ตอนที่ 303
บทที่ 303 กลับไปฝึกฝน ธาตุเหล็กระดับดาราลับฟ้า!
October 22, 2026
บทที่ 303 กลับไปฝึกฝน ธาตุเหล็กระดับดาราลับฟ้า!
กลับมาที่คฤหาสน์
ก่อนที่เฉินซีเวยจะกลับมา ฉู่โม่วก็เรียกหลี่โย่วเวยและหลี่เสวี่ยจีเข้ามา
“ท่านอาจารย์!”
ทั้งสองนั้นกำลังฝึกอยู่ และเมื่อถูกเรียกโดยฉู่โม่ว เด็กหนุ่มสาวก็รีบเดินออกจากห้องฝึกฝนมาทำความเคารพทันที
“ที่เรียกมาครั้งนี้เพราะฉันมีเรื่องที่จะต้องบอกพวกนายน่ะ”
ฉู่โม่วไม่พูดให้ยืดยาวเสียเวลา เขาพูดตรง ๆ “การประลองของผู้มีพรสวรรค์แห่งเผ่าพันธุ์มนุษย์ จะจัดขึ้นในอีกสามเดือนข้างหน้า ในตอนนั้น เหล่าผู้ปลุกพลังที่มีพรสวรรค์สูง ๆ จากสุดยอดฐานทั้งสิบแห่งจะมารวมตัวกันเพื่อประลองกัน ฉันลงทะเบียนให้พวกนายไปแล้ว เพราะงั้นเพื่ออีกสามเดือนที่จะมาถึง พยายามฝึกฝนให้ดีล่ะ”
“ไว้ใจพวกเราได้เลยท่านอาจารย์! พวกเราจะนำอันดับดี ๆ มาให้ได้อย่างแน่นอน พวกเราจะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวัง!”
ทั้งสองคนรีบตอบรับ
“ไม่ต้องจริงจังขนาดนั้นก็ได้ แค่อยากให้ไปทดลองดูน่ะ ขอแค่พวกนายทำให้เต็มที่ก็พอ… ในการทดสอบครั้งนี้ ฐานอื่น ๆ น่าจะส่งยอดฝีมือมาร่วมกันอย่างน้อย ๆ ก็น่าจะขั้นราชันย์ยุทธ์หรืออาจจะเทียบเท่าระดับราชันย์เทพยุทธ์เลย พวกนายยังต้องฝึกเพิ่มเติมสำหรับการประลองในครั้งนี้อีกเยอะ แม้ว่าหนทางที่จะไปสู่อันดับต้น ๆ มันจะยาก แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อให้การประลองนี้ขัดเกลาตัวพวกนายให้เติบโต”
ฉู่โม่วย้ำเตือน
“ศิษย์เข้าใจแล้ว!”
ทั้งสองพยักหน้าอย่างเชื่อฟัง
แต่หลังจากนั้น
หลี่โย่วเวยก็ถามขึ้นมาด้วยความคาดหวัง “ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์จะมาดูพวกเราในวันประลองด้วยหรือเปล่า?”
ทันทีที่พูดเช่นนั้นออกมา
หลี่เสวียนจีเองก็หันมองฉู่โม่วด้วยความคาดหวังเช่นกัน
“แน่นอน มันเป็นการประลองครั้งแรกของพวกนาย ฉันจะตามไปดูที่ข้างสนามเลยละ”
ฉู่โม่วตอบด้วยรอยยิ้ม
จากนั้นเด็ก ๆ ทั้งสองเองก็ยิ้มตอบด้วยเช่นกัน
ภายหลังจากที่คุยกันต่ออีกสักนิดหน่อย เพื่อบอกเคล็ดลับในการฝึกฝนเพิ่ม ฉู่โม่วก็ปลีกตัวขึ้นชั้นบนไป
เมื่อฉู่โม่วออกไปแล้ว สองพี่น้องก็อดไม่ได้ที่จะหันมองหน้ากันเอง
“นี่เป็นการประลองครั้งแรกของพวกเรา แล้วก็ยังเป็นในนามของท่านอาจารย์อีก น้องรัก นายต้องพยายามฝึกฝนให้ดีที่สุด จะให้ท่านอาจารย์เสียหน้าไม่ได้นะ!”
หลี่โย่วเวยพูดด้วยเสียงเบา
“พี่โย่วเวยกังวลเกินไปแล้ว ฉันจะฝึกฝนอย่างหนักเพื่อเอาอันดับต้น ๆ มาให้ดูเอง!”
