ตอนที่ 1470
ตอนที่ 1470 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1370
October 28, 2026
ที่หน้าประตูมีชายหนุ่มคนหนึ่งจ้องมองซือซืออย่างไม่ละสายตา แววตาเฉียบคม ซ่อนด้วยความอยากค้นหา สวีเห้าเซิงเดินมาถึงที่หน้าประตูแล้วเห็นถึงแววตาของชายหนุ่มคนนั้น หัวใจก็กระตุกขึ้น จึงยังไม่จากไป หันหลังแล้วเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์บาร์ คว้ามือของซือซือแล้วมุ่งเดินออกไปด้านนอก ชายหนุ่มคนนั้นดูเหมือนกับคนไม่ควรจะที่ไปมีเรื่องด้วย เขาไม่อาจปล่อยให้ผู้หญิงคนนี้อยู่ที่นี่คนเดียว
ซือซือนึกไม่ถึงว่าเขาไปแล้วจะกลับมาอีก ยังไม่ทันได้ตั้งตัวก็ถูกเขาลากดึง เมื่อผ่านหน้าประตู แววตาที่ชายหนุ่มมองสำรวจเธอก็ยิ่งไม่เกรงใจ ซือซือรู้สึกได้จึงหันหลังมา ฉับพลันสีหน้าก็แปรเปลี่ยนแย่ดูไม่ได้ทันที แล้วรีบก้มหน้าตามสวีเห้าเซิงจากไป
Bakerมองทั้งคู่ที่จากไปด้วยความสงสัย เพราะเขาจำได้ว่าสวีเห้าเซิงคือเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียง ดังนั้นจึงได้สังเกตหญิงสาวที่อยู่ข้างกายของเขา เมื่อมองหญิงสาวคนนั้นก็รู้สึกว่าคล้ายกับผู้หญิงที่ชื่อซือซือที่ถูกไฟคลอกเสียชีวิตที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าเมื่อหลายปีก่อน
เสียงที่ดังจากอีกฝั่งดึงดูดความสนใจของเขา เขาจึงเริ่มจ้องมองอย่างจดจ่อ จุดประสงค์หลักของการมาวันนี้คือการหาคนร้ายที่ก่อเหตุชนคุณพ่อของติงยียี ชายหนุ่มที่รับสารภาพผิดก่อนนี้ดูน่าสงสัยมากขึ้นสำหรับเขา แต่ถ้าอีกฝ่ายยังคงยืนกรานว่าตัวเองคือผู้ก่อเหตุ อย่างนั้นเขาเองก็คงจนปัญญา
ยังโชคดีที่สวรรค์มีตาเห็นใจคนมีมานะ ตอนที่ราชาอย่างอันหรันไปเดินพรมแดงแล้วถูกแอบถ่ายในขณะที่เดินอยู่ระเบียงทางเดินของโรงแรม ถูกนำมาพาดหัวข่าวตามหน้าเว็บหลัก เขาเห็นใบหน้าข้างๆของคนที่เดินผ่านกายอันหรันในหนังสือพิมพ์ เห็นได้ชัดว่าเป็นจางถังที่ตัวเองจับตัวในตอนนั้น
จางถังยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองนั้นถูกสงสัยแล้ว จึงทำการดื่มเหล้าอย่างไร้กังวล จากนั้นกล่าวกับเหยนหมิงเย้าอย่างไม่พอใจ:“นายเป็นผู้ชายหรือป่าววะ! จิบเหล้าทีละคำๆ หมดแก้วสิ!”
