ตอนที่ 1469
ตอนที่ 1469 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1369
October 28, 2026
เย่เนี่ยนโม่ที่ยืนอยู่หน้าปากซอยมาโดยตลอด เขามองที่ชั้นสองอยู่นานสองสานก็ไม่เห็นเปิดไฟ ในใจจึงเริ่มรู้สึกแปลกๆ เดินเข้าไปใกล้สองก้าว ประตูถูกเปิดออกจากคนด้านใน ติงยียีวิ่งออกมาอย่างคนไม่มีสติ
เย่เนี่ยนโม่ใช้แรงมหาศาลในการจับตัวเธอไว้ ติงยียีร้องไห้ดิ้นรนอย่างไม่มีสติ ในปากพูดพึมพำ:“รีบช่วยพ่อของฉัน! รีบช่วยพ่อของฉันเร็ว!”
“คุณลุง?” เย่เนี่ยนโม่เห็นท่าทางของเธอแล้วใจคอไม่ดี จึงรีบวิ่งตรงเข้าไปในตัวบ้าน
ฟ้าเริ่มสาง ชายหนุ่มในห้องผู้ป่วยนอนอย่างไม่สงบ หลายชั่วโมงของการล้างท้องได้ผ่านไป ในที่สุดก็สามารถช่วยเขาให้รอดพ้นจากความตาย
ติงยียีใช้ข้อศอกรองศีรษะไว้ ความตึงเครียดตลอดทั้งคืนในที่สุดก็ได้ผ่อนคลายลงในเวลานี้
เสื้อคลุมผืนหนึ่งคลุมเข้ามาที่ไหล่เธอเบาๆ เธอตกใจตื่นในทันใด อย่างแรกที่ทำคือมองไปยังเตียงห้องผู้ป่วยด้วยความตระหนก เห็นคุณพ่อนอนหลับอย่างสนิท ถึงได้ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอกออมา
เย่เนี่ยนโม่มองใบหน้าที่ซีดเซียวของเธอ เจ็บปวดข้างในสุดๆ “ไปพักผ่อนก่อนนะ ที่นี่ปล่อยเป็นหน้าที่ผมเอง”
ติงยียีส่ายหน้า ในใจรู้สึกผิดมาก “ขอโทษนะ วันนี้คุณยังต้องไปทำงาน คุณรีบไปพักผ่อนสักครู่เถอะ”
เย่เนี่ยนโม่ไม่ตอบ พาเธอไปที่โซฟา เอนร่างเธอลงบนโซฟานุ่มๆ มือใหญ่คู่หนึ่งค่อยๆนวดเข้าที่ไหล่ของเธอ
“ค่ายา?” ติงยียีเอ่ยปากด้วยความสงสัย แรงในการจับนวดบนไหล่ได้เพิ่มขึ้น เธอรู้ว่าดีตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาคิดเรื่องนี้ จึงทำได้เพียงข่มความรู้สึกผิดที่มีต่อเย่เนี่ยนโม่เอาไว้
ติงยียีหยิบกระดาษที่คุณพ่อทับไว้ไต้ขวดยาออกมา เย่เนี่ยนเข้าใจแจ่มแจ้งแล้วกล่าวเบาๆ :“ต้องการให้ผมออกไปก่อนไหม”
ติงยียีจับมือของเขาที่ต้องการจะดึงออก แล้วส่ายหน้า จากนั้นเปิดกระดาษออกแล้วอ่านเบาๆ :“ลูกพ่อ ตอนที่หนูได้อ่านจดหมายนี้พ่อคงไม่อยู่แล้ว เป็นเพราะพ่อไม่ดี ไม่สามารถดูแลลูกให้ดีได้ ซ้ำยังต้องมาพิการอีก ทำให้หนูต้องลำบากขนาดนั้น ต้องไปทำงานพาร์ทไทม์ ถ้าหากไม่ใช่ลูกชายของตระกูลเย่ พ่อยังคงไม่รู้ว่าหนูจะต้องทำงานหนักเพื่อใช้หนี้ พ่อคิดถึงแม่ของลูกแล้ว พ่อไปหาแม่ก่อนนะ เชื่อว่าถ้าไม่มีพ่อหนูจะต้องมีชีวิตที่ดีกว่าอย่างแน่นอน”
อ่านมาถึงสุดท้าย น้ำเสียงติงยียีก็สะอึกสะอื้น ติงต้าเฉินที่อยู่บนเตียงมีการขยับราวกับรับรู้ สักพักก็เข้าสู้ภวังค์แห่งการหลับใหลต่อ
เย่เนี่ยนโม่เงียบไม่พูดไม่จา เพียงแค่กอดเธอไว้เงียบๆ ให้กำลังเธอโดยไร้เสียง จนกระทั่งเธอสงบลง
เย่ป๋อกับไห่โจ๋ซวนเดินเข้ามาจากประตู สองสามวันมานี้เย่ป๋อเข้าใจวิธีการขอความรักของคุณชาย จึงไม่รู้แปลกแต่อย่างใด แต่กลับไห่โจ๋ซวนที่เห็นเย่เนี่ยนโม่ช่วยติงยียีนวดไหล่อย่างไม่ขุ่นเคืองใดๆ ก็ยิ่งมั่นใจในความคิดของตัวเอง
