ตอนที่ 1414
ตอนที่ 1414 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1314
October 28, 2026
“คุณจะไปไหน ไปหาติงยียีเหรอ” อ้าวเสว่อดไม่ได้ที่จะถามขึ้น สิ่งที่เธอกลัวที่สุดคือคำพูดที่หวานแหว๋วของชายหนุ่มที่พูดกับเธอก่อนหน้านี้ แต่วินาทีถัดไปกลับไปพูดกับผู้หญิงคนอื่น
“ผมจะไปดูคุณแม่ที่โรงพยาบาลหน่อย” เย่เนี่ยนโม่รู้สึกเพลียจิต ทำไมอ้าวเสว่ถึงชอบลากตัวเองให้ไปเกี่ยวข้องกับยียีเสมอ ช่างน่าจริงๆเลย!
ณ ล็อบบี้ของโรงแรม
ติงยียีกำลังถูพื้นอยู่ที่ล็อบบี้คนเดียว พักนี้ทำการลาบ่อยเกินไป ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปงานที่ได้มาอย่างยากเย็นก็คงรักษาไว้ไม่ได้แน่ อากาศยังคงร้อนอบอ้าว ต่อให้เปิดเครื่องปรับอากาศแล้ว ติงยียีก็ยังคงทำงานเหงื่อท่วมตัว
“คุณผู้ชายโปรดเชิญทางนี้ค่ะ” ที่หน้าประตูโรงแรม โม่ซวนหลินพาแขกชายหนุ่มวัยกลางคนมุ่งเดินเข้าไปด้านใน โดยที่แววตาจ้องอยู่ที่นาฬิกาข้อมือปาเต็กฟิลิปป์ของชายหนุ่ม นาฬิกาแบบนี้หนึ่งเรือนราคาขายอยู่ที่หลายแสนหยวน และใช่ว่าทุกคนจะสามารถซื้อได้ บวกกับชุดสูทอาร์มานี โอ้มายก็อด เศรษฐีของแท้
สวีเห้าเซิงขมวดคิ้วขึ้นเบาๆ หลายปีที่ผ่านมาเขาบินไปมาอยู่ที่ต่างประเทศมาโดยตลอด และเพิ่งจะกลับประเทศ เขาก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อยกับการต้อนรับของโม่ซวนหลิน
โม่ซวนหลินตั้งใจเดินไปที่ด้านหน้าของติงยียี รองเท้าส้นสูงเหยียบเข้าที่ไม้ถูพื้นของติงยียีที่กำลังถูพื้นอยู่ ติงยียีไม่ใช่คนอ่อนแอที่ยอมให้คนอื่นทำอะไรก็ได้ ทันใดนั้นทำการดึงไม้ถูพื้นที่โม่ซวนหลินเหยียบไว้ออกมา
“โอ้ย!” โม่ซวนหลินจงใจล้มเซไปทางอ้อมกอดของสวีเห้าเซิง สวีเห้าเซิงจึงขยับหลบไปข้างๆ จากนั้นพยุงเธอให้พอเป็นพิธีเท่านั้น การแสดงของโม่ซวนหลินเช่นนี้เขาเห็นมานักต่อนักแล้ว จึงย่อมไม่ได้เกรงใจอะไรกับเธอมากมาย
โม่ซวนหลินก็เลยล้มถลาลงไปกองที่พื้นอย่างจัง กระโปรงของโม่ซวนหลินที่ถูกดัดแปลงให้เล็กมินิทิวทัศน์ด้านในวับๆแวมๆ ทำให้แขกที่อยู่ในล็อบบี้ต่างหัวเราะขึ้น ติงยียียื่นมือไปอยากที่จะดึงตัวโม่ซวนหลินให้ลุกขึ้น เพราะถึงอย่างไรก็เป็นผู้หญิงด้วยกัน โม่ซวนหลินไม่เมตตาต่อเธอ เธอจะทำแบบเดียวกันกับโม่ซวนหลินไม่ได้
“ขออนุญาตถามว่าสามารถพาผมไปหาห้องได้ไหมครับ” สวีเห้าเซิงเห็นติงยียีครั้งแรกก็รู้สึกประทับใจ เห็นคนล้มก็ไม่ซ้ำเติม เป็นผู้หญิงที่ดี
“ได้ค่ะได้” ติงยียีที่ถือไม่ถูพื้นไว้ คิดว่าถ้าถือไม้ถูกพื้นไปส่งแขกด้วยจะดูไม่ค่อยสุภาพ จึงลังเลใจเล็กน้อย สวีเห้าเซิงยิ้มแล้วหยิบไม้ถูพื้นจากนั้นยัดใส่มือของโม่ซวนหลินที่เพิ่งจะลุกขึ้นมา
โม่ซวนหลินตกตะลึงจนพูดอะไรไม่ออก มองดูติงยียีจากไปพร้อมกับชายหนุ่มวัยกลางคน เมื่อหันหลังมาก็เห็นชายหนุ่มที่ยืนอยู่ด้านหลังของตัวเอง:“พี่”
“พี่ ติงยียีไปกับผู้ชายคนอื่นแล้ว ฉันว่านะติงยียีจะต้องเห็นว่าผู้ชายรวยแน่ๆ!” โม่ซวนหลินกล่าวอย่างขุ่นเคือง ใบหน้าที่ถือว่าค่อนข้างใช้ได้เต็มไปด้วยความคับข้องใจ
