ตอนที่ 1611
บทที่ 1611 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1451
October 28, 2026
ติงยียีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ก็ก้าวเท้าขึ้นไป แสงไฟบนรถยนต์ตัดผ่านความมืดมิดในยามราตรี ขณะที่มุ่งหน้าขึ้นไปบนยอดเขาด้วยความเร็วสูง เย่ชูหวินเดินออกมาจากมุมมืด
เขามองดูเรื่องราวทั้งหมดด้วยสีหน้าเฉยชา ลมหนาวแช่แข็งฝ่ามือเขา แต่ความสิ้นหวังแช่แข็งหัวใจของเขาเอาไว้ เขารู้อยู่แท้ๆว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น แต่กลับดื้อดึงที่จะตามขึ้นไป
บนยอดเขาหนาวเหน็บยิ่งกว่าเดิม เมื่อจอดรถแล้ว เย่เนี่ยนโม่ก็ปลดล็อคเข็มขัดนิรภัยและหันกลับไปหยิบเสื้อกันหนาวที่เบาะด้านหลังตัวหนึ่งส่งให้กับติงยียี
ติงยียีคิดดูแล้วก็ไม่ได้รับเอาไว้ เธอเปิดประตูและถูกทิวทัศน์ตรงหน้าทำให้ตกตะลึงไปในทันที บนผืนฟ้ามีดวงดาวระยิบระยับมากมาย ท้องฟ้าที่โค้งมนนั้นเหมือนกับรูปภาพที่แต่งแต้มไปด้วยหมู่ดาวที่ทอประกายระยิบระยับ
เธอเงยหน้ามองราวกับลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนหมด หลังจากนั้นก็ถูกกล้องโทรทรรศน์ขนาดใหญ่ตรงหน้าดึงดูดเข้า กล้องโทรทรรศน์ถูกวางอยู่อีกด้านหนึ่ง เย่เนี่ยนโม่จับมือเธอขึ้นมาวางลงบนกระบอกเลนส์ “เธอบอกว่าเธออยากเห็นดอกไม้ไฟที่เหมือนกับหมู่ดาวทอประกายระยิบระยับ แต่ฉันจะทำให้มากกว่านั้น ฉันจะให้เธอได้เห็นหมู่ดาวที่ทอประกายระยิบระยับจริงๆ”
คำหวานของเขาอ่อนนุ่มราวกับมาร์ชเมลโล่ เพียงแค่เลียอย่างแผ่วเบาก็สามารถรับรู้ได้ถึงกลิ่นอายหอมหวานที่ม้วนเข้ามา ติงยียีเขยิบเข้าไปใกล้กล้องโทรทรรศน์อย่างอึดอัดเล็กน้อย และถูกดึงดูดโดยหมู่ดาวที่ถูกขยายให้ใหญ่ขึ้นทันที
ท่าทางของเธอไม่ถูกต้อง จับดูอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกปวดเมื่อยบริเวณไหล่ อุณหภูมิบนภูเขาก็ต่ำ ติงยียีย่นคออย่างอดมิได้ และสะบัดแขนไปมาเงียบๆ จู่ๆก็มีเสียงหัวเราะทุ้มต่ำของเย่เนี่ยนโม่ดังมาจากข้างหลังเธอ
ร่างที่มีอุณหภูมิอบอุ่นเขยิบเข้ามา แต่กลับเว้นช่องว่างระหว่างคนทั้งสองเอาไว้เล็กน้อย เย่เนี่ยนโม่จับมือเธอเอาไว้ เอนศีรษะเข้ามาใกล้ต้นคอเธอเล็กน้อย
ลมหายใจของเขาพ่นลงบนต้นคอที่ขาวราวกับหิมะจนมองเห็นเส้นเลือด “เขยิบมาทางนี้ จะสามารถมองเห็นวงแหวนของดาวเสาร์ได้!”
มือของติงยียีหมุนไปตามการเคลื่อนไหวของเขา อุณหภูมิอบอุ่นจากร่างกายพัดพาความเหน็บหนาวยามค่ำคืนให้จากไป เจือไปด้วยความรู้สึกนุ่มนวล ติงยียีคิดจะดิ้นรน แต่สุดท้ายก็ลุ่มหลงอยู่ในคำกระซิบของชายหนุ่มที่อยู่ด้านหลังและหมู่ดาวที่ทอประกายระยิบระยับ
บริเวณไม่ไกลนักมีรถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ รถยนต์ไม่ได้ดับเครื่อง และยังมีเสียงดังอยู่ ชายคนหนึ่งลงมาจากรถ เขาถูมือไปมา “คุณผู้ชาย แม้ว่าหนึ่งชั่วโมงผมจะคิดราคาสามร้อยหยวน แต่ตอนนี้ก็ค่อนข้างดึกแล้ว คุณมั่นใจว่าคุณต้องการจะอยู่ที่นี่ตลอดหรือครับ”
เย่ชูหวินมองร่างของคนสองคนที่ซ้อนทับกันภายใต้หมู่ดาวที่ทอประกายระยิบระยับอยู่ไม่ไกล เขาก้มหน้าลง ลมพัดม้วนหน้าม้าของเขาให้เลิกขึ้น “ไม่ต้อง ไปกันเถอะ”
ถ้าหากว่าเธอไม่เบิกบานใจ เช่นนั้นเขาก็จะพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อทำให้เธอเบิกบาน ถ้าหากว่าเธอเบิกบานใจ เช่นนั้นเขาก็จะถอยออกไปอย่างเงียบๆ ก็เท่านั้นเอง
ห้องทำงานบริษัทเย่ซื่อ อ้าวเสว่ที่ยืนอยู่หน้าห้องทำงานผู้จัดการใหญ่มองห้องทำงานที่มืดสนิท ในมือเธอยังถือน้ำแกงสร่างเมาเอาไว้ เพราะเป็นห่วงว่าเขาจะทำงานจนเหน็ดเหนื่อย ดังนั้นเธอจึงมาที่บริษัทเย่ซื่อโดยที่ปิดบังคุณยายเอาไว้
