ตอนที่ 114
บทที่ 114 ตำหนักขุมทรัพย์แห่งสำนักกระบี่สวรรค์!
October 22, 2026
บทที่ 114 ตำหนักขุมทรัพย์แห่งสำนักกระบี่สวรรค์!
แน่นอน
ฉู่โม่วไม่ใช่คนโง่ขนาดที่จะเปลี่ยนหินปฐมกาลระดับกลางเป็นหินปฐมกาลระดับต่ำแน่
นั่นเพราะอณูแห่งชีวิตที่ปลดปล่อยออกมาจากหินปฐมกาลระดับกลางนั้นมีมากกว่าหลายเท่าตัว ในสายตาของผู้ปลุกพลังขั้นสูง ๆ หินปฐมกาลระดับกลางมีค่ามากกว่าระดับต่ำหลายเท่านัก
เพราะงั้นหินปฐมกาลระดับกลางหนึ่งก้อนสามารถแลกเป็นเป็นหินปฐมกาลระดับต่ำได้ร้อยก้อน แต่หินปฐมกาลระดับต่ำร้อยก้อนไม่สามารถแลกเป็นหินปฐมกาลระดับกลางหนึ่งก้อนได้
และฉู่โม่วก็ตั้งใจจะเก็บหินปฐมกาลระดับกลางนี้ไว้ในสภาพเดิม เพื่อที่จะสามารถใช้มันในการซื้อของหรือสมบัติบรรพกาลที่หายาก ๆ โดยไม่ต้องห่วงว่าจะใช้หินปฐมกาลระดับต่ำมากมายเพียงใด
เขาเก็บเอาหินปฐมกาลระดับกลางทั้งหมดไปไว้ในมิติพกพา และนี่ก็หมายถึงหินปฐมกาลก้อนใหญ่นี้กำลังจะหมดไปแล้ว
แต่เพราะส่วนที่เหลือเบื้องล่างนี้เป็นเพียงหินปฐมกาลระดับต่ำที่กระจายตัวไปในดินเหมือนรากไม้ การจะขุดและเก็บมันขึ้นมาทั้งหมดจะทำให้เสียเวลามากเกินไป
ด้วยเหตุนี้ ฉู่โม่วจึงเลิกขุดต่อแล้วไต่ขึ้นจากหลุม
“คุ้มค่าจริง ๆ!”
เมื่อกลับขึ้นมาบนพื้นที่รกร้าง เขาหันมองหินปฐมกาลในมิติพกพาก่อนจะเผยสีหน้าตื่นเต้นไม่มิด
เพียงไม่กี่วันหลังจากที่เขามาในเขตแดนลับแห่งนี้ ฉู่โม่วก็ได้ทุนคืนกว่าสามร้อยล้านหินปฐมกาลระดับต่ำแล้ว! ไหนจะยังมีหินปฐมกาลระดับกลางอีกกว่าล้านชิ้นกับสมบัติที่ไปเก็บ ๆ มาร่วมสองล้านนั่นด้วย!
สิ่งนี้มั่นใจได้เลยว่า…
ไม่ว่าผู้ปลุกพลังคนไหนที่เข้ามาภายในเขตแดนลับครั้งนี้ ก็ไม่มีทางหาได้เท่าเขาแน่นอน
หลังจากที่จัดเก็บสิ่งของเข้าไปในมิติพกพาเรียบร้อยแล้ว ฉู่โม่วก็เรียกอาไต๋ออกมาอีกครั้งเพื่อบุกตะลุยหาสมบัติต่อ
ไม่นานนัก
ภายใต้การนำทางของอาไต๋ ฉู่โม่วก็ออกจากดินแดนรกร้างและเข้าสู่เขตเทือกเขาใหญ่
ที่นี่มียอดเขาอยู่มากมาย หากหันมองรอบ ๆ แล้ว ด้วยจำนวนที่มากมายนี้ก็ทำให้ขี้เกียจนับไปได้ง่าย ๆ เลย
นอกจากนี้ตามแนวทิวเขายังมีป่าไม้เขียวขจีอยู่ทั่วไปหมดด้วย
ป่าไม้เหล่านี้ แสงอาทิตย์ไม่อาจเล็ดลอดเพราะถูกพุ่มไม้ใหญ่บดบังจนทำให้ภายในมืดสลัว
มีเสียงคำรามของสัตว์อสูรมากมายหลายตนหลุดลอยมาให้ได้ยินเป็นระยะ ๆ
“อาไต๋ ยังอีกไกลหรือเปล่า?”
