ตอนที่ 286
บทที่ 286 พรสวรรค์แต่กำเนิดของเสี่ยวจิน, กลับมาพบกับหมัวซานซานอีกครั้ง
October 22, 2026
บทที่ 286 พรสวรรค์แต่กำเนิดของเสี่ยวจิน, กลับมาพบกับหมัวซานซานอีกครั้ง
“เสี่ยวจิน แสงสีทองที่เปล่งออกจากตาของแกเมื่อกี้คืออะไรน่ะ?”
ฉู่โม่วที่นั่งอยู่บนหลังพญาหงส์ทองคำตัวยักษ์ถามขึ้นด้วยความอยากรู้
“เจ้านาย สิ่งนี้เป็นพลังแฝงที่มากับสายเลือดของข้า ภายหลังความบริสุทธิ์ทางสายเลือดจึงเพิ่มมากขึ้น มันเรียกว่า เนตรสวรรค์ทองคำ เมื่อใดก็ตามที่แสงสวรรค์นี้ทอดยาวออกไป สรรพสิ่งที่ถูกแสงสวรรค์อาบ หากสิ่งนั้นคือมลทิน พวกมันจะสลายไปด้วยพลังของแสงสวรรค์ขอรับ เป็นวิชาที่ทรงพลังมาก ๆ”
“ตัวข้าเองยังไม่ได้เข้าถึงวิชานี้ได้มากนัก เป็นเพราะข้าเพิ่งได้เรียนรู้มัน ถ้าข้ามีโอกาสได้ศึกษาและฝึกฝน พลังทำลายล้างของมันก็จะยิ่งรุนแรงมากขึ้นไปอีก”
เสี่ยวจินบอกฉู่โม่วไปตามตรง
เมื่อได้ยินดังนั้น ฉู่โม่วก็ประหลาดใจขึ้นมาเล็กน้อย
นี่แค่ระดับต้นเองนะ?
เขาเห็นชัดเจนว่าก่อนที่เนตรสวรรค์ทองคำจะโดนสัตว์อสูรตัวนั้น บรรยากาศโดยรอบนั้นก็ราวกับโดนชำระล้างไปด้วย และลำแสงที่พุ่งลงไปในน้ำยังทำให้น้ำบริเวณนั้นเดือดปุด ๆ อีกต่างหาก
ขนาดสัตว์อสูรระดับ 8 ยังสูญสลายไปอย่างง่ายดาย
ความรุนแรงขนาดนี้เป็นเพียงแค่ระดับต้นเท่านั้นเหรอ? สิ่งนี้ทำเอาฉู่โม่วรู้สึกประหลาดใจจริง ๆ
ไม่แปลกใจเลยว่าสัตว์อสูรทุกตนที่สามารถปลุกสายเลือดที่แท้จริงให้ตื่นได้ ทำไมจึงมีประสิทธิภาพในการเพิ่มความแข็งแกร่งสูงมากกว่าสัตว์อสูรทั่ว ๆ ไป
เป็นเรื่องจริงที่มีคำกล่าวว่าสัตว์อสูรเลือดบริสุทธิ์มีพลังพรสวรรค์เก่งกล้าพอที่จะท้าทายสวรรค์ได้ เมื่อเทียบกับสัตว์อสูรทั่ว ๆ ไปแล้ว พวกนั้นก็เหมือนกับหิ่งห้อยที่พยายามส่องแสงแข่งกับดวงจันทร์
“วิชานั้นแข็งแกร่งมาก แกฝึกฝนมันให้ดีก็แล้วกัน”
ฉู่โม่วพูดเตือน
“ขอรับ เจ้านาย”
เสี่ยวจินตอบรับอย่างมีความสุข นี่เป็นครั้งแรกเลยที่มันได้รับความชื่นชมจากผู้เป็นนายของตน
…
ภายหลังจากจัดการสัตว์อสูรได้แล้ว ฉู่โม่วและคนอื่น ๆ ก็เลือกที่จะพักผ่อนกันสักนิด ก่อนที่จะเดินทางต่อไป
แต่ทว่า
เพื่อป้องกันไม่ให้โดนสัตว์อสูรเข้ามารบกวนอีกครั้ง ฉู่โม่วจึงตัดสินใจปล่อยกลิ่นอายของเขาออกไปทั่วทั้งผืนน้ำ
ด้วยความแข็งแกร่งของเขาในตอนนี้
กลิ่นอายที่กลั่นจากพลังทั้งหมดที่มี มันเกือบจะเทียบเท่าได้กับราชันย์เทพยุทธ์ระดับ 6 ดาวได้แล้ว
ด้วยเหตุนี้ เหล่าสัตว์อสูรที่อยู่ในน้ำ ถึงแม้ว่ามันจะแข็งแกร่ง แต่หลังจากที่มันรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายของฉู่โม่ว พวกมันก็หวาดกลัวและหนีไป