เย่ชูหวินเห็นเหตุการณ์เมื่อสักครู่ทั้งหมด เห็นได้ชัดว่าโม่ซวนหลินพลิกดำเป็นขาวกลับผิดเป็นถูก เย่ชูหวินยิ่งมองก็ยิ่งรำคาญ:“โม่ซวนหลิน เก็บทักษะการแสดงที่ห่วยๆของเธอซะ” เย่ชูหวินกล่าว
“พี่ พี่พูดอะไรเนี่ย!” โม่ซวนหลินน้อยใจแล้ว ที่ญาติของตัวเองออกหน้าช่วยคนอื่นครั้งแล้วครั้งเล่าโดยที่มองไม่เห็นหัวตัวเอง
เย่ชูหวินไม่อยากจะเสียเวลากับโม่ซวนหลินอีก จึงมุ่งเดินไปทิศทางที่ติงยียีเดินไป ที่หน้าบันได ติงยียีปีนจนหายใจหอบแฮ่กๆ เขารู้สึกชื่นชมชายหนุ่มวัยกลางคนนี้ที่แบรนด์เนมทั้งตัวแต่ก็ยังมาปีนบันได
“คุณผู้ชายคะ ร่างกายของท่านแข็งแรงจังเลยนะคะ!” ติงยียีอดไม่ได้ที่จะกล่าวชื่นชม สวีเห้าเซิงจึงหัวเราะขึ้น:“ปกติแล้วผมงานยุ่งมาก จึงอาศัยการเจียดเวลาออกมาเพื่อออกกำลังกาย ผมพบว่าการเดินขึ้นบันไดเป็นการออกำลังที่ได้ผลดีที่สุด”
ทั้งสองคนพลางพูดพลางปีนบันไดจนมาถึงชั้น12 ติงยียีถอนหายใจยาวออกมา เมื่อเห็นเย่ชูหวินที่กำลังออกมาจากลิฟต์พอดี ติงยียีจึงเรียกขึ้นด้วยความตื่นเต้นดีใจ:“ชูหวินคุณมาหาฉันเหรอ แต่ว่าฉันยังไม่เลิกงานเลยนะ!”
เย่ชูหวินหันมายิ้มให้กับติงยียี แล้วหันไปเรียกคนที่อยู่ด้านหลังติงยียี :“สวัสดีครับลุงสวี”
สวีเห้าเซิงยิ้มตาหยีแล้วพยักหน้าให้ หลินเจี๋ยได้บอกแต่เนิ่นๆว่าจะมีคนมารับ นึกไม่ถึงว่าจะเป็นลูกของไห่ฉิงฉิงกับโม่เสี่ยวจุน
“ที่แท้พวกคุณก็รู้จักกันเหรอ” ติงยียีรู้สึกเขินอายเล็กน้อยที่เมื่อสักครู่ตัวเองนั้นคิดไปเอง เย่ชูหวินหันไปมองติงยียี ท่าทีที่ปกติเป็นคนเฉยเมยได้ส่งยิ้มขึ้น:“เตรียมตัวเลิกงานแล้วเหรอ”
สวีเห้าเซิงมองสองคนด้วยความสนใจ ทอดถอนใจอย่างไม่น่าเชื่อว่ารุ่นต่อไปนั้นกำลังจะมีความรักกันแล้ว ติงยียีที่อยู่ข้างๆฟังน้ำเสียงของเย่ชูหวินที่อ่อนโยนอย่างเห็นได้ชัด ในใจก็รู้สึกเต้นแรง พยักหน้าแล้วกล่าวขึ้น:“ใกล้เลิกงานแล้ว แต่ฉันติดธุระนะ”
เย่ชูหวินไม่ได้ตื้อแล้วก็ปล่อยให้ติงยียีจากไป สวีเห้าเซิงได้กล่าวติดตลกขึ้น:“เด็กสาวคนนั้นไม่เลว ถ้าหากว่าชอบจริงๆก็ให้ลงมือเถอะ อย่าให้เหมือนกับลุงสวีของแกที่อายุปูนนี้แล้วก็ยังตัวคนเดียว”
“ทำไมลุงสวีถึงไม่แต่งงานล่ะครับ” เย่ชูหวินที่ถึงแม้ว่าปกติมักจะเย็นชา แต่เคยได้ยินคุณแม่ของตัวเองเล่าว่าคนที่เก่งกาจด้านวิทยาศาสตร์คนนี้ นอกจากสมัยวัยรุ่นเคยผ่านการแต่งงานในระยะเวลาที่สั้นมากๆแล้ว ก็ไม่เคยแต่งงานอีกเลย
“เพราะว่าเก็บคนคนหนึ่งไว้ในใจจนเธอหยั่งรากฝังลึก จึงไม่เหลือพื้นที่ไว้สำหรับคนอื่น” สวีเห้าเซิงกล่าวเบาๆ แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ข้างๆเซี่ยชีหรั่น แต่ก็ได้ให้ความสนใจความเคลื่อนไหวของเซี่ยชีหรั่นตลอดเวลา หรือบางอีถึงเวลาที่ควรจะไปเยี่ยมเซี่ยชีหรั่นแล้ว
“ลุงสวีครับ รับท่านมาได้แล้วผมก็โล่งใจแล้ว ตอนนี้ผมจะไปที่โรงพยาบาลนำของที่คุณแม่ฝากไปให้คุณอาครับ” เมื่อคำพูดเพิ่งเปล่งออกมา สวีเห้าเซิงที่เดิมทีสุขุมดูสง่ามาตลอดทั้งปีสีหน้าได้เปลี่ยนทันที แล้วคว้าแขนของเย่ชูหวินมาดึงไว้:“แกพูดว่าอะไรนะ ชีหรั่นเป็นอะไร!”