตที่หนาแน่นในบริเวณนี้ รู้สึกได้เลยล่ะค่ะว่าต้องมีสมบัติอยู่มากมายเต็มไปหมดแน่ ๆ!”
คำตอบของเธอทำเขาตื่นเต้น
“ถ้างั้นช่วยพาฉันไปหาสมบัติที่อยู่ใกล้ที่สุดที!”
ฉู่โม่วพูดด้วยรอยยิ้ม
“รับทราบค่ะ!”
อาไต๋พยักหน้า
จากนั้นมันก็กางปีกบินออกจากมือฉู่โม่วไปเพื่อทำหน้าที่ของตนเอง
…
ภายใต้การนำทางของอาไต๋ ฉู่โม่วเดินตามอย่างไม่ละสายตา และพักหนึ่งเขาก็มาถึงปลายทาง
ตรงหน้าเขาคือป่าที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสีเขียวขจี หลังจากที่เข้ามาด้านในแล้ว จะสามารถมองเห็นพุ่มไม้ขนาดเล็กอยู่ในส่วนลึกที่สุดของป่านี้
ความสูงของพุ่มนั้นเทียบเท่าได้กับครึ่งตัวคนเท่านั้น และที่นั่นมีผลไม้สีแดงขนาดเล็กปรากฏให้เห็นอยู่นิดหน่อย ผลไม้เหล่านั้นปลดปล่อยกลิ่นหอมที่รุนแรงออกมา เพียงแค่เหลียวมองก็รับรู้ได้แล้วว่ามันไม่ใช่ผลไม้ธรรมดาทั่วไปแน่ ๆ
“นี่มัน… ผลวิญญาณเพลิงสีม่วง!”
ฉู่โม่วจำผลวิญญาณนี้ได้ แววตาของเขาเต็มไปด้วยความดีใจ
ผลวิญญาณเพลิงสีม่วง เป็นหนึ่งในผลวิญญาณที่มีพลังของธาตุไฟแฝงอยู่ หลังจากที่กินเข้าไปแล้วจะมีโอกาสเล็กน้อยที่จะทำให้ผู้ปลุกพลังที่ฝึกวรยุทธ์คนนั้นมีพลังของธาตุไฟขึ้นมาได้… โดยธาตุไฟที่ตื่นขึ้นมาจากการกินมันลงไปนั้นจะเป็นเพียงระดับหนึ่งเท่านั้น
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น
การที่จะทำให้ตนได้ธาตุใหม่มาถึงหนึ่งธาตุ แม้จะน้อยนิดแต่ก็คุ้มค่าแก่การแย่งชิงกันแล้ว ไม่แปลกใจเลยหากจะมีผู้ปลุกพลังเป็นบ้ากันไปหมดหากเจอสิ่งนี้อยู่ต่อหน้า!
ภายในฐานจินหลิง ผลวิญญาณเพลิงสีม่วงแต่ละลูก มีมูลค่าอย่างต่ำก็หนึ่งล้านหินปฐมกาล!
และพุ่มไม้เล็ก ๆ ตรงหน้าเขานี้ มีผลวิญญาณเพลิงขั้นต่ำก็สิบสองลูก ดังนั้นมันหมายถึง เงินมากกว่าสิบล้านหินปฐมกาลกำลังกองอยู่ต่อหน้าเขาแล้ว!
“เปิดฤกษ์มาก็ได้ของดีซะแล้วสิ… เจ๋ง ทำได้ดีมาก!”
