ตอนที่ 179
บทที่ 179 วันนี้ ฉันคือผู้ไร้เทียมทาน!
October 22, 2026
บทที่ 179 วันนี้ ฉันคือผู้ไร้เทียมทาน!
“คุณฉู่เดาถูกแล้ว ภายในเรื่องที่สถานศึกษาสอนได้ปกปิดบางอย่างไว้จริง ๆ และสิ่งนั้นก็เกี่ยวข้องกับมนุษย์ถ้ำนี้เสียด้วย”
เห็นสีหน้าของฉู่โม่ว บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็เหมือนจะรู้แล้วว่าฉู่โม่วคิดอะไรอยู่ เขาจึงพยักหน้าเบา ๆ
จากนั้นก็พูดต่อ “สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ในตำราเรียนนั่นก็ใช่ว่าจะไม่จริง แต่แค่พูดไม่หมด”
“ยกตัวอย่างเช่น เรื่องที่มนุษยชาติค้นพบว่าผู้ปลุกพลังสามารถดูดกลืนอณูแห่งชีวิตมาพัฒนาตนเองได้ จนสามารถครอบครองพลังอันยิ่งใหญ่… คุณฉู่ ตัวท่านนั้นที่มีพลังพรสวรรค์อันแก่กล้า ใช้เวลาเท่าไหร่กันล่ะกว่าจะสามารถพัฒนาขึ้นมาจนได้ในระดับนี้?”
“แล้ว… ถ้าฉันเปลี่ยนประธานในประโยคเป็นผู้ปลุกพลังธรรมดา ไม่ได้มีพรสวรรค์เลิศเลอ ท่านคิดว่าเขาคนนั้นจะใช้เวลานานขนาดไหนกันกว่าจะสามารถสู้กับสัตว์อสูรได้?”
พูดมาเช่นนั้นแล้ว
บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็ไม่ได้รอให้ฉู่โม่วตอบแต่อย่างใด เขาเลือกจะตอบหลังจากยิงคำถามออกไปแล้ว “ฉันเองก็ถือได้ว่าเป็นคนที่มีพรสวรรค์สูงคนหนึ่ง ในยามที่อายุย่างเข้าสิบห้าปีตระหนักได้ว่าตนเองมีพลังกายเหลือล้นและมีพรสวรรค์ที่จะฝึกปรือ ฉันในวัยยี่สิบหกปีได้ก้าวขึ้นเป็นปรมาจารย์ยุทธ์ อายุสามสิบเก้ากลายเป็นนายพลเมือง และในวัยหนึ่งร้อยหกปีได้กลายเป็นจ้าวยุทธ์ ในวันนี้เด็กคนนั้นกลายเป็นชายชราอายุร้อยสี่สิบปีเข้าไปแล้ว”
“ฉันในวัยร้อยสี่สิบปีเป็นจ้าวยุทธ์ ที่แม้ว่ากาลเวลาจะทำให้การฝึกยุทธ์ของเด็กรุ่นใหม่พัฒนาได้อย่างรวดเร็ว แต่ฉันยังเป็นผู้ยิ่งใหญ่อยู่”
“ย้อนกลับไปวันวานที่โลกเพิ่งจะเปลี่ยนแปลง สภาพแวดล้อมของโลกกับอณูแห่งชีวิตแย่กว่าตอนนี้อีกกี่เท่าตัวก็ไม่อาจเปรียบได้ ทำให้แม้ผู้ปลุกพลังคนนั้นจะมีพรสวรรค์สูงส่งขนาดไหน การที่จะปกป้องตนเองรวมถึงทวงคืนแผ่นดินให้มวลมนุษยชาติได้ก็จำเป็นที่คนคนนั้นจะต้องมีพลังขั้นจ้าวยุทธ์เป็นอย่างต่ำ หรือไม่ก็เป็นราชันย์ยุทธ์ไปเลย!”
“แต่ท่านคิดว่าพวกเราจะซื้อเวลาขนาดนั้นกันได้อย่างไร?”
“ลำพังเพียงพลังของมนุษย์ละก็ ไม่มีทางอย่างแน่นอน เผลอ ๆ มนุษยชาติอาจจะสูญพันธุ์ไปตั้งแต่การที่สัตว์อสูรเริ่มโถมกันเข้ามาแล้วด้วย!”
ได้ฟังเรื่องนี้แล้ว
ฉู่โม่วก็เหมือนจะเข้าใจอะไรขึ้นมาได้บ้างแล้ว เขาคิดให้ดีก่อนจะพูด “หรือว่า… พวกเราได้รับความช่วยเหลือจากมนุษย์ถ้ำมาก่อนเหรอครับ?”
