ตอนที่ 124
บทที่ 124 สามีเพียงคนเดียวในชีวิตของฉัน กับ แผนการของสวี่หล่าง!
October 22, 2026
บทที่ 124 สามีเพียงคนเดียวในชีวิตของฉัน กับ แผนการของสวี่หล่าง!
ที่โต๊ะอาหารเย็น
ขณะที่กำลังรับประทานอาหาร ฉู่โม่วก็พูดคุยกับเฉินซีเวยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดในเขตแดนลับไปด้วย ระหว่างที่ฟังเรื่องเล่าจากเธอ หญิงสาวก็ไม่ได้กะพริบตาเลย ใบหน้านั้นแสดงให้เห็นว่าเธอกำลังมีความสุขที่สุด
ตลอดเวลาสองเดือน ที่ฉู่โม่วไม่อยู่ เธอเอาแต่กังวลคิดถึงเขาอยู่ทุกค่ำคืน
โชคดีที่เขาสามารถกลับมาได้อย่างปลอดภัย แถมยังได้โอกาสที่ดีที่สามารถก้าวขึ้นเป็นนายพลเมืองอีก
ภายหลังจากที่รับประทานอาหารด้วยกันเสร็จ
ทั้งสองก็ไม่ได้เลือกที่จะไปฝึกฝนต่อ แต่เลือกที่จะนั่งคุยกันแทน
“จริงสิ ฉันมีของขวัญจะให้เธอด้วย”
ระหว่างที่กำลังคุยกันอยู่ ฉู่โม่วก็นึกถึงอะไรขึ้นมาได้ เขาพูดและยิ้มให้อีกฝ่าย
“ของขวัญเหรอ? อะไรล่ะนั่น?”
เฉินซีเวยถามด้วยความอยากรู้
เพียงแค่พูดไปเช่นนั้น
เธอก็เห็นฉู่โม่วยื่นมือไปสัมผัสโต๊ะเบา ๆ และในชั่วพริบตา สิ่งของราว ๆ สามถึงสี่อย่างก็ปรากฏขึ้นมา
กระบี่พิสุทธิ์ โล่ลับดารา คัมภีร์กระดาษหยก
พลังวิญญาณที่ปลดปล่อยออกมาจากตัวกระบี่นั้นไม่ธรรมดาเลย ปลายแหลมของมันราวกับกำลังกรีดลึกลงไปในจิตวิญญาณของเธออยู่ ความเย็นยะเยือกที่ไม่อาจจะมองเห็นได้กำลังบ่งบอกเธอว่า ตัวมันนั้นไม่ใช่กระบี่ที่สามารถพบได้ทั่ว ๆ ไป!
ในส่วนของโล่ลับดารา ที่บนพื้นผิวด้านหน้าของมันถูกประดับไว้ด้วยลวดลายที่น่าพิศวง เพียงแค่เหลือบตามองก็สัมผัสได้ถึงพลังของโลกและสวรรค์ที่แผ่ซ่านออกมาผ่านลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์นั้นแล้ว ความรู้สึกเหมือนโดนครอบงำนี้ยากต่อการที่จะสลัดออกสุด ๆ
และอย่างสุดท้าย คัมภีร์กระดาษหยก …ถึงแม้ว่าเฉินซีเวยจะไม่รู้ว่าอะไรถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์เล่มนี้ แต่เพียงแค่ได้สูดหายใจเข้าไปเบา ๆ กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากมันก็ทำให้รู้สึกได้… ว่าสิ่งที่อยู่ภายในนั้นไม่ใช่กระบวนท่าที่เคยพบเห็นมาก่อน เผลอ ๆ ไม่เพียงแค่เธอที่ไม่เคยเห็น แต่อาจจะเป็นคนเกือบทั้งโลกเลยก็ได้!
ผลลัพธ์ที่ออกมาก็อย่างที่คิด
“กระบี่เล่มนี้ถูกเรียกว่ากระบี่พิสุทธิ์ เป็นกระบี่ที่เคยเป็นของยุทธภัณฑ์วิญญาณมาก่อน!”
