ตอนที่ 1426
ตอนที่ 1426 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1326
October 28, 2026
เสียงเอะอะโวยวายและเสียงคร่ำครวญไปทั่วห้องโถงนิทรรศการทันที หลังจากเกิดความหวาดกลัวแล้วผู้คนต่างแย่งกันออกไปข้างนอก มีบางคนล้มลงบนพื้นเพราะหลบไม่ทันแล้วถูกเหยียบไปเหยียบมา ควันหน้าทึบเริ่มพวยพุ่งออกมาจากทุกทิศทาง บอดี้การ์ดสองสามคนล้อมรอบตัวเซี่ยชีหรั่นแล้วคุ้มกันไปจนถึงข้างนอก
ในห้องแสดงนิทรรศการ ในขณะที่ไห่โจ๋ซวนถูกฝูงชนเบียดเสียดเข้าก็เริ่มมองหาเย่ชูฉิง เมื่อเห็นบอดี้การ์ดของตระกูลเย่เดินออกไปด้านนอกจนหมดแล้วก็คิดว่าเธอน่าจะถูกส่งไปอย่างปลอดภัยแล้วจึงวางใจแล้วกอดซ่งเมิ่นเจ๋เอาไว้
ซ่งเมิ่นเจ๋ถูกฝูงชนเบียดเข้ามาจนข้อเท้าแพลง อีกทั้งเพราะสูดฝุ่นควันเข้าไปบางส่วน จนรู้สึกเวียนหัวไปทั้งตัว ไห่โจ๋ซวนกอดเธอเอาไว้แล้วรีบออกมาจากฝูงชน มองเห็นร่างที่คุ้นเคยวิ่งไปที่บันไดอย่างลนลาน ด้านหลังนั้นเหมือนเย่ชูฉิงเล็กน้อย
“เป็นไปไม่ได้ ตระกูลเย่จะต้องคุ้มครองเธอแน่นอน” ควันรวมตัวหนาแน่นขึ้นเรื่อยๆ ไห่โจ๋ซวนไม่มีเวลาครุ่นคิดแล้ว เขารีบออกไปข้างนอกพร้อมกับกอดซ่งเมิ่นเจ๋เอาไว้
ติงยียีเพียงแค่ถูกเย่ชูหวินจับมือไว้เท่านั้น เพราะว่าเป็นคนแรกที่เจอเพลิงไหม้ ทั้งสองคนจึงไม่ได้รับบาดเจ็บ เย่ชูหวินโน้มตัวลงเล็กน้อยพลางมองเธอแล้วพูดว่า : “ยียี ฉันไปช่วยงานที่โรงพยาบาลสัตว์มาตลอดเลยเข้าใจความรู้ทางการแพทย์พื้นฐานบ้าง ตอนนี้ฉันจะไปช่วยพวกเขา เธอสัญญาว่าจะอยู่ตรงนี้ดีๆแล้วไม่วิ่งหนีไปไหนได้ไหม?”
