ตอนที่ 1551
ตอนที่ 1551 หญิงรับใช้ของคุณชายเย่ 1391
October 28, 2026
“อะไรนะ!” เย่ชูฉิงที่เป็นคนเอ่ยปากคนแรก เธอมองพี่ชายอย่างตกใจมาก ต้องการรู้คำตอบจากเขา
“เรื่องงานแต่งพี่ไม่ต้องให้เธอมายุ่งวุ่นวาย” เย่เนี่ยนโม่กัดฟันพูดอย่างเยือกเย็น
เย่เชินหลินตบที่เท้าแขนบนโซฟา “ก่อนหน้านี้พ่อให้เวลาลูกได้คิดไตร่ตรองแล้ว ตระกูลเย่ของพวกเราจะไม่มีทางยอมให้มีคนทอดทิ้งครอบครัวแบบนั้นอยู่ในบ้านเด็ดขาด”
“ทอดทิ้งครอบครัวเหรอครับ ผมคิดว่าบ้านพวกเราก็มีคนหนึ่งนะครับ” เย่เนี่ยนโม่เม้มปากเน้นจนเป็นเส้นตรง
สวีเห้าเซิงถอนหายใจ “เนี่ยนโม่ ลุงรู้ว่าหลานไม่ชอบอ้าวเสว่ แต่ตอนนี้ในท้องเธอก็มีลูกแล้ว ต่อไปเด็กจะต้องมีครอบครัวที่สมบูรณ์”
ครั้งนี้เซี่ยชีหรั่นได้แต่ถอนหายใจ “เนี่ยนโม่ ครั้งนี้ลูกก็เชื่อฟังพวกเราเถอะนะลูก”
เย่เนี่ยนโม่มองแม่กับลุงสวี นี่คือคนสองคนที่มีความสำคัญที่สุดในช่วงที่เขาเติบโต เขาเคยสาบานว่าจะดีต่อพวกเขาให้มากๆ คิดไม่ถึงว่าตอนนี้คนที่ทำให้พวกเขาเสียใจก็คือตนเอง
อ้าวเสว่ค่อยๆเดินมาข้างๆเขา “ฉันรู้คุณไม่ชอบฉัน หลังจากพวกเราแต่งงานกันแล้วคุณจะไปหาเธอก็ได้ ฉันจะไม่ยุ่ง ตอนนี้ฉันแค่อยากจะหาครอบครัวให้ลูกของฉันเท่านั้น”
สายตาของเย่เนี่ยนโม่ไม่ได้มองที่ตัวของเธอเลยตั้งแต่ต้นจนจบ เย่เชินหลินตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นยืน น้ำเสียงหนักแน่นไม่เหลือที่ว่างให้สงสัย “อีกหนึ่งเดือนจัดงานแต่งงาน ถ้าแกไม่ยอม ก็ไสหัวออกไปจากตระกูลเย่”
เย่ชูฉิงมองเห็นทุกอย่าง สายตาเธอคอยจับสังเกตอ้าวเสว่ตลอดเวลา คิดว่ามีเรื่องที่ต้องบอกพี่ชาย ไม่บอกไม่ได้
เวลากลางคืน ความวุ่ยวายในบ้านตระกูลเย่สงบลงแล้ว เย่ชูฉิงและไห่โจ๋ซวนคุยโทรศัพท์เสร็จแล้ว ไห่โจ๋ซวนเองก็ตกใจมาก ปากเขาไม่ได้พูด แต่ในใจกลับคิดว่านี่เป็นละครอีกฉากหนึ่งของอ้าวเสว่หรือไม่
“ฉันจะไปหาพี่” เย่ชูฉิงนอนคว่ำอยู่บนเตียงส่ายศีรษะพลางเอ่ยว่า ผ่านไปครู่หนึ่ง เสียงไห่โจ๋ซวนที่เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ได้ยิ้มดังออกมาจากในโทรศัพท์ “มีอะไรเหรอ”
“พี่ยังไม่ได้บอกราตรีสวัสดิ์กับฉันเลย” เสียงเย่ชูฉิงแฝงด้วยความออดอ้อน จนกระทั่งได้ยินเสียงอีกฝ่ายบอกราตรีสวัสดิ์ด้วยรอยยิ้มจึงวางสายอย่างสบายใจ
เธอมาที่ห้องของพี่ชาย เคาะประตู ด้านในประตูไม่มีใครส่งเสียงตอบโต้ เธอเปิดประตู ภายในห้องว่างเปล่า
ลมหนาวของฤดูหนาวพัดผ่านก้อนเมฆหนาทึบ เมฆจะควบแน่นชั่วขณะ แล้วก็จะถูกพัดกระจายไป รถยนต์คันหนึ่งจอดอยู่ริมถนน สองข้างทางปกคลุมด้วยใบไม้ที่ร่วงหล่น หิมะถูกคนกวาดไปกองรวมอยู่ด้านข้าง เมื่อเทียบกับใบไม้ร่วงสีเหลือง กลับให้ความรู้สึกบางอย่างเหมือนกับถนนช็องเซลีเซ่
“ที่นี่ในช่วงฤดูใบไม้ผลิจะสวยงามเป็นพิเศษ เดินไปพลางก็เหมือนเดินอยู่ในเทพนิยายอย่างนั้น” ติงยียีหมอบอยู่ตรงหน้าต่างรถมองไปข้างนอกยิ้มพลางเอ่ยออกมา