“ส่วนคัมภีร์กระดาษหยกนี่ ฉันได้มาจากซากโบราณสถาน ข้างในบันทึกกระบวนท่าลับเอาไว้ เป็นกระบวนท่าลับของสำนักที่พังทลายไป ชื่อว่า บัญญัติแห่งกระบี่สวรรค์ พลังของมันเทียบเท่าได้กับกระบวนท่าระดับแพลทินัมเลย!”
“ส่วนโล่ลับดารา นี่… เป็นสมบัติบรรพกาลที่หายากมาก ๆ ครั้งหนึ่งที่เธอเคยทลายขีดจำกัดของร่างกายและขึ้นเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้ ในตอนนี้เธอก็เป็นจอมยุทธ์ระดับสูงแล้ว อีกไม่นานก็จะต้องทลายขีดจำกัดร่างกายอีกครั้ง เมื่อตอนนั้นมาถึง เธอจะสามารถฝึกกระบวนท่าดูดซับอณูแห่งชีวิตได้พร้อมกับใช้โล่ลับดารานี้ อย่ายอมแพ้ไปก่อน สร้างรากฐานที่ไร้ที่ติให้ได้ และก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ!”
พูดอธิบายแล้ว ฉู่โม่วก็นำของทั้งสามสิ่งนี้มอบให้เฉินซีเวย
“พวกนี้…”
ฟังคำอธิบายของฉู่โม่ว ดวงตาของเฉินซีเวยก็เปิดกว้าง แสดงออกให้เห็นว่าเธอกำลังเหลือเชื่อสุด ๆ
แน่นอน หญิงสาวเคยได้ยินเรื่องยุทธภัณฑ์วิญญาณมาก่อน
มันคืออาวุธที่จะมีระดับอยู่เหนืออาวุธทั่วไป ไม่เพียงเท่านั้น อาวุธแต่ละชิ้นของเขายังถูกเติมพลังวิญญาณอัดแน่นเข้าไปจนกล้าแข็งด้วย!
ดังนั้นแล้ว อาวุธพลังวิญญาณแต่ละชิ้นจึงมีมูลค่าสูงมาก ๆ ขนาดที่ต่อให้เป็นจ้าวยุทธ์ก็ยังยากที่จะหามาไว้ในครอบครอง
และกระบวนท่าระดับแพลทินัมนั้น เมื่อเทียบกับระดับทองแล้ว บัญญัติแห่งกระบี่สวรรค์นั้นมีค่าสูงส่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ในส่วนของโล่ลับดารานี้ เธอไม่รู้ว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่เพียงแค่ได้มองก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายพลังปริศนาที่ฟุ้งกระจายออกมา แค่นี้ก็ทำให้รู้แล้วว่าสิ่งนี้ไม่ธรรมดา
ที่สำคัญที่กว่านั้น
เธอรู้สึกได้ว่า ร่างกายของเธอกำลังโหยหาโล่ลับดาราชิ้นนี้! มันบ่งชัดว่าพลังวิญญาณของสมบัติบรรพกาลและพลังวิญญาณของเธอมันเหมาะสมกันสุด ๆ
ของล้ำค่าทั้งสามชิ้น
หากมีชิ้นใดชิ้นหนึ่งออกสู่สายตาชาวโลกได้ล่ะก็ จะต้องมีกองกำลังใหญ่ ๆ มากมายในฐานจินหลิงเป็นบ้าเป็นหลังกันแน่ ๆ!
ทั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นแบบนั้น แต่ของล้ำค่าทั้งสามในตอนนี้กลับตกเป็นของเธอไปเสียแล้ว
เพราะงั้นแล้วเรื่องนี้มันจึงทำให้เฉินซีเวยรู้สึกเหมือนฝันไป
เธอพยายามอย่างมากที่จะไม่มองสมบัติทั้งสามชิ้นนี้และหันไปมองฉู่โม่วก่อนจะพูด “ม… มันมีค่ามากเกินไป… ฉันรับมันไว้ไม่ได้หรอก!”
