ตอนที่ 591
บทที่591 แส่หาเรื่อง
October 28, 2026
บทที่591 แส่หาเรื่อง
“ผู้ชายคนนี้เป็นใครกัน?”
“ไม่รู้สิ...ก่อนหน้านี้ไม่เคยได้ยินว่าหลีชิงเยียนมีแฟนนี่? ทำไมถึงโผล่มากะทันหัน?”
“เอ๋ ฉันได้ยินว่าคนนี้...เป็นคนขับรถส่วนตัวของหลีชิงเยียน...”
“คนขับรถส่วนตัว? ดูลักษณะแบบนี้...กลัวว่าจะไม่ได้เป็นแค่คนขับรถทั่วไปแบบนั้นมั้ง? ไม่แน่ว่าอาจจะ...”
ในห้องงานเลี้ยง บรรดาแขกกลุ่มหนึ่งต่างถกเถียงอย่างกว้างขวาง ทุกคนเกิดความสงสัยต่อผู้ชายที่ปรากฏตัวขึ้นกะทันหันข้างกายหลีชิงเยียนคนนี้
บนใบหน้าของหลีชิงเยียนมีรอยยิ้มนิดหน่อย แต่ในใจกลับเสียใจที่สุด...เธอย่อมได้ยินการถกเถียงของผู้คนโดยรอบเป็นธรรมดา...ถ้ารู้แต่แรกว่าจะดึงดูดการวิจารณ์มากขนาดนี้...เธอคงไม่ให้เฉินเป่ยควงแขนของตนเองไว้ง่ายดายเป็นแน่...นี่ไม่ใช่ว่าพอไม่มีอะไรก็หาเรื่องยุ่งยากมาให้ตนเองหรอกเหรอ?
ตรงที่ไม่ไกลนักในห้องงานเลี้ยง ผู้ชายที่รูปร่างสูงหล่อสง่ายืนอยู่ที่นั่น ในมือเขาแกว่งแก้วเหล้าเบาๆ โดยรอบมีบุคคลชื่อเสียงโด่งดังเข้าหาไม่ขาดสาย มาทักทายทำความเคารพ...ชายหนุ่มคนนั้นพยักหน้าเล็กน้อยตอบกลับ...ซึ่งสามารถมองออกว่าสถานะของผู้ชายคนนี้สูงศักดิ์อย่างยิ่ง เขาคือประธานของเฟยหยางกรุ๊ป เซวอี้
วันนี้เซวอี้ก็มางานเลี้ยงวงการธุรกิจเมืองหู้ไห่รอบปีงานนี้ด้วย แต่เวลานี้สายตาของเซวอี้กลับมองผ่านฝูงชนที่เบียดเสียด ก่อนจะมองไปทางภาพคนรูปทรงงดงามที่อยู่ไกลออกไปคนนั้น...อย่างเงียบๆ จากนั้นสายตาของเขาก็แข็งทื่อขึ้นมา
จางจื่อหลานเลขาฯ สาวสวยที่ใส่รองเท้าส้นสูงขยับเข้ามาด้านหน้าของเซวอี้เบาๆ “ประธานเซวคะ คืนนี้...ต้องการให้ลงมือจัดการกับหลีชิงเยียนหรือเปล่าคะ?”
สายตาเซวอี้จ้องภาพคนรูปทรงงดงามคนนั้นไม่กะพริบ พูดเสียงอบอุ่น “วันนี้หยุดไว้ก่อน...ที่งานมีนักธุรกิจคนดังมากมาย มันดูไม่ดี”
จางจื่อหลานพยักหน้าเบาๆ
“จื่อหลาน คืนนี้ฉันอยากให้เธอทำธุระให้ฉันเรื่องหนึ่ง” เซวอี้พูดขึ้นกะทันหัน
ใบหน้าจางจื่อหลานแข็งทื่อ จากนั้นพยักหน้าแบบจริงจัง “จื่อหลานเข้าใจค่ะ”
“จำเอาไว้ ขอแค่ได้รับหลักฐานมาก็พอ ระวังตัวเองให้ดีด้วย” เสียงของเซวอี้ทอดยาวไร้ที่เปรียบ
ในวินาทีนี้ แววตาจางจื่อหลานมีความซับซ้อนและประทับใจอย่างน่าประหลาดนิดๆ เกิดขึ้น ประธานเซวอี้...กำลังเป็นห่วงตนเองอย่างนั้นเหรอ?
