ตอนที่ 1433
ตอนที่ 1433 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1333
October 28, 2026
“เย่เนี่ยนโม่ ฉันคือติงยียี!” ติงยียีทั้งโมโหทั้งร้อนใจ เย่เนี่ยนโม่ปวดศีรษะ เอ่ยซ้ำอีกรอบ “ติงยียี?”
เธอรีบผงกศีรษะ เอ่ยเสียงอ่อนว่า “ฉันคือเพื่อนของนาย ติงยียี”
“เพื่อน? ไม่ผิด เป็นแค่เพื่อนกัน!” เย่เนี่ยนโม่เอามือก่ายหน้าผากที่ปวด พลางส่งเสียงครางออกมาเบาๆ และเขยิบเข้าใกล้ติงยียีอย่างเชื่องช้า เมื่อเข้าใกล้อีกนิด ระยะห่างระหว่างทั้งสองคนก็เหลือเพียงแค่นิ้วมือเดียวจนสามารถได้ยินเสียงลมหายใจถี่กระชั้นของทั้งสองคนได้อย่างชัดเจน
ติงยียีหลับตาลงอย่างหมดอาลัยตายอยาก ผ่านไปครู่หนึ่งก็รู้สึกหนักที่ไหล่ ศีรษะของเย่เนี่ยนโม่ซบลงบนไหล่ของเธอหรือ กำลังหลับสบาย เธอถอนหายใจ รีบเช็ดตัวให้แห้งและประคองเย่เนี่ยนโม่ที่มีอาการเมามายกลับไปที่เตียงอีกครั้ง
วันรุ่งขึ้น เย่เนี่ยนโม่กุมศีรษะลุกขึ้นนั่ง รู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างมาก เมื่อเลิกผ้าห่มออก ทั้งเตียงก็เปียกชุ่มไปด้านหนึ่ง ผ้าเช็ดตัวที่พันส่วนล่างของตัวเองและอยู่ภายใต้ผ้าห่มตลอดทั้งคืนยิ่งชุ่มน้ำยิ่งกว่า
เย่เนี่ยนโม่ยิ้มเยาะตัวเองที่หลายวันมานี้อยู่ในสภาพกึ่งเมากึ่งมีสติตลอดเวลา และลุกขึ้นเปลี่ยนเสื้อผ้า นอกห้องมีเสียงสิ่งของตกลงบนพื้นดังขึ้น
หรือว่าจะเป็นขโมย? เย่เนี่ยนโม่หยิบไม้เบสบอลหน้าประตูขึ้นมา ค่อยๆย่องไปเปิดประตู ประตูเพิ่งจะเปิดออกมาให้มีรอยแยกเล็กน้อย เบื้องหน้าเขาก็ดำมืด เงาร่างสีดำกระโจนเข้ามาหาเขา
เย่เนี่ยนโม่ถอยไปหลายก้าวอย่างไม่ทันได้ป้องกันตัวและล้มลงบนเตียงอีกครั้ง ที่แท้ก็เป็นสุนัขสีดำตัวหนึ่ง! แพนด้าหมอบอยู่บนแผงอกเขาร้องเห่าเสียงดัง เมื่อเย่เนี่ยนโม่คิดจะลุกขึ้น มันก็แยกเขี้ยวยิงฟันมองมาที่เขา
“โครม!” เสียงดังชัดลอยมาจากห้องรับแขกด้านนอก แพนด้ารีบวิ่งไปทางห้องรับแขก วิ่งไปได้ครึ่งทางก็หันศีรษะกลับมาจ้องเย่เนี่ยนโม่ คล้ายกับส่งสัญญาณให้ฝ่ายตรงข้ามตามไปด้วย
เมื่อเย่เนี่ยนโม่มาถึงห้องรับแขกก็เห็นติงยียีที่ล้มกองอยู่บนพื้น เสื้อยืดสีขาวที่คลุมต้นขาได้หมดก็เลิกขึ้นมาจนเห็นขาอ่อน
ในยามเช้าตรู่ เย่เนี่ยนโม่รู้สึกถึงปฏิกิริยาตอบสนองส่วนล่างของตัวเองได้อย่างชัดเจน จึงแอบลอบมองฝ่ายตรงข้ามแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเธอคล้ายกับว่าไม่มีวี่แววจะฟื้นขึ้นมาก็รีบกลับไปที่ห้อง จัดการเรื่องราวที่ทำให้ผู้คนรู้สึกกระอักกระอ่วนแล้ว เย่เนี่ยนโม่ก็นำผ้าฝ้ายฤดูร้อนเดินกลับมาที่ห้องรับแขก
“เฮ้ ติงยียี” เย่เนี่ยนโม่ตบแก้มเธอเบาๆ หลังจากได้เห็นใบหน้าแดงก่ำผิดปกติของเธอแล้วก็ตื่นตระหนกที่ฝ่ายตรงข้ามกำลังมีไข้
“รอสักครู่ ฉันจะพาเธอไปโรงพยาบาล” เย่เนี่ยนโม่อุ้มติงยียีขึ้นมา ผ้าห่มก็ลื่นหลุดลงไปเผยให้เห็นขาเรียวยาวของเธอ
เย่เนี่ยนโม่ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะวางเธอลงแล้วหยิบโทรศัพท์มือถือออกมา เบอร์โทรศัพท์ล่าสุดในโทรศัพท์มือถือที่ได้รับการรับสายยังคงกระพริบวูบวาบอยู่ คนที่เขาตามหาอย่างบ้าคลั่งมาหลายวันแต่กลับหาไม่พบ