บรรพบุรุษตระกูลหมัวพยักหน้า
“โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และเปลี่ยนแปลงไปจนไม่มีวันหวนคืนกลับไปดังเก่า ภายหลังจากที่อณูแห่งชีวิตที่อยู่ในอากาศหลั่งไหลลงไปใต้ดิน มนุษย์ถ้ำเหล่านี้ก็ปรากฏตัวขึ้นมา พวกเขามีพลังที่กล้าแกร่งและเหมือนว่าจะได้ให้คำสัญญาอะไรบางอย่างไว้กับมนุษย์ ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงช่วยมนุษย์ในการต่อต้านพลังของสัตว์อสูรที่โถมเข้ามาและช่วยสร้างฐานอยู่อาศัยให้… ทำให้มีมนุษย์อยู่ในทุกวันนี้ สุดยอดฐานทั้งสิบแห่งคือฐานลำดับแรกที่มนุษยชาติสร้างขึ้นมา และมันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีมนุษย์ถ้ำเหล่านั้นช่วยเหลือ”
“ว่ากันว่า ในช่วงเริ่มต้นมีมนุษย์ถ้ำที่คอยช่วยเหลือพวกเราถึงหลักร้อยตน แต่ภายหลังจากที่โดนสัตว์อสูรยุคแรกเริ่มเข้าจู่โจมอย่างหนัก ทำให้เหลือพวกเขาอยู่ราว ๆ สิบตนเท่านั้น และทั้งสิบตนนั้นก็กระจายตัวไปอยู่ในสิบสุดยอดฐานที่ตอนนั้นกำลังอยู่ในช่วงพัฒนา”
“เหล่ามนุษย์ถ้ำไม่เพียงแต่ช่วยมนุษย์พัฒนาสุดยอดฐานขึ้นมาได้ แต่ยังคอยช่วยเหลือมนุษย์ในเรื่องของการฝึกฝนวรยุทธ์ จัดการแบ่งลำดับขั้นพลัง รวมถึงนำสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ออกมาให้แก่มนุษย์ เพื่อช่วยให้พวกเราพัฒนาความสามารถขึ้นไปได้อย่างรวดเร็วด้วย”
“เพราะแบบนี้เอง มนุษยชาติถึงสามารถก้าวผ่านยุคมืดมนมาได้ และสามารถสร้างที่อยู่อาศัยบนดาวที่ตนเรียกว่า ‘บ้าน’ ได้อีกครั้งหนึ่ง จากนั้นพัฒนาจนยิ่งใหญ่มาเรื่อยจนถึงตอนนี้”
ในตอนท้าย บรรพบุรุษตระกูลหมัวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถ้อยคำของเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกมากมาย
ได้ฟังเรื่องเล่านั้น ฉู่โม่วเองก็ตระหนักได้ถึงหลายสิ่งหลายอย่าง
เขาเข้าใจแล้วถึงต้นกำเนิดของมนุษย์ถ้ำ และพอจะเข้าใจได้แล้วว่าทำไมมนุษย์ถ้ำเหล่านี้ถึงพูดภาษามนุษย์ได้
แต่ไม่นาน เมื่อคิดได้ถึงบางอย่าง เขาก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้วอีกครั้งและเอ่ยถาม “ทำไมมนุษย์ถ้ำพวกนี้ถึงอยากจะช่วยมนุษยชาติอย่างพวกเราล่ะครับ?”
เมื่อครั้งที่มนุษยชาติยังไม่ได้มีพลังกล้าแกร่งอะไรขนาดนั้น พวกเขาทำได้เพียงเอาตัวรอดจากการโจมตีของสัตว์อสูรเท่านั้น
ทั้งที่มนุษย์ถ้ำเหล่านี้มีพลังที่แข็งแกร่งกว่า แต่ทำไมยอมทุ่มทุกอย่างที่มีเพื่อช่วยเหลือมนุษย์ถึงเพียงนี้ ไหนจะช่วยสร้างฐานที่อยู่อาศัย รวมไปถึงช่วยพัฒนาวรยุทธ์และนำสมบัติแห่งโลกและสวรรค์ต่าง ๆ มาให้อีก
ไม่ว่าจะมองมุมไหน มนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับหนูตกถังข้าวสารเลย!
และเหตุการณ์เช่นนี้ก็ไม่ได้พบเจอกันได้โดยทั่วไปด้วย
ยังไงเสีย
สิ่งมีชีวิตทุกตนก็ย่อมมีความเห็นแก่ตัวเป็นของตนเองอยู่แล้ว
ต่อให้เป็นสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธ์ุเดียวกันก็ตาม พวกเขายังคิดต่างกันได้ ซึ่งไม่ต้องพูดถึงมนุษย์กับมนุษย์ถ้ำเลย
การที่เป็นสิ่งมีชีวิตต่างเผ่าพันธุ์กันขนาดนี้ แน่นอนแล้วว่าพวกเขาต้องมีความคิดอ่านต่างกันไปด้วย!