เหยนหมิงเย้ามองเขาแล้วยิ้ม ลูกผู้มากลากดีแบบนี้ที่เข้าหาเขาตอนนั้นก็เพื่ออยากสนุกเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเป็นเพื่อนกับเขาได้หลายปีขนาดนี้ แต่ว่าเป็นแค่เพื่อนจริงๆเหรอ ไม่น่าจะใช่มั้ง
แววตาของเขากวาดมองไปยังใบหน้าของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ข้างๆพวกเขาสองคน นั่นน่าจะเป็นตำรวจมั้ง เขาเคยเห็นหนังสือพิมพ์รายงานเกี่ยวกับเขา ตอนนั้นเพื่อนของคุณแม่ ชายหนุ่มที่ชื่อไห่ลี่หมินถูกฆาตกรรม คุณแม่ยังเคยถือหนังสือพิมพ์แล้วร้องไห้ ในหนังสือพิมพ์ตำรวจที่รับผิดชอบคดีนี้เหมือนจะว่าเป็นผู้ชายคนเมื่อสักครู่
จางถังมองเหยนหมิงเย้าอย่างไม่พอใจที่จิตใจล่องลอยไปไกล จึงดื่มหมดแก้วในอึกเดียวแล้วกล่าว :“ช่วงนี้ผมมีเรื่องว่ะ!”
“เหรอ เรื่องอะไร!” ในที่สุดเหยนหมิงเย้าก็ดึงสายตากลับมาที่ตัวของเขา จางถังกระอึกกระอักครู่หนึ่งถึงได้กล่าวขึ้น: “ผมชนคนคนหนึ่ง”
เหยนหมิงเย้าเห็นตำรวจที่อยู่ข้างๆเลิกคิ้ว มือซ้ายค่อยๆล้วงเข้าไปในกระเป๋าแล้วหยิบเครื่องอัดเสียงเล็กๆออกมาวางไว้บนโต๊ะ เขายิ้มแล้วกล่าว:“นายแน่ใจเหรอว่าพูดที่นี่อาถัง”
“มีอะไรไม่สามารถพูดได้ล่ะ! ขอเพียงแค่มีเงิน ก็สามารถหาคนมารับโทษแทนได้ และผมก็หาคนที่รับโทษแทนได้แล้วด้วย เพียงแต่ว่าทางฝั่งศาลบอกว่าหลักฐานไม่เพียงพอ น่ารำคาญชะมัด!”
เหยนหมิงเย้ายิ้มราวกับจิ้งจอก ในเมื่อเขาเตือนด้วยความหวังดีแล้วจางถังไม่ยอมฟัง อย่างนั้นตัวเองก็จนปัญญา
จางถังยังคงพูดพล่ามอยู่ตรงนั้น “ยังมีอ้าวเสว่คนนั้นอีก ต่อให้ผมถูกจับผมก็จะลากเธอลงนรกด้วย อ้าวเฮ้ย เหยนหมิงเย้านี่นายทำอะไร!”
จางถังลุกขึ้นด้วยความโมโห แล้วทำการสะบัดเสื้อของตัวเองที่เต็มไปด้วยเบียร์ จากนั้นจ้องมองเหยนหมิงเย้าด้วยความโกรธ
เหยนหมิงเย้าวางแก้วเหล้าลง ส่งสัญญาณให้เขามองไปข้างๆ จางถังเองก็ไม่ได้โง่ แวบแรกก็เห็นคนที่นั่งอยู่ข้างๆนั้นเป็นใคร จึงรีบขอคุณเหยนหมิงเย้ายกใหญ่ทันที เหยนหมิงเย้าไม่มีอารมณ์รับคำขอบคุณจากเขา ในหัวสมองมีแต่คำถาม ทำไมอ้าวเสว่ถึงได้เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
เมื่อแยกย้ายกับจางถังแล้ว เขาจึงรีบไปหาอ้าวเสว่ เขารู้ว่าเธออยู่ที่ไหน ที่ห้องสำนักงาน แสงไฟสลัวทำให้เงาของคนยืดยาวขึ้น เหยนหมิงเย้ากอดอกยืนพิงอยู่ที่ประตู เห็นอ้าวเสว่ฟุบหลับอยู่บนโต๊ะอย่างหลับใหล ในมือยังถือปากกาไว้
