ตอนที่ 90
บทที่ 90 จากฐานจินหลิง และพรสวรรค์โดยกำเนิดของเสี่ยวอู๋!
October 22, 2026
บทที่ 90 จากฐานจินหลิง และพรสวรรค์โดยกำเนิดของเสี่ยวอู๋!
ช่วงที่ฉู่โม่วกำลังพัฒนาความสัมพันธ์ของตนกับเสี่ยวอู๋
ขณะเดียวกัน
ภายในส่วนที่ลึกที่สุดของฐานลู่หยาง เสิ่นจิ้นและปรมาจารย์ยุทธ์อีกสี่คนต่างกำลังยืนเคารพเหล่าผู้ปลุกพลังกว่าสิบสองคนที่กำลังลงมาจากเรือเหาะและเพิ่งเข้าเทียบท่าด้วยความยินดี
พวกเขาทั้งสิบกว่าคนนี้สวมใส่ชุดหลากสีสันรวมถึงปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายของอหังการ ขั้นต่ำสุดของผู้ปลุกพลังเหล่านี้คือจอมยุทธ์
ไม่นานนักหลังจากที่พวกเขาลงจากเรือเหาะมาแล้ว คนเหล่านี้ก็เป็นขมวดคิ้วอย่างพร้อมเพรียงกัน
“อย่างที่คิดเลยจริง ๆ ที่ห่างไกลแบบนี้มีอณูแห่งชีวิตต่ำมากจริง ๆ ด้วย!”
“ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าที่นี่ยังมีผู้ปลุกพลังเกิดขึ้นมาได้”
“ตัวฐานเองก็โบราณคร่ำครึ อย่างกับความซิวิไลซ์เข้ามาไม่ถึงซะงั้นแหละ”
ผู้ปลุกพลังเหล่านี้ต่างวิพากษ์วิจารณ์ฐานลู่หยางกันราวกับเป็นเรื่องปกติ ใช่แล้ว รวมถึงถ้อยคำที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามนั่นด้วย
อีกฝั่งหนึ่ง
เหล่าปรมาจารย์ยุทธ์ของฐานลู่หยาง เสิ่นจิ้นกับสีอิ้งที่มารับคนเหล่านี้ก็รู้สึกอับอายเล็กน้อยหลังได้ยินคำวิจารณ์เหล่านี้
“พวกท่านทั้งหลาย การเดินทางไกล ๆ เช่นนี้คงจะเหนื่อยกันน่าดูเลยสินะครับ ถ้ายังไง พวกเราเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับไว้ให้แล้ว ขอเชิญพวกท่านมาพักผ่อนกันที่งานเลี้ยงของพวกเรากันจะดีกว่าครับ!”
สีอิ้งสูดหายใจเข้าลึก ๆ และพยายามข่มความโกรธเอาไว้ในใจ เขากล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงนับถือ
“พวกนายไม่จำเป็นต้องจัดงานเลี้ยงอะไรนั่นให้ก็ได้นะ”
จอมยุทธ์หนุ่มคนหนึ่งเหลือบมองสีอิ้งอย่างไม่แยแสนักก่อนจะพูดขึ้นต่อด้วยความเฉื่อยชา “ฐานเล็ก ๆ แบบนี้ ไม่ได้มีอะไรที่ทำให้ฉันอยากจะอยู่นานสักเท่าไร เพราะงั้นฉันจะจัดการเรื่องที่นี่ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้วกลับเลย!”
“ใช่แล้ว ฉันน่ะมารอฟังว่าต้องทำอะไรบ้างเฉย ๆ คิดหรือไงว่าพวกเรามีเวลาว่างเหลือเฟือพอจะมากินอะไรกับพวกนายน่ะ?”
“เร็วเข้า! รีบ ๆ รายงานมาได้แล้วว่าพวกนายเจออะไร”
“พวกฉันจะจัดการสัตว์อสูรในรอยแยกมิตินั่น เสร็จแล้วจะได้กลับ ๆ ไปสักที!”
“อณูแห่งชีวิตของที่นี่ต่ำจนฝึกอะไรไม่ได้เลย ฉันรู้สึกเหมือนว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางพลังงานสกปรกอย่างไรอย่างนั้น พูดตามตรงเลยนะ ฉันไม่ได้อยากจะอยู่ในที่แบบนี้นานสักเท่าไรหรอก”
แต่ละคนเริ่มจะพูดเหยียดหยามกันแล้ว
พวกเขาไม่อ้อมค้อมกันเลย!
