ตอนที่ 1427
ตอนที่ 1427 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1327
October 28, 2026
เย่เนี่ยนโม่รีบวิ่งลงมาอีกครั้ง “เฮ้ คุณอย่าวิ่งเพ่นพ่าน!” พนักงานดับเพลิงคว้าไหล่ของเขา เย่เนี่ยนโม่หันหน้ามา ภายในดวงตาที่เย็นชา ความวิตกกังวลและยังมีความหนาวเย็นทำให้พนักงานดับเพลิงสะดุ้งตกใจและปล่อยมือโดยไม่รู้ตัว
ติงยียีที่นอนขดตัวอยู่บนพื้นมองดูร่างหนึ่งวิ่งลงมาที่ชั้นล่างอีกครั้ง ครั้งนี้เธอมองเห็นได้ชัดเจนแล้ว เป็นเย่เนี่ยนโม่! “เย่ชูฉิงอยู่ในห้องน้ำชั้นสอง!”
ติงยียีคิดว่าเขาจะต้องมาตามหาเย่ชูฉิงอย่างแน่นอน มองเห็นเขาควานหาอยู่ในซากปรักหักพังอยู่ลางๆ กระจกหลายแผ่นร่วงลงมา เธอเงยหน้าขึ้น มองเห็นว่าโคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่ที่อยู่บนฝ้าเพดานไม่สามารถทนต่อการเผาไหม้ของผนังได้อีกต่อไป มันกำลังโงนเงน!
“ระวัง! ตูม!” กระจกกระแทกกับพื้นจนเกิดเสียงดังลั่น ติงยียีกระโจนใส่เขาในเสี้ยววินาทีสุดท้าย เย่เนี่ยนโม่ใช้หลังมือโอบติงยียี ทั้งสองคนกลิ้งไปด้านข้าง หัวของติงยียีใกล้จะชนกับราวบันไดที่ถูกเผาจนเป็นสีแดง
เย่เนี่ยนโม่ตื่นตกใจ เขาพลิกตัวเปลี่ยนตำแหน่งกับติงยียีแล้วกอดติงยียีไว้ในอ้อมแขนของเขา ส่วนแผ่นหลังประทับลงไปบนเสาที่ถูกไฟเผาจนเป็นสีสนิมเข้าไปตรงๆ
“อืม” เขาส่งเสียงคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด ผ้าที่ไหม้ติดกับกล้ามเนื้อนำมาซึ่งความเจ็บปวดอย่างมาก ติงยียีไม่เห็นถึงความผิดปกติใดๆ รู้สึกเพียงแค่ตัวของเย่เนี่ยนโม่กระตุกอยู่ครู่หนึ่ง เธอเอ่ยอย่างเป็นกังวลว่า : “นายบาดเจ็บหรือเปล่า?”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เย่เนี่ยนโม่จึงได้เอ่ยว่า : “ไม่เป็นไร แค่โดนกระแทก เธอยังมีแรงเดินออกไปหรือเปล่า?”
เธอส่ายหัว เธอสูดคาร์บอนมอนอกไซด์มากเกินไปจึงหมดแรงไปทั้งตัวและได้ใช้แรงทั้งหมดไปกับการโถมตัวเมื่อสักครู่นี้แล้ว
เย่เนี่ยนโม่ยืนขึ้น ร่างนั้นส่ายไปมา โคมไฟระย้าคริสตัลขนาดใหญ่ที่ตกลงมาได้ปกคลุมกองไฟตรงกลางห้องเอาไว้ ทั้งสองคนใช้โอกาสนี้ย้ายไปที่หน้าต่าง หน้าต่างก็ร้อนอบอ้าวเช่นกันและมีควันหนาทึบลอยออกมาไม่หยุด
“เฮ้! ยังมีคนอยู่ที่ชั้นสอง!” เย่เนี่ยนโม่ตะโกนเสียงดังไปที่หน้าต่าง เขาได้ยินเสียงที่โกลาหลวุ่นวายที่ชั้นล่าง แต่ไม่ได้ยินใครตอบกลับมา
ที่ลานกว้าง เซี่ยชีหรั่นมองดูคนถูกรับตัวลงมาทีละคน แต่หลังจากรออยู่นานก็ยังไม่เห็นร่างของเย่เนี่ยนโม่
“ข้างในมีคนโดนเหล็กเส้นกระแทกจนตาย” ข้างๆตัวมีคนพากันพูดไม่หยุด ใบหน้าของเซี่ยชีหรั่นขาวซีด เย่เชินหลินก็ไม่ได้ดีเท่าไร่ เธอมองดูนาฬิกาอย่างหงุดหงิด ใบหน้าขาวซีดของอ้าวเสว่ยังคงสั่นเทาไม่หยุด
“ตูมๆๆ!” เสียงแตกร้าวดังลั่นอีกครั้งและครั้งนี้ได้ปิดกั้นทางเข้าเอาไว้ทั้งหมด พนักงานดับเพลิงทั้งหมดต่างถอยออกมา “ผู้จัดงานบอกว่าด้านในยังมีดอกไม้ไฟและประทัดจำนวนหนึ่งรอใช้ในงานฉลองตอนเย็น เมื่อกี้นี้จะต้องเป็นของพวกนี้ที่ระเบิดแน่ๆ ตอนนี้เข้าไปไม่ได้แล้ว” พนักงานดับเพลิงกล่าว