เย่ชูหวินปลดเข็มขัดนิรภัย พร้อมกับช่วยเธอปลดด้วย จากนั้นลงจากรถมาช่วยเปิดประตูให้เธอ “นี่จะทำอะไรเหรอ ยังเหลืออีกตั้งระยะหนึ่งถึงจะถึงบ้าน”
ติงยียีกะพริบปริบๆตาอย่างสงสัย เย่ชูหวินมองเธอ “อยากลงมาเดินเล่นมั้ย”
ติงยียีพยักหน้า หลังจากลงจากรถแล้วก็กันกลับไปมองที่รถ “รถจอดไว้ที่นี่ไม่เป็นไรเหรอ”
เย่ชูหวินจูงมือเธอเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว สองคนทิ้งรถเอาไว้เปลี่ยนเป็นเดินเท้าแทน ต้นไม้สองข้างทางถูกลมพัดส่งเสียงดังครืดคราดติงยียีหดคอ รู้สึกว่าความคิดของตนเมื่อครู่นี้นั้นโง่เขลามากแค่ไหน เธอจะหนาวตายแล้วจริงๆ
มีคนผิวขาวคนหนึ่งเดินสวนมาข้างหน้าถามทาง เย่ชูหวินใช้ภาษาอังกฤษพูดคุยกับเขาอย่างคล่องแคล่ว ตอนที่เขาจะไปคนผิวขาวคนนั้นก็ใช้ภาษาจีนงูๆปลาๆพูดว่า “แฟนคุณสวยมาก”
เย่ชูหวินตอบรับว่า “Thank” ใบหน้ามีรอยยิ้มอย่างชัดเจน พอคนผิวขาวไปแล้ว ติงยียีถลึงตาใส่เขา“เมื่อกี้ทำไมคุณไม่แก้ไข ไม่อธิบายล่ะ”
“อธิบายอะไร” เย่ชูหวินมองเธอ ใบหน้ายังมีรอยยิ้ม มองดวงตาเป็นประกายของเธอ
ติงยียีรู้ว่าเขาจงใจแน่นอน กัดฟันแกล้งหยิบก้อนหิมะขึ้นมาก้อนหนึ่ง เย่ชูหวินตกใจ จากนั้นติงยียีก็สาวเท้าเข้ามาตรงหน้าเขา เขายืนอึ้งไม่ขยับ ปล่อยให้ติงยียีดึงผ้าพันคอเขาออกแล้วเอาก้อนหิมะใส่เข้าไปในคอเสื้อ
เมื่อหิมะสัมผัสกับผิว ไม่นานก็ถูกความร้อนจากผิวหนังแผดเผา จากนั้นก็ละลาย หิมะที่ละลายติดอยู่บนแผ่นอกเขา ตรงที่กระเพื่อมนั้น เขาสัมผัสได้ถึงการบรรจบกันของความร้อนและความเย็นอย่างเงียบๆ ได้กลิ่นหอมอ่อนจากเธอตอนที่ร่างกายของเธอเข้ามาใกล้ชิดกับตนเอง
ติงยียีเห็นเขายืนอึ้งอยู่กับที่ ก็เดินเข้าไปใกล้ด้วยความแปลกใจ วินาทีต่อมาก็ถูกก้อนหิมะกระแทกลงบนศีรษะโดยไม่ทันได้ตั้งตัว
เย่ชูหวินคว้าก้อนหิมะไว้อย่างรวดเร็ว ค่อยๆเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย ใบหน้าเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์ ติงยียีถูกเขาไล่วิ่งไปรอบถนน
ทันใดนั้น เขาก็ดึงมือเธอ เธอยิ้มพลางคิดจะหนี แต่กลับถูกดึงกลับมาอีกครั้ง เขาทิ้งก้อนหิมะในมือทิ้ง สองมือโอบกอดด้านหลังของเธอไว้แน่น
“คุณเป็นอะไร” ติงยียีแหงนหน้ารับน้ำหนักของเขา ลมหนาวพัดเย็นยะเยือก ร่างที่โอบกอดกันอยู่กลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็น
“ติงยียี ชอบผมได้มั้ย” เย่ชูหวินพูดด้วยเสียงแผ่วเบา ดูเหมือนคิดว่าจะเบาไป เขาจึงพูดซ้ำอีกครั้งว่า “ชอบผมได้มั้ย”
สองมือของติงยียีห้อยลงข้างลำตัวสองข้าง ไม่ไกลนักมีรถยนต์คนหนึ่งขับมา ไฟของรถยนต์ส่องมาที่พวกเขาสองคน เธออยากจะขยับ แต่กลับรู้สึกว่าพละกำลังของแขนที่โอบตนเองอยู่นั้นเพิ่มมากขึ้น
รถยนต์แล่นผ่านมา ม้วนเสื้อคลุมของทั้งสองคนขึ้นมา เย่ชูหวินเป็นฝ่ายปล่อยเธอก่อน ใบหน้าของเขาแดงเล็กน้อย ลมหายใจก็หอบเล็กน้อย แต่ในหัวติงยียีมีแต่ท่าทางที่เศร้าเสียใจของเขา ไม่ได้สังเกตถึงความผิดปกติของเขา