การที่ได้แต่เป็นผู้รับฟังถ้อยคำหยามเกียรติโดยที่ตนไม่สามารถทำอะไรได้นั้น ไม่แปลกเลยที่เสิ่นจิ้นและคนอื่น ๆ ในฐานลู่หยางจะรู้สึกโกรธ
แต่ในตอนนี้ สถานการณ์มันไม่ได้เป็นต่อให้ฝั่งพวกเขา อีกทั้งยังจำเป็นต้องพึ่งพลังของคนเหล่านี้เพื่อแก้ปัญหาเรื่องช่องว่างมิติ ดังนั้นพวกเขาทำได้เพียงกล้ำกลืนความชอกช้ำใจนี้ไว้เท่านั้น
“เช่นนั้น ในเมื่อพวกท่านผู้สูงส่งไม่อยากจะอยู่ที่นี่นานนัก ฉันก็จะนำทางไปยังรอยแยกของมิตินั่นเอง จะว่าไป… ฉันว่าฉันไม่เห็นคนระดับนายพลเมืองมาในกลุ่มของพวกคุณเลยนะ?”
สีอิ้งพูดขึ้นด้วยความสงสัย
เมื่อตอนที่เขารายงานข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์อสูรในช่องว่างมิติ ทางฐานจินหลิงได้ให้คำตอบกลับมาว่า พวกเขาจะส่งผู้ปลุกพลังที่แข็งแกร่งระดับนายพลเมืองประจำฐานมาห้าคนสำหรับการช่วยเหลือในเรื่องนี้
ทว่าท่ามกลางผู้ปลุกพลังขั้นต่าง ๆ ที่ถูกส่งมา เขากลับไม่พบผู้ปลุกพลังตามที่ว่าไว้อยู่เลย เพราะงั้นจึงเกิดเป็นความสงสัยขึ้นมาเล็กน้อย
“นายพลเมืองอะไรของนาย คิดเหรอว่าพวกนายจะได้เจอเขาง่าย ๆ?”
ปรมาจารย์ยุทธ์จากฐานจินหลิงพูดด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
จากนั้น
เขาก็พูดต่อด้วยความใจร้อน “เอาล่ะ ๆ เลิกพูดมากได้แล้ว แค่พาพวกฉันไปที่นั่น ที่เหลือพวกเราจะจัดการต่อเอง!”
“เข้าใจแล้ว ๆ ฉันพูดมากเอง ต้องขออภัยพวกท่านด้วยจริง ๆ ”
สีอิ้งรีบพูดด้วยใบหน้ายิ้ม
พูดจบเขาก็พากลุ่มคนเหล่านี้ไปยังช่องว่างมิตินั้นทันที
…
อีกฝั่งหนึ่ง
ภายใต้การฝึกฝนอย่างไม่ขาดตอนของฉู่โม่ว ในที่สุดเสี่ยวอู๋ก็กลายเป็นสัตว์อสูรระดับ 5 ไปเป็นที่เรียบร้อย
สัตว์อสูรระดับ 5 นี้ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าถือเป็นแม่ทัพของเหล่าอสูรได้เลย
ในสายตาของเหล่าสัตว์อสูรตนอื่น ๆ มันคือนายเหนือหัวที่ไม่สามารถแข็งข้อใส่ได้
หากเป็นสัตว์อสูรตนอื่น ๆ การพัฒนาจากระดับ 4 เพื่อขึ้นเป็นระดับ 5 นั้นถือเป็นเรื่องที่ยากมาก แต่สำหรับเสี่ยวอู๋ มันทำได้โดยไม่มีอุปสรรคใด ๆ เลย
เสมือนเป็นการนั่งเรือข้ามฟาก ที่แม้จะช้าหน่อยแต่เพียงไม่นานก็สามารถถึงฝั่งได้อย่างง่ายดาย
แต่ฉู่โม่วก็เข้าใจเรื่องนี้ดี
นี่เป็นเพราะคุณลักษณะโดยกำเนิดของเสี่ยวอู๋ที่เกิดมาเพื่อเป็นผู้ปกครองอย่างแท้จริง
หลังจากที่เข้าสู่ระดับ 5 ได้ เสี่ยวอู๋ก็ได้ปลุกพรสวรรค์โดยกำเนิดของตนเองขึ้นมาได้ แถมมันยังมีมากถึงสองอย่างเลยด้วย!
อย่างแรกคือทะยานสายรุ้ง!
ความเร็วสูงสุดของพญาหงส์ปีกทองคำตนนี้จะถูกเพิ่มขึ้นไปอีกขั้น ร่างของมันจะกลายเป็นสายรุ้งที่พุ่งผ่านผืนฟ้า ขนานไปกับเส้นขอบฟ้า มันสามารถเดินทางเป็นระยะทางกว่าหนึ่งพันหกร้อยกิโลเมตรได้ในชั่วพริบตา เทียบได้กับความเร็วของแสงเลย!