เขาโยนโทรศัพท์มือถือทิ้งบนโซฟา ขยี้ผมแล้วเดินไปห้องน้ำเพื่อนำผ้าขนหนูเปียกมาให้ติงยียี
ผ้าขนหนูเปียกชื้นกระทบเข้ากับศีรษะจนเกิดเสียงดัง “แป๊ะ” เธอขมวดคิ้วส่งเสียงครางออกมา
แพนด้าที่อยู่อีกด้านแยกเขี้ยวยิงฟันมองเย่เนี่ยนโม่ เย่เนี่ยนโม่หยิบผ้าขนหนูเปียกขึ้นมาบิดจนแห้งแล้วค่อยวางลงบนหน้าผากเธอ
ติงยียีที่สติเลือนรางเพราะพิษไข้รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกบนหน้าผาก ก็ผล็อยหลับไป
ติงยียีไม่รู้ว่าตัวเองหลับไปนานเท่าไร เมื่อได้กลิ่นโจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้าลอยมาอย่างรางๆ ท้องก็ร้องจ๊อกๆ
เธอพยายามลืมตา สูดจมูกที่หายใจไม่ค่อยสะดวก กลางดึกมีไข้ทำให้ร่างกายของเธออ่อนแรง เธอมองแผ่นหลังเย่เนี่ยนโม่ที่กำลังยุ่งอยู่ในห้องครัวอยู่ครู่หนึ่งถึงนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน
เมื่อคว้าโทรศัพท์มือถือได้ โทรศัพท์มือถือก็ถูกข้อความและสายเรียกเข้าเบียดแน่นขนัดเต็มไปหมด ไม่เพียงแค่สายโทรศัพท์จากคุณพ่อที่ไม่ได้รับ ยังมีเย่ชูหวินด้วย
“ตื่นแล้วก็ทานโจ๊กเถอะ” เย่เนี่ยนโม่ประคองชามโจ๊กมาวางบนโต๊ะชามหนึ่ง เห็นท่าทางเร่งรีบในการกดข้อความบนโทรศัพท์มือถือแล้วก็อย่างเข้าใจว่า “ฉันใช้โทรศัพท์มือถือโทรหาคุณลุงแล้ว”
“ที่แท้ก็บอกแล้วนี่เอง” ติงยียีหยิบช้อนขึ้นมาคนโจ๊กพลางถามว่า “นอกจากคุณพ่อของฉัน นายยังบอกใครอีกไหมว่าฉันอยู่ที่นี่?”
“เย่ชูหวิน?” เขาเอ่ยอย่างตรงประเด็น ติงยียีผงกศีรษะ เอ่ยถามด้วยความวิตกกังวลเล็กน้อยว่า “นายบอกเขาหรือไม่”
“บอกแล้ว ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้” เย่เนี่ยนโม่ลุกขึ้นยืน หยิบขวดเบียร์ออกมาจากตู้เย็นแล้วดื่มต่อ ติงยียียื่นมือออกไปอย่างต้องการแย่งขวดเบียร์มา “ไม่ต้องดื่มแล้ว”
เย่เนี่ยนโม่โยกมือหลบการยื้อแย่งของเธอ พริบตาเดียวเบียร์ขวดหนึ่งก็ลงไปอยู่ในท้อง เขาจึงตัดสินใจหงายหลังนอนลงกับพื้น
“อ้าวเสว่จะต้องมีความกังวลใจอะไรอย่างแน่นอน” ติงยียีกุมหน้าผากที่ปวดจนศีรษะจะแตกเป็นเสี่ยงๆ พลางเอ่ย
เย่เนี่ยนโม่ควานหยิบไวน์องุ่นที่อยู่ด้านข้างมาอีกขวดหนึ่ง หลังจากดื่มเข้าไปอึกใหญ่ก็เอ่ยว่า “อย่าเอ่ยถึงชื่อเธอกับฉัน”
“อ้าวเสว่รักนายมากจริงๆ เพล้ง!” เย่เนี่ยนโม่ขว้างขวดแก้วเข้ากับกำแพง สีแดงคล้ำของไวน์องุ่นเปรอะเปื้อนบนกำแพง เขาจ้องติงยียีอย่างดุร้าย “ฉันบอกว่าอย่าเอ่ยถึงเธอ”
“ปังๆ!” ด้านนอกประตูมีเสียงเคาะประตูของเย่ชูหวินลอยเข้ามา “ยียี เธออยู่ข้างในหรือเปล่า”
เย่เนี่ยนโม่ยิ้ม พลางควานหยิบไวน์ขวดใหม่ ติงยียีลุกขึ้นยืน คิดจะหยุดเขา ขาก็อ่อนแรงกระแทกเข้ากับโต๊ะวางน้ำชาก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น
“ยียี!” ในเวลาเดียวกันนั้นประตูถูกกระแทกให้เปิดออก เย่ชูหวินเห็นติงยียีหมดสติอยู่บนพื้นก็รีบวิ่งเข้าไป อุ้มคนเอาไว้ในอ้อมแขน ความร้อนที่แผ่ออกมาจากในอ้อมแขนทำให้เขาตกตะลึง จ้องมองไปที่เย่เนี่ยนโม่ด้วยโทสะแล้วลุกขึ้นยืนเดินจากไปอย่างรวดเร็ว