ตอนที่ 280
บทที่280 เหยียบไว้ใต้เท้า!
October 28, 2026
บทที่280 เหยียบไว้ใต้เท้า!
เฉินเป่ยพูดแบบนี้ออกไป ชั่วขณะนั้นทั้งหมดก็เงียบสงบ
ผู้คนมากมายมองทางเฉินเป่ย สายตาประกายแปลกๆ สีหน้าประหลาด
ที่เยี่ยนจิง เขตพื้นที่บริเวณย่านนี้ ใครบ้างไม่รู้ว่าเจ้าสำนักคนนี้มีความโหดร้ายมากแค่ไหน แทบจะไม่มีคนที่กล้าท้าทายเขา
เพราะการชดใช้จากการท้าทายแล้วพ่ายแพ้ก็คือความตาย ถึงแม้จะยอมแพ้วอนขอชีวิตก็ไม่มีประโยชน์ ต้องถูกเจ้าสำนักจัดการจนตายไปทั้งเป็น
ไม่เพียงแค่นี้ ผู้ที่ท้าทายนั้น ก่อนที่จะท้าทายเจ้าสำนัก จำเป็นต้องเซ็นใบยินยอม ดังนั้นเจ้าสำนักจึงไม่ต้องรับผิดชอบภาระใดๆ ล้วนเป็นผู้ที่ท้าทายรนหาที่ตายเอง
ส่วนเฉินเป่ยอยากท้าทายเจ้าสำนัก ย่อมต้องเซ็นใบยินยอมโดยธรรมชาติ
อย่างไรเสียสิ่งที่ทำให้ผู้คนคาดไม่ถึงคือเฉินเป่ยยังกล้าให้เจ้าสำนักคุกเข่าลงขอโทษด้วย
เจ้าสำนักจ้องมองเขาอย่างเมินเฉย หรี่ตาไว้ สังเกตอย่างละเอียดไปรอบหนึ่ง หัวเราะหึๆ ยกเท้าขึ้นทันใด ก่อนจะกระทืบลงไปอีกครั้งหนึ่ง
“ซี้ด......” ใต้เท้าของเจ้าสำนัก ผู้ชายผอมแห้งคนนั้นส่งเสียงเจ็บปวดออกมาอย่างหวาดกลัว
“ให้ฉันขอโทษ? แกถือว่าเป็นตัวอะไรกัน เดี๋ยวฉันจะให้แกแย่ซะยิ่งกว่ามันอีก!” ชายกำยำหัวเราะเสียงดัง ฝ่ามือใหญ่ข้างหนึ่งยื่นเข้าไปทางเฉินเป่ย......
ในเวลานี้ เฉินเป่ยยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับ แต่ตอนที่ชายกำยำจะคว้าเฉินเป่ยเอาไว้ ร่างกายของเฉินเป่ย ก็หายแวบไปฉับพลัน ราวกับถอยหลังไปหลายก้าว
และในเหตุการณ์ต่างไม่มีใครดูออก ผู้คนไม่น้อยขยี้ตา สีหน้าตกตะลึง ไม่รู้ว่าเมื่อสักครู่เกิดอะไรขึ้น
เฉินเป่ยยืนอยู่ตรงนั้น มองดูเหมือนไม่เคยขยับ........แต่ทำไมเจ้าสำนักถึงจับเขาไม่ได้?