ส่วนอย่างที่สอง เพลิงวิหคทองคำ!
ขนสีทองอร่ามที่อยู่บนปีก ยามที่โบกสะบัดแรง ๆ มันจะถูกเปลวเพลิงจุดประกายและพุ่งลงมาจากฟากฟ้าราวกับดาบไฟที่มีความร้อนระดับที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวนได้
ด้วยพรสวรรค์ที่น่าทึ่งทั้งสองนี้ ถึงแม้ว่าเสี่ยวอู๋จะยังเป็นแค่สัตว์อสูรระดับ 5 ชั้นต้นเท่านั้น แต่มันก็สามารถสู้กับสัตว์อสูรระดับ 5 ชั้นกลางได้สบาย ๆ!
นี่แสดงให้เห็นว่าอีกาทองคำสามขาตนนี้แข็งแกร่งขนาดไหน!
เมื่อได้เห็นเสี่ยวอู๋แข็งแกร่งขึ้นขนาดนี้ ฉู่โม่วก็พลอยรู้สึกดีไปด้วย
ภายหลังจากที่แยกตัวจากฐานมาเพื่อฝึกฝนเป็นเวลานาน ฉู่โม่วก็อยากจะกลับฐานไปเพื่อดูสถานการณ์ทางฐานแล้วว่าความช่วยเหลือจากฐานอื่นจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องรอยแยกระหว่างมิติได้หรือยัง
ถ้ามันถูกแก้ไขไปแล้ว ฐานลู่หยางคงจะสงบสุขไปได้อีกพักใหญ่ ๆ เลย
ไว้เดี๋ยวเฉินซีเวยกลับมา เขาค่อยพาเธอออกจากที่ฐานแล้วเดินทางไปฐานจินหลิงด้วยกัน
สรุปสิ่งต่าง ๆ เสร็จ ฉู่โม่วก็ก้าวเท้าออกจากประตูไป
…
ภายในฐาน ฉู่โม่วตามหาตัวเสิ่นจิ้นและคนอื่น ๆ เพื่อจะถามไถ่ข่าวคราวที่เกิดขึ้น ทว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ได้อยู่ในฐานแล้ว จากข่าวสารที่ได้รับมา มันทำให้เขารู้ว่า เสิ่นจิ้นและคนอื่น ๆ ถูกคนจากฐานจินหลิงขอให้นำทางไปยังรอยแยกของมิติที่เป็นปัญหา
เพราะภายในฐานตอนนี้ไม่มีคนที่เขาคุ้นเคยเหลืออยู่ มันเลยทำให้ฉู่โม่วไม่รู้จะถามข่าวจากใครต่อดี
ทว่า
ตอนนั้นเอง
ร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่งก็ผ่านหน้าเขาไป ร่างที่กำลังเดินช้า ๆ ด้วยขาข้างหนึ่งที่ไม่ดีนัก
“ช่ายเฟิง!”
ฉู่โม่วจำเขาได้ดี เพราะงั้นจึงไม่รอช้าที่จะเดินเข้าไปหา
“อ๋า คุณฉู่นี่เอง! กลายเป็นคนใหญ่คนโตไปแล้วสินะครับ!”
ช่ายเฟิงที่ได้ยินเสียงรีบหันมามองตาม เขาตื่นตระหนกก่อนจะรีบทำความเคารพเมื่อเห็นว่าใครเป็นผู้ทักทายเขา
“ไม่ต้องสุภาพขนาดนั้นก็ได้”
ชายหนุ่มโบกมือและมองไปยังช่ายเฟิงที่เดินขากะเผลกช้า ๆ เขาอดไม่ได้ที่จะถาม “เกิดอะไรขึ้นกับนายหรือเปล่า?”
อย่างที่ทุกท่านทราบกันดี ครั้งแรกที่ทั้งสองพบกัน ช่ายเฟิงนำทีมนักล่าสายลมออกไปทำภารกิจต่าง ๆ เขาเป็นคนที่มีพลังงานเหลือล้นมาก ๆ
ในครั้งล่าสุดที่เจอกันในป่า แม้ว่าอีกฝ่ายจะตกที่นั่งลำบากอยู่บ้าง แต่เขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร
ทว่าในตอนนี้ เขากลับอยู่ในสภาพที่ขาเป๋ไปข้างหนึ่งเสียอย่างงั้น
เกิดอะไรขึ้นระหว่างนั้นกันนะ?
ได้ยินคำถามของฉู่โม่วเช่นนั้น สีหน้าเจ็บปวดก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของช่ายเฟิง เขาหลั่งน้ำตาออกมา “พวกเขาตายหมดแล้ว… ตายหมด…”
“ตายหมด?”