“ถึงแม้ว่าของพวกนี้จะมีค่ามากก็จริง แต่มันเป็นของนอกกายน่ะ แล้วก็อีกอย่าง ด้วยพลังของฉันในตอนนี้ ฉันไม่ต้องใช้มันอยู่แล้ว”
“แทนที่ฉันจะเก็บไว้เอง สู้เอาของพวกนี้ให้เธอไปเสริมความแข็งแกร่งจะยังดีกว่า!”
พูดไปแบบนั้น
ฉู่โม่วก็หยุดไปครูหนึ่งก่อนจะพูดเสริม “ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อตอนที่ฉันตกต่ำ เธอเองก็คอยอยู่ข้างเคียงข้าง… อดทนผ่านทุกอย่างไปด้วยกันกับฉัน ตอนนี้น่ะ… ฉันรู้แล้วล่ะ ว่าคนที่สำคัญกับฉันมากที่สุดในชีวิต ก็คือเธอนะ”
“แล้วก็…”
“ถึงแม้ว่าทั้งเธอแล้วก็ฉันจะยังไม่ได้แต่งงานกัน แต่ในใจของฉัน เธอก็เป็นเหมือนภรรยาคนสวยของฉันไปแล้ว”
“ถ้าหากเธอตกลงที่จะรับฉันเป็นคู่ชีวิตไปแล้วล่ะก็ …จะปฏิเสธไม่ได้แล้วนะ!”
เฉินซีเวยไม่คาดคิดเลยว่าฉู่โม่วจะพูดเรื่องนี้กับเธอตรง ๆ เช่นนี้
สีหน้าของเธอขึ้นสีแดงระเรื่อไปพักใหญ่ ๆ
แต่…
หญิงสาวก็ไม่ได้หลบหน้าเขาแต่อย่างใด กลับกัน เธอก็เลือกที่จะมองหน้าอีกฝ่ายตรง ๆ และพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ในใจของฉัน นายเองก็เป็นสามีเพียงหนึ่งเดียวของฉันเหมือนกัน”
“ตกลงตามนั้นนะ!”
เขาตอบรับด้วยรอยยิ้ม
ภายหลังจากที่ได้บอกความในใจกันไปแล้ว ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็กระชับเข้ามาใกล้กันมากยิ่งขึ้น
เมื่อให้เฉินซีเวยรับของทั้งสามชิ้นไปแล้ว ทั้งสองก็นั่งลงไปบนเก้าอี้ภายในสวนและพูดคุยกันไปเรื่อย
กว่าที่หนุ่มสาวจะรู้ตัว พวกเขาก็โอบกอดซึ่งกันและกันไว้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ขณะนั้น ท้องฟ้าเบื้องบนก็เข้าสู่ช่วงโพล้เพล้แล้ว ดวงตะวันคล้อยอ่อนหลบไปหลังเส้นขอบฟ้าสร้างเป็นทิวทัศน์ยามเย็นที่งดงามออกมา
แสงยามเย็นนั้นส่องผ่านร่างของเฉินซีเวยและฉู่โม่ว ราวกับเป็นสายลมที่อบอุ่นที่กำลังแสดงความยินดีให้กับความสัมพันธ์ของทั้งสองที่พัฒนามากขึ้น
ด้วยแสงสีทองอร่ามของยามเย็นเช่นนี้เอง สวนที่คุ้นเคย กลับกลายเป็นเหมือนดินแดนในฝันไปเสียแล้ว
“จะอ้วก… นกน้อยรับไม่ได้!”
บนต้นไม้ที่อยู่ด้านข้าง
อาไต๋อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ ถ้อยคำของเธอเต็มไปด้วยความเอือมระอา
ใต้ต้นไม้ต้นเดียวกัน
เสี่ยวจินเองก็พยักหน้าเห็นด้วย
“เจ้าทึ่มเอ๊ย!”