“ฉันโง่เกินไปแล้วจริงๆ” เธอพึมพำเสียงเบา หมุนกายจากไป และโยนกระบอกน้ำเก็บอุณหภูมิที่นำมาด้วยในมือทิ้งลงถังขยะ
ติงยียีไม่รู้ว่าตนเองตื่นขึ้นมาเมื่อไร เธอมองเพดาน เบื้องหน้าคล้ายกับยังปรากฏภาพหมู่ดาวที่ทอประกายระยิบระยับและร่องรอยจังหวะเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่งของเมื่อคืนวาน
ร่างกายของเธอแห้งสบายมาก เห็นได้ชัดว่าผ่านการทำความสะอาดแล้ว จึงประคองเอวที่อ่อนแรงให้ลุกขึ้นแล้วสวมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะออกจากประตูไป ตระกูลเย่ยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นเคย อีกทั้งเอเลนก็กลับมาแล้ว เพียงแต่สายตาที่มองมาทางติงยียีนั้นดูหลบเลี่ยงอยู่บ้าง
หลังจากกินอาหาร ติงยียีก็ขวางเขาเอาไว้ “จะบอกอะไรฉันได้หรือยัง”
เอเลนหลบสายตา “ไม่มีเรื่องอะไรทั้งนั้น”
ติงยียีสูดลมหายใจลึก หมุนตัวคิดจะจากไป “โอเค ในเมื่อนายไม่มีอะไรจะพูด ฉันก็ขอตัวล่ะ”
“ยียี!” เอเลนดึงเธอเอาไว้ “ถ้าหากว่าฉันกับAlinจากไปแล้ว เธอกับอ้าวเสว่จะอยู่ร่วมกันดีๆได้ไหม”
“หมายความว่าอย่างไร” ติงยียีมองเขา อะไรคืออยู่ร่วมกันดีๆ หรือเขาคิดว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเธอโมโหอย่างไร้เหตุผล?
เอเลนเห็นสีหน้าเธอผิดปกติไป ก็รีบเอ่ยว่า “ฉันไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เพียงแต่ฉันเป็นห่วงว่า ถ้าหากพวกเราจากไปแล้ว เธออยู่ที่นี่แล้วจะรับมือไม่ไหว”
“เอเลน” ติงยียีตัดบทคำพูดของเขา “นายคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นฉันที่ชวนทะเลาะอย่างไม่มีเหตุผลใช่หรือไม่”
สีหน้าของเอเลนมีแววพ่ายแพ้อยู่บ้าง ดวงตาสีฟ้าครามของเขาเจือไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่อาจจะเข้าใจได้ เขาใช้ภาษาฝรั่งเศสเอ่ย “ยียี ผู้หญิงที่ดื้อดึงนั้นไม่น่ารักเลยสักนิดเดียว”
“พวกเธอกำลังคุยอะไรกันอยู่” อ้าวเสว่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหัน ในมือเธอถือกล่องใบหนึ่งเอาไว้ “เอเลน วันนี้ได้ยินพ่อบ้านบอกว่า คุณวางแผนจะกลับประเทศแล้วหรือ ฉันซื้อกล้อง SLR มาตัวหนึ่ง ไม่รู้ว่าประสิทธิภาพจะดีหรือไม่”
เธอถือกล่องใส่กล้อง SLR ด้วยท่าทางกินแรง เอเลนเห็นแล้วก็รีบยื่นมือไปช่วย อ้าวเสว่ยิ้มให้เขา หลังจากนั้นก็ทอดสายตามองไปที่ติงยียี สีหน้าเจือไปด้วยความโศกเศร้า “ยียี เธออย่าเข้าใจผิด ฉันก็แค่ให้ของขวัญที่ต้องจากกันเช่นเพื่อนคนหนึ่ง”
“ฉันไม่ได้พูดอะไรเลย ทำไมเธอถึงได้คิดว่าฉันเข้าใจผิดล่ะ” ติงยียีพิงร่างเข้ากับต้นไม้ ชายแขนเสื้อสเวตเตอร์ถูกกิ่งไม้เกี่ยวจนมีเส้นด้ายหลุดยาว แต่เธอกลับไม่ใส่ใจ
“ยียี เสี่ยวเสว่เพียงแค่หวังดี” เอเลนมองมาทางติงยียีอย่างไม่เห็นด้วย “ไม่นานก่อนหน้านี้เธอยังช่วยขอร้องท่านนายให้เธอด้วย”
ติงยียีรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย เธอไม่อยากจะถกเถียงอีกแล้ว เธอยกมือขึ้นปิดตา เอ่ยขึ้นช้าๆว่า “ตอนนี้ฉันไม่อยากคุย นายไปเถอะ!”
เอเลนมองเธอด้วยสีหน้าซับซ้อน เมื่อเห็นแผ่นหลังเขาจากไปไกลขึ้นเรื่อยๆ ติงยียีก็เอ่ยขึ้นนิ่งๆว่า “เอาหัวใจของคนอื่นมาเล่นในกำมือ เธอเล่นพอแล้วหรือยัง”
“แน่นอนว่ายังไม่พอ เห็นเพื่อนสนิทในวันวานของตนเองช่วยเหลือศัตรูแต่ต่อต้านตนเอง ให้การสนับสนุนคนที่ทำร้ายเธอตลอด ความรู้สึกเช่นนี้มันทุกข์มากใช่หรือไม่” อ้าวเสว่แอ่นท้องเขยิบมาใกล้เธอ