ฉู่โม่วมีความสุขมาก ๆ
อย่างที่เขาคิด
ในเขตแดนลับเช่นนี้ พลังของนกล่าสมบัตินั้นมีประโยชน์มาก และด้วยพลังนี้ เขาจะต้องเจอสมบัติอีกหลายชิ้นแน่
อย่างเช่น ผลวิญญาณเพลิงสีม่วงที่อยู่ตรงหน้าเขานี้ มันซ่อนอยู่ในจุดที่ไม่น่าจะมีใครหาเจอ หากไม่ใช่เพราะอาไต๋นำทางเขามาที่นี่ แม้แต่เขาเองก็ไม่น่าจะหามันเจอด้วย
ผลวิญญาณเพลิงสีม่วงถูกเก็บมาอย่างระมัดระวังและใส่ไว้ในมิติพกพา
หลังจากที่เก็บพวกมันเสร็จแล้ว ฉู่โม่วก็พูดขึ้น “ไปกันต่อเถอะ”
…
ในวันต่อมา
ภายใต้การนำทางของอาไต๋ ฉู่โม่วสำรวจจนแทบจะหมดทั้งเขตแดนลับแล้ว เขาได้เดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ มากมาย สถานที่ที่ซึ่งมีพืชวิญญาณและสมบัติบรรพกาลซ่อนอยู่ แต่ละสิ่งล้วนแต่มีมูลค่าสูงไม่ต่างอะไรกับผลวิญญาณเพลิงสีม่วงก่อนหน้าเลย
แน่นอน
สมบัติหรือพืชวิญญาณหลาย ๆ ชิ้นที่ซ่อนอยู่นั้นถูกสัตว์อสูรระดับ 5 คอยดูแลอยู่
แต่เมื่อมาอยู่ต่อหน้าฉู่โม่วแล้ว เพียงแค่กระบี่เดียวก็รู้เรื่องแล้ว
อันที่จริง
การที่เหล่าผู้ปลุกพลังที่มาจากกองกำลังอื่นไม่ได้สนใจหาสมบัติหรือสิ่งของกันในเขตแดนลับทันทีมันก็มีเหตุผลอยู่
นั่นเพราะในสายตาของพวกเขา
สมบัติบรรพกาลเหล่านี้หายากเสียจนไม่คุ้มกับเวลาที่เสียไปนั้นเลย
มีเพียงฉู่โม่วเท่านั้นที่ได้พลังของนกล่าสมบัติช่วย ทำให้เขาสามารถหาสมบัติภายในพื้นที่แห่งนี้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
…
คืนนั้น
ฉู่โม่วเปิดถ้ำใหม่เพื่อเข้าไปพักอาศัยและเริ่มที่จะตรวจสอบดูว่าในวันนี้เขาได้อะไรมาบ้าง
ผลวิญญาณเพลิงสีม่วงสิบเจ็ดลูก
ทับทิมเขี้ยวพยัคฆ์สี่ชิ้น
หญ้าสองขั้วเจ็ดต้น
ใบไม้ร่าเริงสีขาวเก้าใบ
ทรายผงเหล็กห้ากิโล
ไหมเมฆาแท้สามสิบสามเส้น
…
เพียงแค่หนึ่งวัน ฉู่โม่วก็ได้สิ่งของมากมายที่รวม ๆ แล้วน่าจะมีมูลค่าร่วมสองร้อยล้านหินปฐมกาลเลยทีเดียว
มันทำให้ฉู่โม่วมีความสุขสุด ๆ
ถึงแม้ว่าสิ่งของเหล่านี้จะไม่ได้ถูกฉู่โม่วใช้ทั้งหมด
แต่มันก็สามารถขายทอดตลาดได้ในมูลค่าที่สูง
“ได้เวลาพักผ่อนแล้วสำหรับวันนี้ ไว้พรุ่งนี้ค่อยเริ่มกันใหม่!”
ฉู่โม่วพูด
ครั้งนี้ เขาตั้งใจเข้ามาในเขตแดนลับเพื่อหวังเป็นมหาเศรษฐีอย่างแท้จริง
เพราะงั้นแล้ว ในวันพรุ่งนี้ เขาจะต้องตามล่าสมบัติและพืชวิญญาณให้ได้มาก ๆ ก่อนที่จะออกจากเขตแดนลับนี้ไป เพื่อที่จะใช้มันเป็นทุนทรัพย์ในการฝึกฝนพาตนเองขึ้นเป็นนายพลเมืองหรือไม่ก็แปดผู้ทำลายล้างให้ได้เลย!