ตอนที่ 599
บทที่599 นายท่านใหญ่พิโรธ
October 28, 2026
บทที่599 นายท่านใหญ่พิโรธ
ในขณะเดียวกันรถไมบัคสีดำคันหนึ่งกำลังขับบนถนนยามค่ำคืน...
เฉินเป่ยคาบบุหรี่ไว้ นั่งอยู่บนที่นั่งคนขับ ในมือเล่นไฟแช็กที่งดงามอันหนึ่งอยู่ สีหน้าสงบผิดปกติ สงบจนทำให้ผู้คนรู้สึกหวาดกลัว
เขาที่พึ่งรับสายโทรศัพท์ชิงเหนียนเสร็จ ในแววตามีจิตสังหารหนาวเหน็บที่ยังไม่เลือนหายไปหมดเปล่งประกายอยู่
การลอบสังหารในคืนนี้ เขายังตรึกตรองวนไปมาในสมองหลายร้อยรอบ มีเพียงคุณชายสองตระกูลหวางที่น่าสงสัยมากที่สุด หวางอู๋ตี๋ นึกไม่ถึงว่าเพื่อที่จะลอบสังหาร เขายอมโยกย้ายบุคคลที่สถานะเช่นนี้ออกมา ลงทุนไปมากมาย บุคคลพิเศษอย่างนี้ย่อมกระทบกว้างไกล...ส่วนตระกูลหวาง คาดไม่ถึงสามารถควบคุมการมีตัวตนของคนคนหนึ่งได้ขนาดนี้...นี่...ไม่แตกต่างอะไรกับการฝ่าฝืนข้อห้าม
เพียงแค่สถานะแบบนี้ของเล่ยิงในวันนี้ เฉินเป่ยพอจะทำให้ตระกูลหวางแห่งเยี่ยนจิงเสียหายอย่างหนักแล้ว แทงมีดเข้าในหัวใจของพวกเขาตระกูลหวางอย่างรุนแรง แต่เห็นได้ชัดว่าเฉินเป่ยจะไม่ทำแบบนี้...เล่ยิงเป็นทหารคนหนึ่ง ถึงแม้จะเป็นปรปักษ์ ก็เป็นทหารของกองทหารลึกลับนั้นเช่นกัน เคยเป็นทหารจิตใจเด็ดเดี่ยวที่ปกป้องประเทศชาติ สำหรับทหารแบบนี้ เฉินเป่ยจะมอบเกียรติที่ยิ่งใหญ่ให้กับเขา ถึงแม้จะเป็นเพียงศพร่างหนึ่งก็ตาม
รถไมบัคแล่นฉิวตลอดทาง ขับมาถึงใต้ตึกโรงแรมแชงกรีลาแล้วทันที
เฉินเป่ยคาบบุหรี่ไว้ ค่อยๆ ก้าวออกจากประตูรถ เขาในเวลานี้ดูนิ่งสงบผิดปกติ สงบจนเย็นชา
เขาสูบบุหรี่ไปแบบนี้ เดินไปในโถงใหญ่โรงแรมโดยตรง
“หวางอู๋ตี๋อยู่ห้องไหน?” เฉินเป่ยมาถึงเคาน์เตอร์โรงแรม ถามขึ้นตามตรง
พนักงานประชาสัมพันธ์ของโรงแรมมองเขาอย่างดูถูกแวบหนึ่ง สำหรับผู้ชายที่ยุ่งเหยิงไปทั่วทั้งตัว แม้กระทั่งบนตัวยังมีฝุ่นติดอยู่กลับไม่ได้สนใจโดยสิ้นเชิง...คนแบบนี้พอดูแล้วไม่ใช่คนมีระดับอะไร...สาวประชาสัมพันธ์จึงนิ่งเฉยไม่อยากสนใจ
“หวางอู๋ตี๋อยู่ห้องไหน?” เฉินเป่ยสูบบุหรี่อยู่ ถามต่อไป
สาวประชาสัมพันธ์ชายตามองเขาอย่างเย็นชา พูดถากถาง “ขอโทษค่ะ พวกเราโรงแรมแชงกรีลาไม่รับคนที่ไม่มีตำแหน่งประจำ ถ้าคุณอยากเข้าพักเชิญลงทะเบียน ถ้าไม่พัก ก็ขอเชิญออกไปด้วยค่ะ!”