หลี่เสวียนจีพยักหน้าด้วยสีหน้ามั่นใจ
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบหกปี แต่บุคลิกของเขาก็ถือว่าเยือกเย็นกว่าเด็กวัยเดียวกันมาก ๆ
เมื่อครั้งที่ตระกูลหลี่ของตนล่มสลายด้วยเงื้อมมือของสำนักหมื่นอสูร พี่สาวของเขาพาตนเองหนีออกมา ซึ่งทำให้เขารู้เป้าหมายของตัวเอง
จุดประสงค์อันแรงกล้านี้ทำให้เขาบอกกับตนเองว่าไม่อยากให้คนอื่นมาคอยปกป้องอีกแล้ว หรือโกรธตัวเองที่ไม่สามารถทำอะไรได้เลยในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
แม้เขาจะเป็นน้องชายที่มีพรสวรรค์เท่า ๆ กับหลี่โย่วเวยผู้เป็นพี่สาว แต่ความเร็วในการฝึกฝนของเขานั้นกลับสูงกว่าพี่สาวของตนเป็นอย่างมาก นั่นเพราะเขาพยายามฝึกฝนอย่างหนัก และแทบจะฝึกอยู่ตลอดเวลาเลยด้วยซ้ำไป
ทั้งนี้ก็เพื่อพัฒนาความแข็งแกร่งของตนเอง และกลายเป็นผู้ปลุกพลังที่มีพลังมหาศาลเพื่อที่จะได้ปกป้องคนใกล้ตัวได้
ซึ่งความคิดนี้ หลี่โย่วเวยเองก็ไม่ทราบเช่นกัน
ถึงอย่างนั้น เมื่อเห็นน้องชายของตนมีความแน่วแน่ที่จะฝึกฝน เธอก็อดยิ้มออกมาไม่ได้
ทั้งสองคุยกันต่ออีกนิดหน่อย ก่อนที่จะแยกย้ายกลับไปห้องของพวกตนเพื่อฝึกซ้อมต่อ
…
ภายในห้องที่เงียบสงบ
ฉู่โม่วกำลังนั่งขัดสมาธิ
บทสนทนาของสองพี่น้องที่อยู่ชั้นล่างนั้นไม่ได้เล็ดลอดผ่านหูเขาไปได้แต่อย่างใด แต่เขาก็ไม่ได้ห้ามอะไรทั้งสอง นั่นเพราะ วัยรุ่นน่ะ ให้มีแรงบันดาลใจทำอะไรสักอย่างย่อมดีกว่าอยู่แล้ว
“ตั้งแต่ที่กลับมาจากเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ ฉันยังไม่ค่อยได้ฝึกฝนเลยแฮะ… คงต้องกลับมาฝึกเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งตนเองบ้างแล้ว!”
เขาส่ายหน้าไล่สิ่งอื่นออกจากสมอง ก่อนถอนหายใจอย่างโล่งอก
ในปัจจุบันนี้ มีการฝึกฝนมากมายที่ฉู่โม่วจำเป็นต้องฝึกฝนมัน
เริ่มตั้งแต่พลังกายที่ซึ่งปัจจุบันค้างอยู่ที่ 750 พลังมังกรเท่านั้น และมันยังสามารถพัฒนาไปได้อีกมาก
นอกจากนี้ ก็ยังมีกระบวนท่าอีกจำนวนมากที่ต้องฝึกฝนให้ช่ำชอง
ยกตัวอย่างเช่น คัมภีร์มังกรคชสารอมตะ แสงสวรรค์ต้าเหยี่ยน คัมภีร์ชีพจรวิญญาณเทวะ กระบวนท่าจิตวิญญาณสังหาร คัมภีร์ปลุกวิญญาณทวยเทพ เพิ่มพลังจิตวิญญาณปฐมกาล ฝึกฝนพลังจิต เพิ่มพลังจุดตันเถียน และอื่น ๆ อีกมากมาย
ไม่เพียงเท่านั้น
เขายังมีเหล่ากระบวนท่าและวิชากระบี่อีก ซึ่งในตอนนี้ กระบวนท่าต่อสู้ของเขานั้นอยู่ในระดับเชี่ยวชาญได้แล้ว ในขณะที่วิชากระบี่นั้นยังอยู่ระดับต่ำกว่านิดหน่อย
อย่างน้อย ๆ
เขาคงต้องเริ่มจากการกลืนกินธาตุเหล็กระดับดาราลับฟ้าเสียก่อน
สิ่งที่ต้องทำนั้นมีเป็นภูเขาเหล่ากา จนสามารถฝังเขาให้จมอยู่กับการฝึกฝนเป็นเดือน ๆ ได้ ดังนั้นอะไรที่ควรทำก่อนทำหลังนั้น เขาต้องจัดการเวลาให้ดี
“คัมภีร์มังกรคชสารอมตะนั้น ถึงแม้ว่ามันจะสามารถใช้ยาย้อนชะตาช่วยได้ แต่การที่จะทลายตรวนกายาขั้นที่ 4 ได้ในเวลาอันสั้นนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย!”