จางจื่อหลานย่อมชัดเจนดีว่าเซวอี้อยากทำเรื่องอะไร ในฐานะเลขาฯ ข้างกายของเขา จางจื่อหลานรู้ดีเสียยิ่งกว่าอะไร เซวอี้คนนี้เลื่อมใสต่อเทพธิดาอันดับหนึ่งของวงการธุรกิจหู้ไห่ในตำนานมานานมาก
งานเลี้ยงวงการธุรกิจเมืองหู้ไห่รอบปี แทบจะรวบรวมคนดังของวงการธุรกิจหู้ไห่ที่มีหน้ามีตาส่วนใหญ่ของเมืองหู้ไห่มา...นี่คืองานเลี้ยงยอดเยี่ยมแห่งยุคงานหนึ่ง
เฉินเป่ยควงแขนของเทพธิดาหลีชิงเยียนเอาไว้ท่ามกลางฝูงชนแล้วมองไปรอบด้านทีหนึ่ง ภายใต้สายตาที่สงบนิ่ง ยังเปล่งประกายความลุ่มลึกที่หลีชิงเยียนยากจะสังเกตเห็น
หลีชิงเยียนยืนอยู่กลางห้องงานเลี้ยง ดึงดูดผู้คนโดยรอบที่เข้ามาทักทายถามไถ่เป็นธรรมดาอยู่แล้ว
“ประธานหลี ช่วงนี้ในตลาดหุ้นบริษัทของคุณดูแข็งมากเลยนะครับ ถึงตอนนั้นต้องช่วยยกพวกเราที่เป็นเพื่อนร่วมโครงการเก่าเหล่านี้สักหน่อยนะ”
หลีชิงเยียนพยักหน้ายิ้มแสดงการตอบรับ
“หลานชิงเยียน พ่อของเธอมีลูกสาวดีจริงๆ พวกเราที่บรรดาอาเหล่านี้อิจฉาเลยล่ะ! ภายใต้การนำของเธอ บริษัทตระกูลหลีกรุ๊ปจะต้องประสบความสำเร็จแน่ คงไม่เพียงหยุดแค่ที่หัวเซี่ย มีโอกาสไปถึงเวทีระดับโลกด้วยแน่ๆ!”
หลีชิงเยียนพยักหน้าต่อไป บนใบหน้ายังคงรักษารอยยิ้ม
“ประธานหลี พูดได้ว่ามีความกล้าหาญชาญชัยเลยล่ะ ตอนนั้นพวกเราคนรุ่นก่อนเหล่านี้ยังไม่กล้าไปแตะต้อง...เป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถกว่ารุ่นก่อนจริงๆ ไม่เสียแรงที่เป็นลูกสาวของหลีหยาง!”
หลีชิงเยียนพยักหน้าตอบรับอีกครั้ง บนใบหน้าเป็นรอยยิ้มที่งดงาม
“ประธานหลี ยินดีด้วยนะครับ ในที่สุดก็หาคู่ชีวิตเจอจนได้ ผมขอดื่มไวน์แก้วนี้ให้ด้วยความจริงใจ ขอให้คุณกับคุณผู้ชาย ทั้งสองคนมีความรักกลมเกลียว อยู่กันไปจนแก่เฒ่า! ถึงงานแต่งตอนนั้นพวกเราต้องไปร่วมยินดีด้วยแน่นอนครับ!”
หลีชิงเยียนพยักหน้าต่อไป
แต่หลังพยักหน้าเสร็จ เธอก็ตะลึงค้างแล้ว จากนั้นเริ่มส่ายหน้าฉับพลัน
หลีชิงเยียนกำลังอยากจะอธิบายอะไร เฉินเป่ยที่อยู่ด้านข้างก็ยิ้มแล้วส่งเสียงกะทันหัน รีบตอบรับกล่าวขอบคุณ
เฉินเป่ยควงแขนหลีชิงเยียนไว้ด้านข้าง บนหน้ามีรอยยิ้มเล่นแง่ไม่ขาดสาย...
เจ้าหมอนี่...แม่งช่างสนใจแต่ตัวเองเสียจริงๆ สิ่งที่พูดออกมาตรงกับความรู้สึกของตนเองเลย
ทันใดนั้นเฉินเป่ยไม่พูดพร่ำทำเพลง ยกแก้วเหล้าขึ้นมาโดยตรง ชนแก้วไปทีหนึ่งกับเหล่าพวกพ้องด้วยความกระตือรือร้น
“มาเพื่อน ขอบคุณคำอวยพรของนายมาก!”