คนทั่วไปที่มุงดูเหล่านี้ย่อมนึกไม่ถึงว่าความเร็วของเฉินเป่ยเมื่อสักครู่นี้จะไวเหลือเกิน เพียงแค่ช่วงที่กะพริบตาก็ทำให้เจ้าสำนักตอบสนองเข้ามาไม่ทัน หน้าตางุนงง
ส่วนเจ้าสำนักแอบได้กลิ่นตุนิดๆ ทำให้เขายิ่งหงุดหงิดขึ้น โบกฝ่ามือใหญ่จับเข้าไปทางเฉินเป่ยอย่างแรง
เจ้าสำนักสีหน้าเหยียดหยาม ส่วนเฉินเป่ยนั้น ตอนที่หมัดของเจ้าสำนักจะตกลงมา เขาเอียงศีรษะเล็กน้อย หลบหมัดของเจ้าสำนักที่ราวกับกระสอบทรายออกไปได้
จากนั้นร่างกายเฉินเป่ยก็สั่นไหว ปรากฏตัวขึ้นที่เวทีต่อสู้แล้ว
ด้านล่างเวที หญิงสาวมัธยมปลายคนนั้นกัดที่ริมฝีปากแดงอวบอิ่มไว้แน่น เธอมองเฉินเป่ยอยู่ สายตาเผยความกังวลที่รุนแรงออกมา
เธอรู้ว่าเฉินเป่ยออกหน้าเพื่อพี่ชายเธอ แต่เธอมองเห็นเฉินเป่ยที่รูปร่างผอมดำนั้น ย่อมไม่คิดว่าเฉินเป่ยจะสามารถช่วยพี่ชายตนเองทวงคืนความเป็นธรรมกลับมาได้
ในเบ้าตาหญิงสาวมัธยมปลายมีน้ำตาระยิบระยับคลออยู่ ความสนใจทั้งหมดของเธออยู่ที่ตัวของเฉินเป่ยแล้ว เธอขอเพียงผู้ที่หวังดีคนนี้จะไม่เกิดเรื่องไม่คาดฝันอะไรขึ้น
แต่ไม่นานก็เกิดความเปลี่ยนแปลงผิดปกติขึ้นทันใด
หลังเฉินเป่ยเดินขึ้นบนเวทีต่อสู้ พยุงผู้ชายผอมแห้งที่หายใจแผ่วเบาอยู่บนพื้นขึ้นมาแล้วลากไปด้านข้าง
และในเวลานี้ มีเสียงหัวเราะเยาะของเจ้าสำนักตามมา หมัดนั้นรวมพลังทั้งหมดของเจ้าสำนักไว้ ต่อยลงที่หลังของเฉินเป่ยฉับพลัน ก่อนจะส่งเสียงคำรามที่หดหู่ออกมา
ฝูงชนร้องตกใจ แม้แต่หญิงสาวมัธยมปลายก็มองเห็นเจ้าสำนักจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวอย่างกะทันหัน ชั่วขณะนั้นกังวลอย่างมาก
“แม่งเอ๊ย นี่เจ้าสำนักจู่โจมแบบไม่ทันตั้งตัวเลย!”
“ช่างหน้าไม่อายเหลือเกิน ความสามารถแบบเขายังกล้าจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัว นี่มันต่ำทรามไร้ยางอายจริงๆ”
“หมัดที่ลอบโจมตีต่อยลงไปนี้ ถ้าเขารับไม่ไหว คงเจ็บไปหมดทั้งตัวแน่นอน”
ในฝูงชนระเบิดเสียงร้องตกใจออกมากันแล้ว มองทางเจ้าสำนักที่ปรากฏตัวอยู่ด้านหลังเฉินเป่ยอย่างคาดไม่ถึง ต่างเป็นห่วงเฉินเป่ย ยังไม่ได้เริ่มก็จะจบสิ้นแล้ว
และบนเวที รอยยิ้มบนหน้าของเจ้าสำนักดุร้ายหนาวเย็น เสียงที่บ้าระห่ำดังก้องอยู่ในอากาศ “หาที่ตาย!”