“เรื่องนั้นข้าเองก็ไม่รู้เช่นกัน”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำถามที่ฉู่โม่วถามออกมา บรรพบุรุษตระกูลหมัวก็ทำได้เพียงส่ายหน้าแล้วพูด “อย่างไรก็ตาม พี่ชายของข้าได้บอกเอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ของมนุษยชาติกับมนุษย์ถ้ำค่อนข้างละเอียดอ่อนมาก ๆ และดูเหมือนพวกเขาจะทำตัวปกปิดตนเป็นความลับ แม้จะมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นแต่ก็ห่างไกลกัน ดังนั้นจึงบอกได้ยากมากว่าพวกเรากับมนุษย์ถ้ำมีความสัมพันธ์กันแบบไหน!”
พูดมาถึงตรงนี้
เขาก็เหลือบมองฉู่โม่ว “หากวันใดวันหนึ่งคุณฉู่เผอิญพบกับมนุษย์ถ้ำเข้าละก็ ทางที่ดีที่สุดควรจะเก็บเงียบไว้ดีกว่านะ ไม่เช่นนั้นจะถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องอะไรต่อมิอะไรโดยไม่จำเป็นก็ได้”
“เรื่องที่ฉันผ่านโลกมาเยอะก็มีเพียงเท่านี้”
ฉู่โม่วรู้ดีว่านี่คือคำเตือน เพราะงั้นเขาจึงพยักหน้ารับโดยไม่ถามอะไรต่อ
จากนั้น
พวกเขาทั้งหมดก็ไม่วกกลับมาคุยเรื่องนี้อีก แต่เปลี่ยนไปคุยเรื่องการฝึกฝนแทน
ทั้งสามคนนี้ล้วนเป็นจ้าวยุทธ์กันทั้งหมด ดังนั้นแต่ละคนก็จะมีประสบการณ์มากมายที่แตกต่างกัน ภายหลังจากที่แลกเปลี่ยนประสบการณ์แล้ว พวกเขาต่างได้รับสิ่งที่เป็นประโยชน์กลับไปกันทั้งสิ้น
ช่วงเย็น
เฉินซีเวยและหมัวซานซานก็กลับเข้ามายังจุดที่ฉู่โม่วอยู่
เพราะงั้นทั้งฉู่โม่วและเฉินซีเวยจึงกล่าวคำลากับทุกคนในพันธมิตรเครือหอการค้าหยกแก้วก่อนจะกลับออกไป
…
กลับมาถึงคฤหาสน์
เฉินซีเวยได้วัตถุดิบการฝึกฝนมามากมาย เพราะงั้นหลังจากที่พูดคุยกับฉู่โม่วพักหนึ่งแล้ว เธอก็รีบแยกตัวกลับไปฝึกทันที
ส่วนฉู่โม่วนั่งอยู่ในห้องที่เงียบสงบ
และหวนคิดถึงเรื่องที่ได้คุยกับบรรพบุรุษตระกูลหมัวอยู่ในใจ
ต้องยอมรับเลยว่า…
สิ่งที่ชายชราผู้นั้นพูดไว้ทำให้เข้าใจสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ถ้ำได้มากยิ่งขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความสงสัย
ทว่า…
ยังไงก็ต้องทำอย่างที่บรรพบุรุษตระกูลหมัวพูด
เขาจะเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้มากไม่ได้!
ก่อนจะได้พลังที่แข็งแกร่งเพียงพอกับสถานะที่ดีกว่านี้ เขาไม่ควรไปยุ่งกับเรื่องนี้เพื่อไม่ให้ไปสร้างศัตรูเข้าโดยบังเอิญ!
‘เพราะงั้น…’
‘เลิกคิดเรื่องนี้ไปก่อนก็แล้วกัน’
‘ไว้เดี๋ยวแข็งแกร่งขึ้นแล้ว บางทีความลับที่ยังซุกซ่อนอยู่เดี๋ยวมันก็คลายออกมาเองนั่นแหละ และเมื่อถึงตอนนั้นจะไม่มีอะไรเป็นปัญหาอีกต่อไป’
เขาคิดกับตนเอง
…
ชายหนุ่มตื่นขึ้นจากการฝึกฝนและตระหนักได้ว่าพลังของเขาอยู่ในจุดสูงสุดแล้ว เพราะงั้นเขาจึงลอยขึ้นไปในอากาศ
ภายหลังจากที่จับทิศจับทางได้ ฉู่โม่วก็กลายเป็นละอองแสงและพุ่งตรงออกนอกฐานจินหลิงทันที