ทั้งสองราวกับพี่น้องกัน ดื่มขึ้นมาอย่างสนิทสนม
หลีชิงเยียนมองตาค้อน โกรธจนแทบสลบไอ้สารเลวที่สมควรตายคนนี้
หลีชิงเยียนกัดริมฝีปากแน่น ถือโอกาสตอนที่เฉินเป่ยไม่ระวัง ยื่นมือไปที่เอวของเขา จากนั้นใช้แรงบิด
“ซี๊ด...” ชั่วขณะนั้นเฉินเป่ยเจ็บจนยิงฟันออกมา
นั่นคือสิ่งที่ผู้คนเรียกกันว่า “จุดอ่อน” เพราะเนื้อบนกระดูกซี่โครงคือจุดที่อ่อนสุด บิดขึ้นมาก็จะเจ็บที่สุด
เวลานี้ เห็นได้ชัดว่าหลีชิงเยียนแม่เสือตัวนี้อารมณ์เสียขึ้นมาแล้ว จึงบิดส่วนเอวของเฉินเป่ยแน่น นั่นเรียกว่ารักยิ่งมาก ความเจ็บปวดก็ยิ่งแจ่มชัด
“เมียจ๋า เจ็บๆๆ...!” เฉินเป่ยสีหน้าดูแย่ไปในชั่วขณะนั้น รีบอ้อนวอนเต็มที่
“นายเรียกใครเป็นเมียนาย? นายพูดอีกทีหนึ่งสิ?” หลีชิงเยียนขยับมาใกล้ข้างหูของเฉินเป่ย พูดด้วยเสียงเย็นชา ขณะเดียวกันมือก็ยิ่งเพิ่มบิดแรงขึ้นอีก
เฉินเป่ยนั้นเรียกว่าเจ็บน่ะสิ แทบจะเอาชีวิตเขาไปแล้ว
“โอ๊ย...เอ่อ...ชิงเยียน ผมผิดไปแล้ว...อย่าบิดเลย...!”
หลีชิงเยียนถลึงตาใส่เขาอย่างโมโหเดือดดาล “ยังไม่ปล่อยแขนฉันออกอีก?”
เฉินเป่ยเจ็บจนไม่มีทางเลือก ได้แต่ปล่อยแขนของท่านประธานเทพธิดาออก
หลีชิงเยียนถึงไว้ชีวิตเขาแล้ว
เฉินเป่ยพยายามลูบความเจ็บที่เอวอยู่ นี่เรียกว่าข่มเหงชัดๆ
ในเวลานี้เอง ทันใดนั้นมีผู้ชายที่รูปร่างอ้วนคนหนึ่งถือแก้วเหล้าไว้ แทะแฮมขนาดใหญ่ชิ้นหนึ่งในมือ และเดินมาทางหลีชิงเยียนอย่างไม่สนใจอะไรแบบนี้
ผู้ชายคนนั้นไม่ได้พูดไร้สาระ ยืนอยู่ตรงหน้าของหลีชิงเยียนอย่างเผด็จการโดยตรง แทนที่จะพูดว่ายืนอยู่ ไม่สู้บอกว่าขวางอยู่จะดีกว่า เพราะส่วนสูงของเขาร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตร รูปร่างที่ใหญ่โตขวางทั้งตัวหลีชิงเยียนเอาไว้ตรงนั้นแล้ว
หลีชิงเยียนเงยหน้าขึ้นด้วยความมึนงง ในความเย็นยะเยือกของแววตายังมีความสงสัยนิดๆ
“หลีชิงเยียน ฉันเลื่อมใสชื่อเสียงโด่งดังของเธอมาตั้งนานแล้ว” ชายหนุ่มแทะแฮมในมืออยู่ พูดจาด้วยเสียงที่หยาบคายเผด็จการ
หลีชิงเยียนถอยหลังไปก้าวหนึ่ง แววตาสงสัยเล็กน้อย “คุณเป็นใครกัน?”
ดวงตาของผู้ชายตัวอ้วนจ้องหลีชิงเยียนไปตรงๆ แล้วถามกลับ “เธอไม่รู้จักฉัน?”
ความสงสัยในแววตาหลีชิงเยียนเข้มขึ้น มีความจำใจนิดๆ...นายยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร? แล้วฉันจะไปรู้ได้อย่างไรกัน?
หนุ่มอ้วนแทะแฮมเสร็จ ดื่มไวน์แดงในแก้วหมดรวดเดียว จากนั้นพูดแนะนำตนเองด้วยเสียงดังฟังชัด “หลีชิงเยียน ไม่รู้ว่าเธอเคยได้ยินเฮียหลงแห่งหู้ไห่รึเปล่า? เฮียหลงคนนั้นก็คือฉันเอง หลงเทียนอ้าว!”