ตอนที่ 405
บทที่ 405 ความลับเมื่อพันปีที่แล้ว และ เรื่องใหญ่!
October 22, 2026
บทที่ 405 ความลับเมื่อพันปีที่แล้ว และ เรื่องใหญ่!
มองมหาราชันย์เทพยุทธ์ทั้งสามจากไป จนกระทั่งพวกเขาหายวับไปในอากาศ ทุก ๆ คนต่างก็วางแผนที่จะแยกย้ายกันไป เนื่องจากแต่ละคนก็ยังคงมีงานที่ต้องทำกันอีกล้นมือ
ทว่าตอนนั้นเอง
ฉู่โม่วก็รีบอ้าปากหยุดราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางไว้ก่อน
“ท่านเจ้าวิหารครับ ผมอยากจะขอคุยเกี่ยวกับเรื่องอะไรด้วยนิดหน่อย พอจะสะดวกไหมครับ?”
เขากล่าวถาม
ได้ยินเช่นนั้น ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางก็ไม่ได้แสดงท่าทีประหลาดใจอะไรออกมา เขาดูเหมือนจะคาดหวังไว้อยู่แล้วว่าฉู่โม่วจะต้องหยุดเขา ดังนั้นจึงพูดตอบกลับไป “เช่นนั้นก็ไปที่โถงหลักของวิหารราชันย์เทพยุทธ์เถิด”
ชายหนุ่มพยักหน้า
ทั้งสองบินตรงไปยังวิหารราชันย์เทพยุทธ์พร้อมกัน
การกระทำนั้นทำให้เหล่าราชันย์เทพยุทธ์คนอื่น ๆ แอบประหลาดใจนิดหน่อย ทว่าเมื่อพวกเขาเห็นว่าฉู่โม่วดูอยากจะคุยเป็นการส่วนตัวกับราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางเสียมากกว่า พวกเขาจึงไม่ได้ตามไป และแยกย้ายกลับไปทำงานที่ตนเองคั่งค้างไว้แทน
…
ภายในวิหารราชันย์เทพยุทธ์
ฉู่โม่วและราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงหน้าโต๊ะขนาดเล็กและเผชิญหน้ากันเอง ปล่อยให้กลิ่นอายของไม้จันทน์ที่ถูกเผาไหม้อบอวลทำให้บรรยากาศเงียบสงบ
ข้ารับใช้เข้ามาเสิร์ฟชาให้ทั้งสองก่อนจะออกไปโดยไม่ได้พูดอะไร
“ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ คุณอยากจะถามฉันเรื่องลัทธิเพลิงโลกาสินะ?”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ครับ”
ฉู่โม่วพยักหน้าและพูดต่อ “ผมรู้สึกสงสัยอะไรขึ้นมานิดหน่อย ก็เลยอยากจะถามคำถามนั้นและหวังว่าท่านราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางจะสามารถคลายข้อข้องใจนี้ได้”
“แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรนักหรอกครับ”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางจิบชาและแสดงท่าทีว่าตนอยากจะฟังคำถามนั้น
“เมื่อสองร้อยปีก่อน โลกได้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง ในตอนตั้งต้น มนุษยชาติไม่มีพลังเพียงพอที่จะตอบโต้สัตว์อสูรกลับไปได้ หรือต่อให้ค้นพบพลังของอณูแห่งชีวิตแล้ว แต่มันก็เกือบจะเป็นไม่ได้เลยที่จะยับยั้งการจู่โจมของสัตว์อสูร… ภายหลัง ผมได้ยินมาจากที่ท่านเจ้าวิหารพูดว่า มนุษย์ถ้ำเป็นผู้ช่วยพวกเราเอาไว้ และช่วยนำพามนุษยชาติออกจากช่วงวิกฤตเสี่ยงตายนั้นจนสามารถยืนหยัดได้ถึงทุกวันนี้”
“แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้… มันทำให้ผมสับสนไปหมด”
ฉู่โม่วงุนงงและพูดต่อ “เห็นได้ชัดเลยว่ามนุษย์ถ้ำไม่ได้หวังดีกับพวกเรา ทำไมพวกมันถึงช่วยเราในตอนแรกล่ะครับ?”