แต่ไม่นานรอยยิ้มบนหน้าของเจ้าสำนักก็แข็งทื่อฉับพลัน เขามองทางเฉินเป่ย ทันใดนั้นแววตาปรากฏความมหัศจรรย์ใจขึ้น
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจน หมัดของเขา เดิมทีไม่เหมือนต่อยไปที่หลังของคน แต่ทว่าเหมือนโจมตีไปที่แผ่นเหล็กแข็งแกร่งยากจะตีแตกแผ่นหนึ่ง
แวบเดียวเจ้าสำนักก็ก้าวถอยหลังตึกๆๆๆ อย่างรวดเร็ว ถอยมาถึงขอบสนามต่อสู้ ง่ามมือของเขาชา เจ็บอย่างมาก
เขาจำได้อย่างชัดเจน หมัดนี้ตกไปที่ตัวของเฉินเป่ย แต่ทำไม.......ส่วนหลังของคนที่อ่อนแอที่สุดซึ่งไม่ได้ออกกำลังกายนั้น คาดไม่ถึงจะแข็งจนทำให้คนเดือดดาล
เฉินเป่ยหมุนตัว มองทางเจ้าสำนัก มุมปากฉีกรอยยิ้มเสียดสีขึ้น “สรุปเป็นใครหาที่ตาย?”
“พวกต่ำต้อย คนแรกเป็นไอ้หนุ่มคนนั้น คนที่สองก็คือแกไง” เจ้าสำนักสีหน้าหม่นหมอง เขาสะบัดๆ มือ พูดเสียงหนาวเหน็บ
“แค่คุยโม้เป็นจะมีประโยชน์อะไร” เฉินเป่ยคลำบุหรี่ออกมา สูบไปมวนหนึ่ง ค่อยๆ พ่นควันบุหรี่ออกมา “นี่ฉันเป็นตัวแทนสวรรค์ทวงคืนความเป็นธรรม จะจัดการคนสารเลวอย่างแกเอง”
“บางทีแกก็ไม่คู่ควรจะเป็นคน” เฉินเป่ยมองทางเจ้าสำนักตั้งแต่แรกจนจบ เขาไม่ได้ลงมือสักครั้งเลย
แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะปล่อยเจ้าสำนักไป
เจ้าสำนักมองทางเฉินเป่ย สีหน้าเย็นเฉียบ ทั่วทั้งตัวราวกับมีความหมายหนาวเหน็บตกใจอยู่เต็มไปหมด
การยั่วเย้าบนหน้าของเจ้าสำนักยิ่งเย็นยะเยือกราวน้ำค้างแข็ง เขามองทางเฉินเป่ย สายตาที่หยิ่งยโสนั้น เหมือนกำลังมองมดตัวหนึ่ง
...............
เวลานี้ ภายนอกสำนักฝึกวิทยายุทธ
รถไมบัคคันหนึ่งขับด้วยความเร็วอยู่บนถนนของเยี่ยนจิง ได้รับคำสั่งของหลีเช่าเทียน ความเร็วของรถไมบัคขับช้าลงมาก ในเมืองที่เจริญรุ่งเรืองแห่งนี้ เห็นได้ชัดว่าสะดุดตาอย่างมาก
สิ่งที่ไม่เหมือนกับด้านนอกรถคือรถไมบัคในฐานะรถหรู ประสิทธิภาพในการเก็บเสียงย่อมชั้นเยี่ยม ภายในรถเงียบเป็นพิเศษ แม้กระทั่งในอากาศยังมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ฟุ้งกระจาย
ที่นั่งแถวหลัง หลีเช่าเทียนมองนอกหน้าต่าง ทิวทัศน์ค่อยๆ เลื่อนถอยหลังด้วยสีหน้าเรียบเฉย เพิ่มความทอดถอนใจขึ้นนิดๆ
“ช่วงหนึ่งที่คุณชายหลีไม่ได้ออกมาจากบ้านหลี เยี่ยนจิงเปลี่ยนแปลงไปมากใช่รึเปล่าครับ”
หลีเช่าเทียนพยักหน้า “ในฐานะเมืองชั้นนำของหัวเซี่ย ช่างเปลี่ยนแปลงไปเร็วเสียจริง คุ้นเคยแต่ชีวิตที่สงบสบายใจ พอต้องมาสัมผัสกับที่นี่อีกครั้ง เลยปรับตัวไม่ทันอยู่บ้าง”