ฉู่โม่วถาม
“นายท่าน ข้ารู้สึกว่าน่าจะอีกราว ๆ 48 กิโลเมตร”
วิหคล่าสมบัติที่ยืนอยู่บนไหล่ของฉู่โม่วตอบกลับ
เขาพยักหน้าก่อนจะกระตุ้นจิตสัมผัสให้ทำงานตลอดเวลาที่กำลังเดินหาสมบัติชิ้นใหม่นี้
ตั้งแต่ที่ได้กลั่นปฐมวิญญาณ พลังจิตของฉู่โม่วก็ทรงพลังขึ้นแบบทะยานฟ้า จากแต่เดิมที่ระยะของมันจะใช้ได้เพียงแปดกิโลเมตร แต่ในตอนนี้ขยับไปได้ไกลถึงแปดสิบกิโลเมตรแล้ว!
มันครอบคลุมพื้นที่ตรวจจับได้มากกว่านายพลเมืองระดับสูงเสียอีก!
ตลอดทาง…
ฉู่โม่วใช้จิตสัมผัสในการช่วยตามหาสมบัติชิ้นนี้เรื่อย ๆ
กระทั่งมาถึงปลายทาง เขาก็พบกับหญ้าโลหิตที่มีประโยชน์ต่อผู้ฝึกยุทธ์เป็นอย่างมาก เพราะมันจะช่วยกลั่นเลือดและอณูแห่งชีวิตในร่างกายให้ดีขึ้น อีกทั้งมูลค่าในตลาดยังสูงไม่ใช่ย่อย
เขาไม่รอช้าที่จะเก็บมันลงไปในมิติพกพาด้วยความพอใจ
หลังจากที่เก็บของมีค่าไปหมดแล้ว ฉู่โม่วก็เตรียมที่จะกลับออกไป
แต่ในตอนนั้นเอง…
สีหน้าต้องเปลี่ยนไปขณะมองไปด้านหน้า
ด้วยการตรวจจับของจิตสัมผัสระยะไกล เขารับรู้ได้ถึงอณูแห่งชีวิตที่กำลังสั่นสะเทือนที่อยู่ห่างไปราว ๆ ห้าสิบหกกิโลเมตร
“ดูเหมือนจะมีการต่อสู้เกิดขึ้นตรงนั้น”
ฉู่โม่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจใช้พลังธาตุความมืดอำพรางกายและมุ่งหน้าไปยังทิศทางที่เกิดการต่อสู้
ใช้เวลาเพียงไม่นาน เขาก็เดินทางไปถึงบริเวณใกล้ ๆ จุดที่เกิดการปะทะแล้ว
แอบมอง…
ไม่ไกลจากจุดที่เขายืนอยู่ มีกลุ่มของผู้ปลุกพลังกำลังสู้กับสัตว์อสูรขนาดยักษ์อยู่สองตัว
“พวกนั้น… จากตระกูลสวี่นี่!”
ชุดที่ผู้ปลุกพลังเหล่านั้นสวมใส่แล้ว แสดงให้เห็นว่าเป็นคนจากตระกูลสวี่ รวมถึงหัวหน้าคนกลุ่มนี้ที่เคยยั่วโมโหฉู่โม่วไว้!
‘พวกนั้นมาหาอะไรกันในพื้นที่รกร้างแบบนี้เนี่ย?’