ทันทีที่เสียงจบลง ไม่ไกลนักมีรถทหารเจ็ดถึงแปดคันขับเข้ามา ทหารสิบสามนายลงจากรถแล้ววิ่งเหยาะๆไปหาเย่เชินหลินพร้อมกล่าวว่า : “ประธานเย่ครับ ได้รับการชี้แจงถึงสถานการณ์ข้างต้นแล้ว”
“เร็วเข้า!” เย่เชินหลินสั่งเสียงเข้ม ทีมทหารที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดีเคลื่อนตัวลงมา เตรียมอุปกรณ์ครบมือและเริ่มขยับเข้าใกล้ห้องโถงนิทรรศการอย่างเป็นระเบียบ
ที่ชั้นสอง “ฉันรู้สึกอึดอัดมากเลย ฉันฝืนต่อไปไม่ไหวแล้ว” ติงยียีบ่นพึมพำแล้วหลับตาลงช้าๆ เย่เนี่ยนโม่รีบตบที่แก้มของเธอเบาๆ : “ตื่นสิตื่น อดทนอีกหน่อย”
“อืม” เธอตอบเบาๆและยังคงไม่ลืมตา เธอสัมผัสได้ถึงความชุ่มชื้นบนริมฝีปากที่แห้งผากของเธอ เธอลืมตาขึ้นมาทันที
เย่เนี่ยนโม่นึกว่าเธอหมดสติไปแล้ว จึงจับกรามของเธอแล้วบังคับให้เธออ้าปากแล้วให้อากาศผ่านเข้าไปในปากของเธอ ติงยียีกระพริบตา ในไม่ช้าก็เข้าใจถึงความตั้งใจของเขา เธอพยายามผลักเขาออกไปแต่มือกลับอ่อนแรง
เมื่อสังเกตได้ถึงการขัดขืนที่อ่อนแรง เย่เนี่ยนโม่คิดว่าการเป่าปากช่วยหายใจนี้ได้ผลจึงทำต่อไป และรู้เมื่อเห็นว่าติงยียีจ้องมองเขาด้วยลูกตาสีขาวและดำ
“เธอดีขึ้นแล้วใช่ไหม?” เย่เนี่ยนโม่พูดอย่างเป็นกังวล “ทำไมหน้าถึงแดงกว่าเมื่อกี้นี้ล่ะ?”
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว!” ติงยียีเบือนหน้าหนี จูบเมื่อกี้นี้ทำให้สติของเธอฟื้นคืนมาโดยสมบูรณ์ เย่เนี่ยนโม่สังเกตดูสถานการณ์โดยรอบแล้วพูดอย่างเคร่งขรึมว่า : “ไม่ได้การแล้ว พวกเราต้องเอาตัวรอด ด้านนอกมีต้นไม้อยู่ ระยะห่างจากชั้นสองถึงพื้นดินไม่สูงมากนัก พวกเราสามารถใช้ต้นไทรด้านนอกเป็นตัวกันกระแทกได้”
“แล้วถ้ากระโจนไปไม่ถึงต้นไม้ล่ะ?” ติงยียีถามเสียงสั่นเครือ เมื่อเย่เนี่ยนโม่เห็นเธอเป็นเช่นนี้ถึงนึกขึ้นได้ว่าเหมือนว่าเธอเคยบอกว่ากลัวความสูงตอนที่ชิงช้าสวรรค์ในสวนสนุก
ที่หัวของติงยียีสัมผัสได้ถึงความอ่อนโยน เมื่อแหงนหน้าขึ้นก็ตกลงสู่ความอ่อนโยนในดวงตาและรอยยิ้มของเขา เขาพูดว่า : “เชื่อฉันเถอะ”
เย่เนี่ยนโม่หยิบเก้าอี้ขึ้นมาทุบกระจก จนกระจกแตกกระจายรอบด้าน เท้าข้างหนึ่งเหยียบลงบนขอบหน้าต่าง พลางสังเกตระยะห่างของต้นไม้และหน้าต่างที่ตนเองอยู่ พลางเหยียดมืออีกข้างไปทางติงยียีแล้วพูดว่า : “จับไว้นะ ฉันจะกระโดดแล้ว”
ไม่มีเสียงตอบรับ เขาหันหน้ากลับมา ติงยียีย่อตัวลงแล้วก้มหน้าตัวสั่นห่างจากเขาสองสามก้าว เย่เนี่ยนโม่ถอนหายใจแล้วกลับมาหาเธออีกรอบ เขาย่อตัวลงแล้วพูดเบาๆว่า : “ไม่ได้กล้าหาญมาตลอดงั้นเหรอ? กล้าอีกครั้งเถอะนะ”
ติงยียีส่ายหัว จะให้เธอกระโดดลงไปล่ะก็เธอยอมถูกเผาเป็นเถ้าถ่านอยู่ที่นี่ดีกว่า ขณะที่กำลังคิดฟุ้งซ่าน มือของเธอก็ถูกยกขึ้นแล้วมีเสื้อผ้าพันรอบ
เย่เนี่ยนโม่ผูกปลายข้างหนึ่งเอาไว้ที่มือของเธออย่างระมัดระวังแล้วผูกปลายข้างหนึ่งไว้แน่นที่มือของเขาแล้วแกล้งพูดอย่างผ่อนคลายว่า : “ตอนนี้ชีวิตของฉันผูกติดอยู่กับเธอ เธอไม่ต้องกลัวที่จะต้องกระโดดลงไปแล้วนะ”