เย่ป๋อนำชุดสูทชุดใหม่มาให้ เย่เนี่ยนโม่ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่ห้องข้างๆ ในห้องจึงเหลือเพียงไห่โจ๋ซวนกับติงยียีเท่านั้น
“คุณลุงยังโอเคไหม ผมรู้จักคุณหมอที่เก่งๆ สามารถแนะนำคุณได้นะ” ไห่โจ๋ซวนนั่งลงข้างๆเธอ ปลอบประโลมด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
ทั้งคู่ใกล้กันมาก ไห่โจ๋ซวนโอบไหล่เธอเบาๆ ติงยียีกระเถิบออกอย่างเงียบๆ แล้วหันหน้าไปมองท่าทางที่เป็นธรรมชาติของเขา แอบพูดในใจว่าตัวเองคงคิดมากไป
เย่เนี่ยนโม่เพื่อติงยียีแล้วได้ทิ้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงหนึ่งคืนหนึ่งวันเต็ม ต่อให้เขาอยากจะอยู่ข้างกายติงยียีมากแค่ไหน เขาก็ต้องเห็นแก่ส่วนรวมก่อน เมื่อยืนยันอาการของติงต้าเฉินกับคุณหมอแล้วถึงได้จากไป
การจากไปของเย่เนี่ยนโม่ ราวกับว่าได้พาความอบอุ่นของฤดูใบไม้ร่วงจากไปด้วย ติงยียีอดไม่ได้ที่จะขยับเสื้อกันหนาวให้แน่นขึ้น
จนกระทั่งตกดึก เย่เนี่ยนโม่ได้มาที่โรงพยาบาล ติงต้าเฉินก็ยังไม่ฟื้นขึ้นมา เขาค่อยๆหยิบกล่องอาหารออกจากถุง แล้วจัดวางเต็มโต๊ะ
ติงยียีไม่อยากให้เขาเป็นห่วง จึงแสร้งทำเป็นดมอาหารอย่างดีใจ เย่เนี่ยนโม่บี้ที่จมูกของเธอแล้วกล่าวด้วยความรักใคร่เอ็นดู :“ไปล้างมือก่อนแล้วค่อยมาทาน”
เธอพยักหน้าแล้วหันหลังออกจากประตูไป เย่เนี่ยนโม่ถอนหายใจแล้วกล่าว:“คุณลุงครับ คุณลุงทำแบบนี้ยิ่งไม่ใช่ทำให้เธอเป็นห่วงเหรอครับ”
ติงต้าเฉินลืมตาขึ้นมองเขา บทสนทนาของเย่เนี่ยนโม่กับติงยียีในตอนเช้าเขาได้ยินทั้งหมด เขาถอนหายใจแล้วกล่าวขึ้น :“สามารถดูแลเธอให้ดีๆได้ไหม ไม่ว่าจะเวลาไหน”
“ผมจะดูแลเธอให้ดีๆครับ แต่ว่าถ้าไม่มีคุณลุง เธอจะต้องไม่มีความสุขอย่างแน่นอน”
เย่เนี่ยนโม่เกลี้ยกล่อมอย่างใจเย็น เมื่อเห็นแววตาความไม่อยากจาก ความรู้สึกผิดในแววตาของติงต้าเฉิน เขาถึงได้เบาใจลง
นอกประตู ติงยียียืนอยู่เงียบๆ ฟังคุณพ่อสนทนากับเย่เนี่ยนโม่ แล้วตบหน้าของตัวเอง พยายามทำสีหน้าของตัวเองให้เป็นปกติที่สุด คิดอยากจะเข้าไป แต่โทรศัพท์ได้ดังขึ้น เธอจึงรับรับ :“ตอนนี้เป็นวันที่สามแล้วนะ นี่เธอจะคืนเงินได้หรือยัง”
อ้าวเสว่พลางทำสปาพลางพูดเย้ยหยัน สวีเห้าเซิงตามใจเธอสุดๆ ถึงแม้ว่าจะไม่เห็นด้วยการกระทำของเธอ แต่แค่เธอออดอ้อนออเซาะ เขาก็ยอมจำนนอย่างเชื่อฟัง
ติงยียีจึงเดินมาที่ธนาคารข้างโรงพยาบาล เงินเก็บของเธอทั้งหมดรวมกันแล้วก็มีแค่หมื่นกว่าหยวน เห็นทีแล้วคงได้แค่ไหนก็แค่นั้นไปก่อน
พนักงานสาวของธนาคารถามเธออย่างสุภาพ “ขออนุญาตถามว่าจะเบิกถอนออกมาทั้งหมดหรือเปล่าคะ”
ติงยียีพยักหน้า พนักงานหน้าเคาน์เตอร์ของธนาคารกล่าวประโยคหนึ่งกับพนักงานข้างๆ แล้วบอกให้ติงยียีรออยู่ที่เดิมสักครู่ จากนั้นก็ลุกออกจากที่นั่งไป สักพักก็มีชายหนุ่มวิ่งเบาๆตรงมาด้านหน้าเธอ