“ไม่เพียงแต่ช่วยปกป้องมนุษย์จากสัตว์อสูร แต่ยังช่วยพวกเราสร้างฐานอยู่อาศัย รวมไปถึงพัฒนาวรยุทธ์ แบบนี้ไม่ใช่ว่ามันคือการเพิ่มพลังให้กับศัตรูในอนาคตของพวกมันเหรอครับ?”
ไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ช่วยโดยไม่หวังผลตอบแทน
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงไป มนุษย์ถ้ำนั้นกลับกลายเป็นผู้ทรงพลังที่สุด ในขณะที่มนุษย์ก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวก
หากมนุษย์ถ้ำทุ่มเทเวลาให้กับการพัฒนาฝีมือของตนเองจนได้นักรบระดับราชันย์เทพยุทธ์มาครอบครอง พวกมันสามารถล้างบางเผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ง่าย ๆ เลย
ทว่ามันกลับไม่เป็นเช่นนั้น มนุษย์ถ้ำพยายามอย่างมากเพื่อช่วยเหลือมนุษยชาติในช่วงตั้งตัว หากจะมองว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรกับมนุษย์ ก็ยังพอจะมองเป็นเหตุผลได้ แต่จากการที่ฉู่โม่วมีประสบการณ์ต่าง ๆ มากมายเกี่ยวกับมนุษย์ถ้ำช่วงหลัง ๆ เขาค่อนข้างมั่นใจว่ามนุษย์ถ้ำเหล่านี้ไม่ได้เป็นมิตรกับมนุษย์เพียงฝ่ายเดียว แต่ยังเป็นมิตรกับสิ่งมีชีวิตนอกโลกบางเผ่าพันธุ์ด้วย
การกระทำที่ผิดกับเรื่องเล่าในตำนานของมนุษย์ถ้ำเหล่านี้ หากจะมองว่าเผ่าพันธุ์นี้เป็นศัตรูก็ไม่เกินไปนัก
“คุณพูดถูกแล้วละ มนุษย์ถ้ำนั้นไม่ได้เป็นมิตรกับมนุษยชาติเพียงเผ่าพันธุ์เดียวมาแต่ไหนแต่ไร จะบอกว่าพวกมันมีจุดประสงค์ที่ไม่ดีนักกับมนุษย์ก็ได้! หากฉันเปิดโอกาสให้เพียงน้อยนิดละก็ พวกมันจะต้องเข้าถล่มมนุษย์ในทันทีแน่นอน!”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางพูด
แต่ตอนนั้น
เขาก็เปลี่ยนหัวข้อการสนทนาอีกครั้ง “แต่เรื่องที่มนุษย์ถ้ำช่วยพวกเราไว้ในตอนแรกนั้นเป็นเรื่องจริง แม้ว่านั่นจะไม่ใช่จุดประสงค์จริง ๆ ของพวกมันก็ตามที”
“ไม่ใช่จุดประสงค์เหรอครับ?”
ฉู่โม่วขมวดคิ้ว
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางไม่ได้ตอบคำถามในทันที เขาเพียงมองฉู่โม่ว แล้วถามกลับไป “ราชันย์เทพยุทธ์กลืนกินสวรรค์ คุณรู้หรือเปล่าว่ามนุษย์ถ้ำอาศัยอยู่ใต้ดินบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินนี้มานานเท่าไหร่แล้ว?”
ชายหนุ่มส่ายหัว
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้วแล้วพูดด้วยเสียงสุขุม “กว่าหมื่นปีแล้วที่มนุษย์ถ้ำมาถึงดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้”
“หมื่นปี!”