เธอมองไปที่เย่ชูหวินอย่างตกใจเล็กน้อย ขณะที่ได้ยินเสียงคร่ำครวญของฝูงชนโดยรอบที่ดังอยู่ไม่ขาดสายจึงพยักหน้าอย่างหนักแน่น “คุณน้า ชูฉิงล่ะครับ? ผมแยกกับเธอเมื่อกี้นี้ เธอควรจะอยู่กับคุณใช่ไหมครับ” หลี่ยี่ซวนออกมาจากฝูงชนและเอ่ยถาม เท้าของเขาเองก็ถูกเหยียบจนได้รับบาดเจ็บและทำได้เพียงแค่เดินกะเผลก
ใบหน้าของเซี่ยชีหรั่นซีดเผือดในพริบตาแล้วถามเสียงสั่นว่า : “ไม่ได้อยู่กับเธอตลอดเหรอ?” ทันทีที่เสียงสิ้นสุดลง สีหน้าทั้งสองคนเปลี่ยนไปอย่างยิ่ง หลี่ยี่ซวนต้องการจะวิ่งเข้าไปในกองเพลิงก็ล้มลงบนพื้นหลังจากวิ่งไปแค่ไม่กี่ก้าว
“ลูกสาวของฉัน!” เซี่ยชีหรั่นร้องไห้พร้อมกับจะวิ่งเข้าไปในกองเพลิง แต่บอดี้การ์ดได้ขวางเอาไว้ เหล่าบอดี้การ์ดต่างมองหน้ากัน เพลิงไหม้มีขนาดใหญ่เกินไปและอันตรายมากที่จะเข้าไปตอนนี้ พวกเขาเป็นบอดี้การ์ดก็จริงแต่ว่าพวกเขาก็มีภรรยาและลูกด้วยเช่นกัน
“พวกคุณปล่อยให้ฉันไปช่วยเธอนะ!” เซี่ยชีหรั่นตัวสั่นและทรุดลงบนพื้น ติงยียียืนอยู่ไม่ไกลโดยตลอด มองเห็นเธอโศกเศร้าขนาดนั้นแล้ว ในใจของเธอก็ปวดแปลบเช่นกัน
“ฉันจะไปค่ะ” ติงยียีกัดฟันแล้วคว้าเอาถังน้ำมาจากคนที่กำลังเตรียมเอาไปดับไฟแล้วรดน้ำทั้งหมดลงบนตัว ในตอนที่คนในที่เกิดเหตุยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองกลับคืนมาเธอก็เข้าไปในจุดที่เกิดเพลิงไหม้แล้ว
ติงยียีเข้าไปในโถงนิทรรศการ โถงนิทรรศการชั้นแรกอยู่ใกล้กับห้องใต้ดินมากที่สุดและถูกควันหนาทึบล้อมรอบเรียบร้อยแล้ว วอลเปเปอร์เองก็ทยอยหลุดร่วงลงมาเพราะได้รับความร้อน “ชูฉิง!” ทันทีที่เธอตะโกนก็สำลักควันหนาจนตัวงอ
ถ้าหากชูฉิงปลอดภัยดีจะต้องไม่อยู่ที่ชั้นนี้ เธอกลั้นหายใจแล้ววิ่งไปที่ชั้นสอง ที่ปากบันไดของชั้นสองมีเก้าอี้ล้อมไว้แล้ว เห็นได้ชัดว่าเพื่อต้านทานควันหนาทึบ บางคนยืดหัวออกมามองดูเธอ
“ฉันจะไปตามหาคน รบกวนให้ฉันขึ้นไปด้วยค่ะ!” ติงยียีตะโกนเสียงดัง บางคนมองดูเธออย่างเห็นอกเห็นใจและยิ่งดึงดูดให้คนรู้สึกด้านชามากขึ้น ในขณะที่กำลังเผชิญหน้ากับความเป็นและความตายล้วนแต่ต้องการรักษาชีวิตเอาไว้
ติงยียีไม่มีหนทางใดแล้วทำได้เพียงแค่ย้ายเก้าอี้ออก ด้านบันไดมีคนวิ่งออกมาแล้วตะโกนว่า : “ไฟไหม้ชั้นสองแล้ว รีบขึ้นไปชั้นสามเร็ว”
ฝูงชนเกิดความโกลาหลอีกครั้ง หลังจากนั้นเบียดเสียดไปทางบันไดแล้วต่างแย่งกันด้วยความหวาดกลัว “อ้า อย่าเบียดสิ!” เสียงร้องแหลมและรันทดดังขึ้นแล้วจมหายไปในฝูงชนอย่างรวดเร็ว
“ชูฉิง!” ติงยียีฟังออกว่าเสียงที่ร้องเมื่อกี้นี้คือชูฉิง ในขณะที่ใช้เสียงเรียกเธอ มือก็เร่งความเร็วในการย้ายเก้าอี้
“พี่ยียี” เย่ชูฉิงถูกเบียดจนล้มลงบนพื้น เพราะสูดคาร์บอนมอนอกไซด์เข้าไปมากเกินไป ตัวเธอก็ไร้เรี่ยวแรงและทำได้เพียงแค่มองดูติงยียีวิ่งมาข้างๆตนเองด้วยดวงตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา
“เกาะไว้นะ!” เปลวไฟพวยพุ่งออกมาจากทางเดิน ติงยียียกเธอขึ้นแล้ววิ่งไปที่ชั้นสาม ทันทีที่ถึงตีนบันไดชั้นสาม ฝ้าเพดานแผ่นหนึ่งก็หล่นลงมาปิดทางของทั้งสองคน “จะทำยังไงดี?” เย่ชูฉิงกำแขนเสื้อของติงยียีแน่น
ติงยียีกัดฟันแล้วพาเธอกลับไปที่ชั้นสองอีกรอบแล้ววิ่งไปทางทางเดินที่มีควันน้อยลง วิ่งไปได้ครึ่งทางก็เห็นป้ายห้องน้ำ ทั้งสองเข้าไปในห้องน้ำที่สะอาดแล้วช่วยกันออกแรงปิดประตูลง ติงยียีเปิดก๊อกน้ำ น้ำที่ไหลออกมาจากก๊อกทำให้ทั้งคู่ถอนหายใจ
เย่ชูฉิงนั่งบนพื้นเปียกๆแล้วเอ่ยถามด้วยดวงตาที่แดงก่ำ : “จะมีคนมาช่วยพวกเราไหมคะ?”