นกล่าสมบัติเหลียวมองไปยังอีกฝ่ายที่พยักหน้าก่อนจะหันไปมองฉู่โม่วอีกครั้ง แววตาของเธอเปี่ยมด้วยความอิจฉา “พ่อนักรัก เมื่อไหร่จะเป็นตาของฉันบ้างนะ?”
…
แสงจันทร์นวลผ่องอาบฟ้าเสมือนสายน้ำสีจาง
ฉู่โม่วออกมายังชั้นดาดฟ้าของคฤหาสน์
สายลมยามค่ำคืนนี้พัดเอื่อย มันค่อนข้างเย็นแต่ในขณะเดียวกันก็ค่อนข้างสบายตัวเลยด้วย
อาบด้วยสายลมเช่นนี้ หัวใจของฉู่โม่วก็รู้สึกหนาวสั่นเล็กน้อย
ขีดจำกัดทางธรรมชาติของเฉินซีเวยนั้นสูงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว
แต่ถ้าเทียบกับเหล่าผู้มีพรสวรรค์คนอื่น ๆ ในฐานขนาดใหญ่แห่งนี้ เธอก็ถือว่ายังด้อยกว่าอยู่มาก
ดังนั้น เพื่อให้หญิงสาวมั่นใจในตนเองและพยายามฝึกฝนต่อไป ของทั้งสามชิ้นที่นำไปให้นั้น จะช่วยให้ขีดจำกัดของเธอเพิ่มสูงขึ้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เฉินซีเวยสามารถทลายขีดจำกัดที่สูงขึ้นได้นั้น เธอจะสามารถกลับกลายเป็นผู้มีพรสวรรค์ระดับสูงได้อย่างแน่นอน!
และด้วยวิธีนี้ ในอนาคต เฉินซีเวยก็จะไม่มีปัญหาอะไรหากจะขยับขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์!
คิดแบบนั้นแล้ว ฉู่โม่วก็รู้สึกโล่งอกขึ้นมานิดหน่อย
ทว่าตอนนั้นเอง
เรื่องของตระกูลสวี่ก็กลับเข้ามาในหัวอีกครั้ง
ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับตระกูลสวี่นั้นเริ่มเข้าใกล้จุดแตกหักขึ้นมาทุกที ๆ เพียงแค่ว่าทั้งเขาและอีกฝ่ายไม่เคยเผชิญหน้ากันตรง ๆ เลย
มีเพียงการกำจัดอีกฝ่ายออกไปให้หมดเท่านั้น ชายหนุ่มถึงจะรู้สึกได้ว่าฐานจินหลิงนั้นปลอดภัย
ไม่เช่นนั้นแล้ว เขาก็ยังคงต้องคอยระมัดระวังว่าตระกูลสวี่จะใช้แผนการอะไรเล่นงานเขาอีก
‘ถึงตอนนี้ฉันจะเข้าสู่ขั้นนายพลเมืองได้แล้ว และความแข็งแกร่งก็เพิ่มขึ้นขนาดที่สามารถสู้กับจ้าวยุทธ์ระดับต้นได้อย่างสูสี แต่เพราะตระกูลสวี่นั้นถือเป็นหนึ่งในกองกำลังหลักของฐานจินหลิง ดังนั้นจะประมาทความแข็งแกร่งของตระกูลนี้ไม่ได้!’
“ถึงแม้ว่าพวกเขาจะมีจ้าวยุทธ์เพียงแค่คนเดียวเท่าที่รู้ แต่เป็นไปได้ว่าอาจจะมีอะไรซ่อนไว้ที่เบื้องหลังอีกแน่ ๆ!”
ฉู่โม่วค่อนข้างมั่นใจเลยทีเดียว
การที่ตระกูลใหญ่ขนาดนี้สามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยสิ่งที่ค้ำจุนอยู่เบื้องหลัง แสดงว่าพวกเขาจะต้องมีไพ่ในมืออย่างที่คนธรรมดา ๆ ทั่ว ๆ ไปคิดไม่ถึงอย่างแน่นอน
หากคิดจะถอนรากถอนโคนตระกูลนี้ให้สมบูรณ์ …เขาจะต้องเตรียมตัวให้ดี