เขาขมวดคิ้วและเกิดความสงสัยขึ้น
ในขณะที่กำลังมองสถานการณ์อยู่นั้นเอง
สัตว์อสูรระดับ 5 ชั้นกลางสองตัวที่อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวก็กำลังพลาดท่าเสียที
ถึงแม้ว่าพวกมั้นทั้งสองจะไม่ได้อ่อนแอ แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเหล่าผู้ปลุกพลังกว่าร้อยคนที่ขั้นวรยุทธ์ต่ำสุดคือปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูง รวมถึงอีกเจ็ดแปดคนยังเป็นนายพลเมือง ดังนั้นแล้วโอกาสที่พวกมันจะเอาชนะคนกลุ่มนี้ได้จึงค่อนข้างริบหรี่
ไม่นานนัก
คนจากตระกูลสวี่ที่เคยหาเรื่องฉู่โม่วก่อนหน้าก็พบจุดอ่อนของสัตว์อสูร เขาใช้กระบี่แทงเข้าที่จุดตายอย่างรุนแรง ก่อนที่จะให้สมาชิกตระกูลสวี่คนอื่น ๆ ลงมือโจมตีเจ้าสัตว์อสูรตนนั้นในจังหวะเดียว
สัตว์อสูรอีกตนหนึ่งที่หมายจะเข้าไปช่วยพวกพ้องก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ท้ายสุดมันก็ถูกฆ่าตายตามกันไปอย่างรวดเร็ว
“พี่สวี่เถียนนี่แข็งแกร่งจริง ๆ ทำให้สัตว์อสูรระดับ 5 ชั้นกลางบาดเจ็บหนักได้ด้วยกระบวนท่าเดียว!”
“หากไม่ได้พี่สวี่เถียน บางทีพวกฉันอาจจะต้องใช้เวลากำจัดพวกมันนานกว่านี้แน่ ๆ!”
“ใช่แล้ว”
“คิด ๆ ดูแล้ว พี่สวี่เถียนเองก็อายุไล่ ๆ กับพวกเราแท้ ๆ แต่เป็นถึงนายพลเมืองระดับต้น ในขณะที่พวกเรายังเป็นแค่ปรมาจารย์ยุทธ์ระดับสูงอยู่เลย ถ้าไม่ได้เขาอาจจะมีพวกเราที่ต้องตายเพิ่มระหว่างการต่อสู้แน่ ๆ!”
“ไม่ต้องกังวล เมื่อไหร่ที่เข้าไปในนัันได้ บางทีพวกเราอาจจะมีโอกาสได้พัฒนาขึ้นเป็นนายพลเมืองเหมือนเขาก็ได้นะ!”
“พูดถึงเรื่องนี้แล้วฉันก็นึกขึ้นได้ เหมือนผู้นำตระกูลจะกำชับให้พวกเราปิดปากเรื่องนี้ไว้ให้แน่นเลยนี่ ห้ามพูดอะไรจนกว่าจะออกจากที่นี่”
“เพราะเขากลัวข่าวเรื่องโบราณสถานนี่จะรั่วไหลมั้ง”
“เมื่อไหร่ที่พวกเราได้สมบัติที่ซ่อนอยู่ภายในโบราณสถานนั้นมา ตระกูลสวี่จะต้องแข็งแกร่งขึ้นมากแน่ ๆ! และเมื่อนั้นฐานจินหลิงจะต้องตกเป็นตระกูลสวี่แน่นอน!”
“ฉันอยากจะให้วันนั้นมาถึงเร็ว ๆ จริง ๆ!”
หลังจากที่จัดการสัตว์อสูรลงได้ เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จากตระกูลสวี่ก็พากันพักผ่อน ระหว่างนั้นพวกเขาก็คุยกันไปเรื่อยเปื่อย
“พอแล้ว ๆ เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว ใครจะพักก็รีบพัก ใครหายเหนื่อยแล้วก็ทำความสะอาดเนื้อตัวให้เรียบร้อย พวกเราจะออกจากที่นี่กันในสิบนาที!”
ขณะที่พวกเขากำลังพูดอยู่นั้น
นายพลเมืองคนหนึ่งก็ลุกขึ้นแล้วต่อว่า
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งหลายทำได้เพียงเงียบลง ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก
ระหว่างนั้น
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ที่บาดเจ็บก็ถือโอกาสกลืนยาฟื้นฟูร่างกายเพื่อรักษาบาดแผล ส่วนบางคนก็ไปไล่เก็บวัตถุดิบที่ร่วงมาจากร่างของสัตว์อสูรสองตัวเงียบ ๆ
สิบนาทีหลังจากนั้น ทั้งหมดก็เริ่มออกเดินทางต่อตามแผน พวกเขามุ่งหน้าไปยังส่วนที่ลึกลงไปอีกของภูเขา
ระหว่างทาง
สวี่เถียน ผู้เก่งกาจก็เดินนำหน้ากลุ่มไป เขาพูดคุยกับเหล่านายพลเมืองคนอื่น ๆ ไปด้วย