บางตนก็หนีไปอย่างไร้ทิศทาง
บางตนก็ดำดิ่งลงไปให้ลึกที่สุดเท่าที่จะทำได้ พร้อมกับไม่กล้าขยับเขยื้อนไปไหนอีก
พวกมันกลัวว่าจะกลายเป็นเป้าหมายของฉู่โม่วกันจนขี้หดตดหาย
ด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงสามารถข้ามทะเลสาบไท่หูที่กว้างใหญ่ไพศาลมาได้อย่างรวดเร็ว
จากนั้นพวกฉู่โม่วก็รีบมุ่งหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดพัก จนกว่าจะถึงระยะทางที่คาดหมายไว้ เป็นเช่นนี้ไปจนกระทั่งเวลาผ่านไปห้าวัน ตอนนี้พวกเขาเข้าใกล้เขตฐานจินหลิงแล้ว
ฉู่โม่วยืนอยู่กลางอากาศ มองไปยังฐานจินหลิงที่อยู่ในระยะสายตา ชายหนุ่มอดไม่ได้ที่จะรู้สึกคิดถึงความหลัง เขามองมันอยู่พักใหญ่ ๆ
ถึงแม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด แต่เขาก็ได้หลายสิ่งหลายอย่างในฐานแห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นคัมภีร์มังกรคชสารอมตะ แสงสวรรค์แห่งต้าเหยี่ยน วิชากระบี่ของเฉินซิงซิงหรือแม้แต่แผนที่ภาพลวงตาศักดิ์สิทธิ์ สิ่งต่าง ๆ มากมายเหล่านี้ช่วยทำให้ร่างกายและความแข็งแกร่งของเขาพัฒนาขึ้นมาก
นอกจากนี้
เขายังได้พบเจอกับผู้คนมากมายในที่แห่งนี้ ไม่ว่าจะเป็นช่ายเฟิง หมัวซานซาน หรือแม้จะเป็นการก่อตั้งตำหนักลับแห่งสวรรค์ด้วยตัวเองด้วย
‘ไม่ได้กลับมาที่นี่เสียนาน ไม่รู้ว่าตอนนี้จะเป็นยังไงบ้างแล้วแฮะ’
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
ด้วยเหตุนี้
ตอนนี้เขาพร้อมที่จะเข้าไปภายในฐานพร้อม ๆ กับเฉินซีเวยที่มาด้วยกันแล้ว
แต่ตอนนั้นเอง ฉู่โม่วก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นอายที่คุ้นเคยอยู่ห่างจากเขาไม่ไกล
“อะไรน่ะ?”
เขาหรี่ตามองก่อนจะพูด “ซีเวย ไปดูกันเถอะว่าตรงนั้นมีอะไร”
…
ไกลออกไป
ภายในป่าใหญ่
หมัวซานซานกำลังต่อสู้ร่วมกับกลุ่มผู้ปลุกพลังโดยมีศัตรูเป็นสัตว์อสูรฝูงใหญ่ และดูเหมือนว่าการต่อสู้นี้จะหนักกว่าที่เธอคาดคิด
มันเป็นฝูงสัตว์อสูรที่มีจำนวนกว่าร้อยตัว ซึ่งแต่ละตัวก็แข็งแกร่งมาก ส่วนใหญ่เป็นระดับ 4 และมีบางส่วนที่แข็งแกร่งระดับ 5 เลย
ในตอนนี้ หมัวซานซานเป็นนายพลเมืองระดับสูงสุดแล้ว ในขณะที่ผู้ปลุกพลังรอบ ๆ ตัวเธอก็เป็นปรมาจารย์ยุทธ์และนายพลเมืองระดับกลางกัน แต่ถึงอย่างนั้น ด้วยจำนวนที่มีน้อยกว่า เมื่อต้องเจอกับสัตว์อสูรจำนวนมากที่ดุร้ายขนาดนี้ การจะสู้ให้ชนะทำได้ยากกว่าการกลายเป็นเหยื่ออันโอชะยิ่งนัก
แต่โชคยังดีที่พวกเขามีค่ายกลบางอย่างที่พอจะช่วยลดความเสียหายได้บ้าง ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่สามารถยืนหยัดมาได้จนถึงตอนนี้