“อย่างน้อยก็น่าจะใช้เวลาสักเดือน”
“กระบวนท่าอื่น ๆ เองก็สามารถค่อย ๆ ฝึกไปได้ ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน”
“ดังนั้นแล้ว ถ้าจะเอาสิ่งที่ควรจะฝึกฝนให้เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มพลังโดยรวม คงไม่พ้นฝึกฝนร่างกาย!”
ภายใต้การเพิ่มพลัง 400 เท่า พลังกายของฉู่โม่วนั้นเพิ่มเพียงนิดหน่อยเท่านั้น และมันเล็กน้อยจนไม่สามารถมองข้ามไปได้เลย
เขาต้องเร่งเพิ่มพลังกายให้เพิ่มได้มากที่สุดก่อน!
“ในเมื่อเป็นแบบนี้…”
“ฉันควรจะเริ่มจากการฝึกฝนพลังกายเพิ่มก่อน!”
ฉู่โม่วตัดสินใจ
จากนั้นเขาก็ออกจากคฤหาสน์ของตนและมุ่งหน้าไปยังหอคอยราชันย์เทพยุทธ์ เพื่อที่จะใช้งานจารึกหลอมวิญญาณร้อยเท่าแล้ว
ทว่าก่อนที่จะไปถึงหอคอยราชันย์เทพยุทธ์ เขาแวะไปที่โถงรางวัลที่อยู่ระหว่างทางก่อน เพื่อนำภารกิจที่รับมาก่อนหน้านี้อย่างวิหคเพลิงกับตะขาบทองคำมาแลกเป็นแต้มราชันย์เทพยุทธ์เหมือนตามปกติ
ภายในโถงรางวัลนี้
“ผู้สืบทอดที่แท้จริงฉู่โม่ว แต้มราชันย์เทพยุทธ์ของคุณได้ถูกเพิ่มเข้าไปในชื่อของคุณแล้ว!”
ผู้ปลุกพลังอาวุโสกล่าวด้วยความเคารพ
ฉู่โม่วเหลือบมองที่กำไลข้อมือของตน พบว่ามันแจ้งเตือนเรื่องแต้มที่เพิ่มขึ้นมาพอดี ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
เรื่องนี้ไม่พูดถึงคงไม่ได้
ภายหลังจากที่เขาได้ทำภารกิจมาหลายครั้ง ในฐานะผู้สืบทอดที่แท้จริง เขาได้นำภารกิจเหล่านั้นมาขึ้นรางวัลทุก ๆ เดือน จนกระทั่งตอนนี้ เขามีแต้มสะสมถึง 12,300 แต้มบุญแล้ว
ต่อให้อัตราการแลกรับแต้มราชันย์เทพยุทธ์จะเป็น 1 ต่อ 2 แต้มบุญ กรณีนี้เขาก็ยังมีแต้มราชันย์เทพยุทธ์สูงถึง 6,000 แต้มอยู่ดี
เห็นได้ชัดเลยว่ามันเยอะมาก ๆ
“ไว้มีเวลาค่อยมาซื้อของที่ตำหนักขุมทรัพย์ดีกว่า บางทีเผื่อจะได้อะไรดี ๆ ติดไม้ติดมือกลับมาบ้าง”
ฉู่โม่วคิดกับตนเอง
ก่อนจะออกจากโถงรางวัลและมุ่งหน้าไปยังวิหารราชันย์เทพยุทธ์
พักหนึ่ง
เขาก็ได้เข้ามาในจารึกหลอมวิญญาณร้อยเท่าภายในวิหารราชันย์เทพยุทธ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“เริ่มฝึกฝน!”
เขานั่งขัดสมาธิอยู่ท่ามกลางของเหลวปฐมกาล ฉู่โม่วหยิบเอาขวดเลือดสัตว์อสูรระดับ 8 ออกมาจากมิติพกพา โดยไม่มีความลังเลใด ๆ เขาจิบมันลงไปทันที