ติงยียีรู้สึกว่าปอดของเธอสูดควันหนักมากจนหายใจอึดอัด แต่ทำเพื่อให้เธอสบายใจ จึงแสร้งทำท่าทางว่าไม่เป็นไรแล้วพูดอย่างมั่นใจว่า : “ต้องมีคนมาช่วยเราแน่นอน”
“แย่แล้ว รีบไปช่วยกันเร็ว ที่ห้องจัดงานเกิดไฟไหม้” ในร้านกาแฟมีคนถูลู่ถูกังวิ่งเข้ามาและตะโกนเสียงดัง
เมื่อเย่เนี่ยนโม่ได้ยินก็วิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว อ้าวเสว่ลุกขึ้นและจิตใต้สำนึกต้องการจะตามไป แต่หลังจากนั้นก็ทรุดตัวนั่งลงไป ดวงตาทั้งสองข้างมองดูควันที่ลอยคละคลุ้งอยู่ไม่ไกลอย่างว่างเปล่า
“จะมีคนมาช่วยพวกเราจริงๆใช่ไหมคะ?” เย่ชูฉิงนั่งกอดเข่าอยู่ตรงมุมห้อง ไม่มีน้ำไหลออกจากก๊อกแล้วและอุณหภูมิก็สูงขึ้นเรื่อยๆ
ติงยียีเอาเสื้อคลุมที่จุ่มน้ำจนชุ่มสวมลงบนตัวแล้วนั่งยองๆตรงหน้าเธอพร้อมกับพูดอย่างจริงจังว่า : “ชูฉิง ตอนนี้ถ้าอยู่ที่นี่กว่าจะได้รับการช่วยเหลือพวกเราอาจจะถูกเผาไปแล้ว ฉันจะออกไปหาหน่วยกู้ภัยแล้วบอกกับพวกเขาว่าพวกเราอยู่ที่นี่ เธออยู่ที่นี่รอฉันไปเรียกคนมาได้ไหม ข้างนอกอันตรายเกินไป”
เย่ชูฉิงส่ายหัวพร้อมกำแขนเสื้อแน่นไม่ยอมปล่อยขอร้องว่า : “ฉันกลัว!”
ติงยียีช่วยเช็ดน้ำตาให้เธอแล้วพูดเกลี้ยกล่อมอย่างอดทนว่า : “เธอไม่ชอบไห่โจ๋ซวนเหรอ? เธอไม่เข้มแข็งก็จะไม่ได้เห็นพี่โจ๋ซวนของเธอแล้วนะ”
เห็นว่าเธอพยักหน้าอย่างสั่นเทาเล็กน้อยแล้ว ติงยียีก็ถอนใจยาวแล้วรีบเปิดประตูกระโจนออกไป บนลานที่เปิดโล่ง รถดับเพลิงและรถพยาบาลจอดลง ณ ที่เกิดเหตุทีละคัน