การต่อสู้ที่ดูจะไม่เป็นต่อของฝั่งผู้ปลุกพลังนั้นดำเนินต่อมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งร่างร่างหนึ่งทะยานออกมาจากป่าลึกที่อยู่ไม่ไกล
เจ้าของร่างนี้เป็นชายวัยกลางคน
ดูจากท่าทางของเขาแล้วดูจะเป็นคนใจเย็น แต่ทว่าในตอนนี้สีหน้าของเขากลับแสดงความวิตกกังวลอยู่ เขากำลังวิ่งพร้อมกับคอยหันกลับไปมองข้างหลังอยู่เรื่อย ๆ ราวกับว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่น่ากลัวกำลังไล่ตามเขามาติด ๆ
ชายวัยกลางคนคนนั้นเข้ามายืนอยู่ข้าง ๆ หมัวซานซานพร้อมกับพูดด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก “นายหญิง ผมได้สิ่งนั้นมาอยู่ในมือแล้วครับ… แต่เมื่อตอนที่ผมนำสิ่งนี้ออกมา ผมเผอิญไปปลุกสัตว์อสูรอีกตนหนึ่งเข้า เพราะงั้นตอนนี้รีบถอนกำลังเถอะครับ!”
พูดเช่นนั้น
เขาก็หยิบเอากล่องหยกใบหนึ่งออกมาจากกระเป๋าเก็บของและส่งมันให้หมัวซานซานด้วย
“อะไรนะ!?”
“ทุกคน ถอนกำลัง!”
สีหน้าของหมัวซานซานเองก็เปลี่ยนไปในทันที หลังจากที่รู้ว่ามีสัตว์อสูรอีกตนตื่นจากการจำศีล เธอไม่แม้แต่จะเปิดดูสิ่งที่อยู่ในกล่องหยกนี้ และเก็บลงไปในกระเป๋าทันทีพร้อมกับเริ่มถอยออกจากจุดที่ยืน
แต่ในตอนนั้นเอง
“กรรรร!”
พื้นดินที่สั่นสะเทือนเป็นจังหวะฝีเท้า ซึ่งมาพร้อมกับเสียงคำรามที่เสมือนว่าป่าใหญ่นี้กำลังกู่ร้อง
ทุก ๆ ครั้งที่มันดังขึ้น
แรงสั่นสะเทือนบนพื้นดินก็จะยิ่งมากขึ้น
ไม่นานนัก ร่างของสัตว์อสูรที่สูงกว่าสามเมตรก็ทลายต้นไม้นับไม่ถ้วนและพุ่งออกมายืนเผชิญหน้าอยู่เบื้องหน้าทุกคน
มันเป็นหมีขนาดใหญ่ ถือเป็นสัตว์อสูรระดับ 3 ที่แข็งแกร่งเทียบเท่าได้กับจ้าวยุทธ์ ในตอนนี้ดวงตาของมันแดงก่ำ ทั่วทั้งร่างของมันปล่อยกลิ่นอายที่แสดงให้เห็นว่ามันกำลังโกรธเคืองอย่างมาก ใครก็ตามที่สบตาเข้ากับมัน สามารถสัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่น่ากลัวสลักลึกลงไปถึงกระดูก
ต่อหน้าหมียักษ์ตนนี้ หมัวซานซานและผู้ปลุกพลังคนอื่น ๆ ต่างตระหนักได้เลยว่ามันไม่ใช่ศัตรูที่สามารถโค่นล้มได้ง่าย ๆ
ตอนนี้
เมื่อหมียักษ์เห็นหมัวซานซานและลูกทีมของเธอ มันก็ระเบิดความโกรธออกมาพร้อมวิ่งเข้าใส่
“นายหญิงครับ เจ้าหมีนี่มันไล่ตามผมมา เพราะงั้นผมจะลองหาทางหยุดหรือไม่ก็ล่อมันไปทางอื่นก่อน นายหญิงก็รีบใช้โอกาสนี้หนีไปก่อนเลยครับ!”
ชายวัยกลางคนแสดงสีหน้าจริงจังออกมาอีกครั้งพร้อมตะโกนบอกเสียงดัง
“ถ้าจะไปก็ไปด้วยกันสิ!”
สีหน้าของหมัวซานซานซีดเผือดพร้อมกับพูด