เขาเดินเข้าไปใกล้ อ้าวเสว่กลับตกใจเหมือนแมวน้อยที่สะดุ้งเด้งขึ้นทันใด เมื่อเห็นว่าเป็นเขาก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งใจ
“ทำไมไม่กลับบ้าน” เหยนหมิงเย้ามองกล่องข้าวที่เรียงกันเป็นชั้นๆอยู่ข้างถังขยะแล้วกล่าว
อ้าวเสว่ยักไหล่แล้วจดจ่อมองไปยังบนโต๊ะอีกครั้ง พลางเขียนพลางกล่าว :“กลับบ้านไปถึงอย่างไรก็อยู่คนเดียว สู้อยู่ที่บริษัทยังดีกว่า”
“อีกไม่นานก็ไม่ต้องอยู่คนเดียวแล้ว” เหยนหมิงเย้าพูดอย่างมีเลศนัย อ้าวเสว่เงยหน้าขึ้นมองเขา จากนั้นเขากล่าวได้ต่อ: “คนที่สำนักงานตำรวจมีไม่น้อยไม่ใช่เหรอ”
“ทำไมถึงพูดแบบนี้” อ้าวเสว่ขมวดคิ้วขึ้น ในใจรู้สึกรางๆว่าเหยนหมิงเย้ากำลังจะบอกอะไรบางอย่าง หรือเขารู้เรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นในห้องนิทรรศการเมื่อสามปีที่ก่อน
“เรื่องที่จางถังชนคนนั้นคุณมีส่วนเกี่ยวข้องหรือเปล่า” เหยนหมิงเย้าเห็นท่าทางของเธอชะงักค้างขึ้นในเสี้ยววินาที จึงคิดว่าตัวเองเดาถูกแล้ว
จางถังบอกว่าต่อให้ตัวเองจะถูกจับก็จะลากอ้าวเสว่ไปด้วย อย่างนั้นระหว่างทั้งสองคนต้องมีการติดต่อกันอย่างแน่นอน แต่บอกว่าติดต่อ ก็น่าจะมีเพียงเรื่องอุบัติเหตุรถยนต์ที่จางถังพูดถึงแค่นั้นมั้ง
อ้าวเสว่ถอนหายใจยาว เธอคิดไม่ถึงว่าแม้แต่เรื่องแบบนี้จางถังจะพูดกับเหยนหมิงเย้า ครั้งนี้บอกเพียงว่าตัวเองไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องอุบัติเหตุรถยนต์ ครั้งหน้าถ้าหากว่าพูดเรื่องเมื่อสามปีก่อน อย่างนั้นเธอจะต้องตายแน่ๆ ไม่ได้การแล้ว จะต้องคิดหาวิธีจัดการ
“คุณเป็นอะไร พูดออกมา ผมจะช่วยคุณเอง” เหยนหมิงเย้ามองใบหน้าที่เคร่งขรึมของเธอ หัวใจกระตุกวูบขึ้น หรือว่าวันที่เกิดเหตุอ้าวเสว่นั้นอยู่กับจางถัง
อ้าวเสว่ดึงสติคืนมาแล้วเล่าเรื่องที่จางถังมาหาตัวเองแล้วต้องการให้ตัวเองเป็นพยานเท็จอย่างคร่าวๆ
เหยนหมิงเย้ายิ่งฟังก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น ให้เป็นพยานเท็จก็ไม่ใช่ปัญหาเล็กๆ ถ้าหากว่าอ้าวเสว่ถูกจับ อย่างนั้น ชื่อเสียงในอุตสาหกรรมเครื่องประดับก็คงจะต้องดับลง
เขาครุ่นคิดอยู่สักพักจึงกล่าวขึ้น “ถ้าหากว่าวันใดวันหนึ่งเรื่องถูกเปิดโปง คุณก็บอกไปเลยว่าผมเป็นคนบังคับคุณ ผมเป็นเพื่อนของจางถัง คุณพูดแบบนี้คนอื่นไม่มีทางสงสัย”