ตอนที่ 69
บทที่69 อธิขาดความรักจากพ่อ
October 28, 2026
ในชั่วพริบตาก็เหลือเวลาอีกครึ่งเดือนก็จะปีใหม่แล้ว และการออกแบบชุดอิเธียเรียลของมีนาก็ใกล้จะเสร็จแล้ว
ส่วนผลตรวจดีเอ็นเอทารกในครรภ์ของครีมก็ถูกส่งมาให้เธอแล้ว ซึ่งตามรายงานความคล้ายคลึงของดีเอ็นเอคือ 99.999%... นี่เป็นลูกของธารณ์จริงๆด้วย
มีนานำเรื่องนี้ไปบอกกับมาร์ช ทว่ามาร์ชเพียงเหลือบมองผลลัพธ์และพูดกับเธอว่า: “เก็บไว้ที่เธอก่อน รอเวลาที่เหมาะสมแล้วค่อยประกาศบอกพวกเขา”
และทางด้านครีมบอกให้เธอรีบๆลงมือ เธอจึงพูดกับครีมว่าต้องรอเวลาที่เหมาะสม ทว่าลูกในท้องครีมรอไม่ไว้แล้ว ถึงตอนนี้จะยังไม่แสดงอาการออกมาชัดเจนมากนัก แต่อีกไม่นานทุกคนต้องมองออก
ซึ่งที่จริงแล้วมีนาก็ไม่รู้ว่าเวลาที่เหมาะสมที่มาร์ชบอกนั้นคือตอนไหน แต่คิดว่าสิ่งที่มาร์ชพูดนั้นคือถูกแล้ว ถึงจะมีรายงานผลตรวจ ก็ไม่ควรหุนหันพลันแล่น เพราะฝีมือของวรรณไม่ใช้เล่นๆและคุณย่าก็ฉลาดพอควรเช่นกัน
ทว่าเธอก็ใจร้อนเหมือนกัน เธอหวังว่าเรื่องของครีมจะสำเร็จ และเธอจะได้พาลูกหนีไปได้โดยเร็ว ซึ่งพอเป็นแบบนี้แล้วเธอก็ต้องยิ่งสงบสติอารมณ์ไว้
ครีมเพื่อเร่งให้เธอช่วยเหลือเธอแล้ว นำเธอไปที่พัก และเส้นทางที่จะพาลูกของเธอหนีไป ซึ่งเธอได้วางแผนไว้สำเร็จหมดเแล้วส่งให้เธอดูแล้ว
และเธอได้แอบๆค้นหาจุดหมายที่ครีมบอกบนอินเตอร์เน็ต ซึ่งที่นั่นมีหมู่บ้านเล็กๆที่รอมรอบไปด้วยภูเขา การเดินทางไม่สะดวก และถ้าหากหลบอยู่ที่นี้นก็ยากที่หาตัวเธอเจอ
และเพื่อป้องกันไม่ให้โดนครีมลอกอีกครั้ง เธอจึงทำการตรวจสอบอย่างชัดเจน ซึ่งเส้นทางการหลบหนีที่ครีมส่งมาให้นั้น ก็ดูเหมือนจะเป็นไปได้
ดังนั้นเวลาที่ผ่านมานี้เธอได้แต่แอบวางแผน หากหนีไปจากที่นี้แล้วจะใช้ชีวิตอยู่กับอธิแล้วเลี้ยงดูถึงอธิจนโตเป็นผู้ใหญ่ยังไง
ซึ่งตั้งแต่ออกจากคุกเธอก็ไม่ได้ต้องการอะไรอีก เธอเพียงอยากหาที่เงียบๆแล้วพักอาศัยอยู่กับลูกและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข แค่นี้ก็พอใจแล้ว
ทว่าตระกูลจรัลพรไพศาลนั้นไม่ยอมปล่อยเธอไป ทำให้ให้เธอต้องมามีส่วนร่วมในการขัดแย้งเหล่านี้ เธอจึงขอแค่รีบๆหลุดพ้นก็พอ
เมื่อเธอเดินออกมาจากสถานที่ทำงาน ท้องฟ้าด้านนอกก็มืดลงแล้ว ซึ่งลมอันเน็บหนาวพัดพา จนหนาวสั่นเธอจึงคุมด้วยเสื้อกันหนาว แล้วตามหารถของตระกูลธวัชพลังกรมาที่มารับเธอ
แสงไฟในเมืองนั้นช่างสว่างไสวในยามค่ำคืนนี้ มันเปล่งประกายงดงามจนไม่สามารถละสายตาได้
เธอยังคงจำครั้งแรกที่เธอออกจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเพื่อมาที่เมืองใหญ่แห่งนี้ และเธอก็หลงใหลในค่ำคืนที่มีเสน่ห์เช่นนี้ซึ่งเมื่อเทียบกับสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าในเมืองเล็กๆแล้ว ก็เหมือนกับสรวงสวรรค์ที่ไม่มีวันดับสูญ
ต่อมาเธอถึงรู้ว่า เบื้องหลังของตึกที่ตึ้งสูงขึ้นไปอาคารสูงและแสงสว่างที่เปล่งประกายนั้น ยังมีความมืดที่แสงส่องไม่ถึงอยู่
เธอแค่เหม่อลอยสักพัก ก็เห็นรถหรูของตระกูลธวัชพลังกรที่มารับเธอ และในขณะที่เธอกำลังเดินไปที่รถ ก็รถเก๋งสีดำอีกคันก็หยุดอยู่ข้างๆเธออย่างช้าๆ
ปริญเลื่อนกระจกรถลง แล้วพูดกับเธอว่า: “ฉันให้เลขาของฉันไปพูดกับคนขับรถของตระกูลธวัชพลังกร ว่าพวกเราพ่อลูกไม่ได้พบกันนาน และเรามาคุยกันสักพักดีกว่า”
สีหน้าขอมีนาเปลี่ยนไปทันที แล้วยืนมองไปที่ปริญ เธอคิดว่ามันต้องไม่ใช้เรื่องดีแน่
เลขาของปริญลงออกจากรถโดยเร็ว แล้วเดินไปหารถหรูที่จอดข้างๆ และพูดกับคนขับรถของตระกูลธวัชพลังกร
ซึ่งคนขับรถคนนั้นมองมาที่พวกเขา แล้วเห็นว่ามีนาพยักหน้าค่อยขับรถจากไป
มีนานั่งเงียบๆอยู่ในรถถัดจากปริญโดยหลังที่ตรงแข็ง แล้วทำท่าทางพร้อมที่จะถูกตำหนิได้ตลอดเวลา
ปริญทำลายความเงียบนี้และพูดด้วยดุดันของพ่อว่า: “ทำไมเธอไม่ค่อยกลับบ้านหลังจากแต่งงานกับมาร์ชล่ะ เธอไม่คิดถึงเด็กคนนั้นอีกแล้วเหรอ”
“ฉันเคยกลับไปหาเด็กสองครั้งแล้ว ซึ่งไปในตอนที่คุณไม่อยู่ที่นั่น” หัวใจของมีนาเต้นเร็วมาก จนเขากลัวว่าเขาสังเกตเห็นบางอย่าง