ฉู่โม่วถึงกับตกตะลึง
อย่างที่รู้กัน
ประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินนั้น เพิ่งจะมีช่วงประมาณพันปีก่อนหน้านี้เท่านั้น เรียกได้ว่าเพิ่งจะผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านสงครามมาไม่นานเลยก็ว่าได้ ในขณะที่ราชวงศ์ที่เก่าแก่ที่สุดของมนุษย์ เป็นราชวงศ์โจว เหล่ามนุษย์ถ้ำก็ได้ก่อร่างสร้างฐานอยู่บนโลกนี้มาตั้งแต่หมื่นปีก่อนแล้ว อยู่มานานกว่าที่บนดวงดาวแห่งนี้จะมีอารยธรรมของมนุษย์เสียอีก พวกมันไม่คิดจะไปไหนเลยหรืออย่างไร?
น่าแปลกที่พวกเรากลับไม่เคยรับรู้ถึงการมีอยู่ของมนุษย์ถ้ำมาก่อนเลยตั้งแต่อดีตกาล?
มนุษย์ถ้ำไม่เคยขึ้นมาช่วยมนุษย์โลกพัฒนาอารยธรรมเลยงั้นหรือในช่วงพันปีที่ผ่านมานี้?
คำถามมากมายผุดขึ้นไม่หยุดภายในหัวของฉู่โม่ว
แต่ตอนนั้น
เขาก็จับใจความสำคัญบางอย่างได้จากคำพูดของราชันย์เทพยุทธ์ชิงชาง
“มาที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงิน?”
“หรือว่า… พวกมนุษย์ถ้ำเหล่านี้… ไม่ใช่มนุษย์ที่อยู่อาศัยบนดาวดวงนี้มาอยู่แล้วเหรอครับ?”
ดวงตาของฉู่โม่วเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“ใช่แล้ว”
ราชันย์เทพยุทธ์ชิงชางพยักหน้า และเริ่มเล่าความจริงให้ฟัง
เรื่องมันกลายเป็นว่า เมื่อหมื่นปีที่แล้ว บนดาวเคราะห์สีน้ำเงินแห่งนี้ เหล่ามนุษย์ถ้ำได้เข้ามาพร้อมกับยานอวกาศของตน
ต้นกำเนิดของพวกมันเหล่านี้มาจากดาวดวงอื่นที่ได้มีการฝึกฝนวรยุทธ์จนเป็นที่เลื่องลือกันมาโดยตลอด ทว่าท้ายสุดพวกมันก็โดนเผ่าพันธุ์ที่ทรงพลังมากกว่าถล่มไป เหลือไว้เพียงชนกลุ่มน้อยเท่านั้นที่เอาชีวิตรอดมาได้และเข้ามายังดาวเคราะห์สีน้ำเงินโดยไม่ได้ตั้งใจในยุคราชวงศ์แรกของอาณาจักรตงเสวียน
แต่เดิมพวกมันตั้งใจจะกดขี่มนุษยชาติบนดาวดวงนี้ จึงเริ่มเก็บสะสมทรัพยากรเอาไว้เพื่อโต้กลับในคราเดียว ทว่าเหตุการณ์มันกลับไม่เป็นดั่งฝัน เพราะการโต้กลับของพวกมันนั้นล้มเหลว ไม่เพียงแต่พวกมันจะไม่สามารถทำให้มนุษยชาติบนดาวเคราะห์สีน้ำเงินเป็นทาสได้เท่านั้น แต่ด้วยราชวงศ์แรกของอาณาจักรตงเสวียน ทำให้พวกมันจำเป็นต้องเซ็นสัญญาเลือดด้วย
เนื้อหาสำคัญของสัญญาเลือดดังกล่าวคือการที่พวกมันจำเป็นต้องให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสินใจเท่านั้น และพวกมันก็จะยอมอยู่ใต้ดิน หากปราศจากคำอนุญาตของมนุษย์ พวกมันจะไม่สามารถขึ้นมาจากบนดินและเปิดเผยตัวตนได้เลย