“ปึง——!” เฉินเป่ยตบลงบนเคาน์เตอร์หินอ่อนนั้นทันทีแล้ว
“แกร๊ก!” เสียงแตกดังขึ้น เคาน์เตอร์หินอ่อนที่แข็งแรงและหนาแตกเป็นเสี่ยงทันที
“ป้าบ!”
แบล็กการ์ดเดินขอบทองใบหนึ่งถูกโยนไปบนเคาน์เตอร์ นั่นคือการ์ดลูกค้าผู้มีเกียรติสูงศักดิ์ที่สุดใบหนึ่ง ในสมาชิกของทั้งโรงแรมแชงกรีลามีเพียงร้อยคนขึ้นถึงได้ครอบครอง ราคาล้วนน่าตกใจ
สาวประชาสัมพันธ์คนนั้นตกใจมึนงงเข้าให้แล้ว หล่อนย่อมนึกไม่ถึงว่าผู้ชายที่ใส่เสื้อผ้าเปื้อนฝุ่นเต็มไปหมดคนหนึ่ง คาดไม่ถึงจะโยนการ์ดแขกสูงศักดิ์ที่สุดใบหนึ่งออกมาได้อย่างง่ายดาย ไม่เพียงแค่นี้ ผู้ชายคนนี้ยังเหมือนกับสัตว์ที่ดุร้าย ทำให้หล่อนตื่นตระหนก
สาวประชาสัมพันธ์ตกใจจนใบหน้าซีดเผือด ร่างกายกำลังสั่นเทาเบาๆ...
ทุกคนล้วนมองเขาด้วยความหวาดวิตกเต็มๆ...
“รอบสุดท้าย หวางอู๋ตี๋พักอยู่ห้องไหน?” เสียงของเฉินเป่ยสงบไร้ที่เปรียบ เขาในเวลานี้คล้ายดาบแหลมที่พึ่งชักออกจากฝัก เย็นยะเยือกน่าสะพรึงกลัว
สาวประชาสัมพันธ์ร่างกายสั่นเทิ้ม...ค้นหาหมายเลขห้องพักของหวางอู๋ตี๋ให้เขาอยู่...เฉินเป่ยในเวลานี้ช่างน่าสยองเหลือเกิน แรงอาฆาตพุ่งขึ้น...ทำเอาสาวพนักงานโรงแรมกลุ่มนี้ตกใจค้างแล้ว...
เฉินเป่ยไม่ได้เหลวไหล ถามเอาหมายเลขห้องของหวางอู๋ตี๋ได้แล้วก็คาบบุหรี่ทันที ขึ้นลิฟต์โรงแรมมาที่ชั้นห้องเพรสซิเด้นท์สวีทเลย
เขาค่อยๆ เดินมาหน้าประตูห้องของหวางอู๋ตี๋ แววตาสงบอย่างยิ่ง จากนั้นถีบไปฉับไว
“ตึง——!” ประตูของห้องเพรสซิเด้นท์สวีทถูกเขาถีบออกทีเดียว ประตูใหญ่หรูหราที่ใหญ่โตหนักอึ้งบานนั้นโดนถีบจนลอยในชั่วขณะหนึ่ง
เฉินเป่ยเดินทีละก้าว ค่อยๆ เหยียบเข้าในห้องพัก...
ในห้องพักไม่มีใครสักคน
หวางอู๋ตี๋หนีไปแล้ว หนีแบบไร้เงาและร่องรอย
เฉินเป่ยกวาดสายตานิ่งๆ มองผ่านห้องพัก มุมปากฉีกรอยยิ้มเย็นชาขึ้น
“หวางอู๋ตี๋...ถือว่าแกหนีได้เร็ว” เขาหยิบไฟแช็กขึ้น จุดไฟที่ผ้าคลุมเตียงและผ้าม่านในห้องพักไปโดยตรง...ไม่นานไฟโชติช่วงลุกไหม้ขึ้น ทั้งห้องเพรสซิเด้นท์สวีทโดนจุดไหม้ เปลวไฟพุ่งทะยาน
ในเปลวไฟมีภาพเงาคนคนหนึ่งค่อยๆ ก้าวเท้าออกไป...เฉินเป่ยคาบบุหรี่ไว้แบบนี้ ออกไปจากห้องพักที่ไฟลุกโชติช่วงนั้นอย่างนิ่งสงบไร้ที่เปรียบ
หลังจากขึ้นลิฟต์โรงแรมลงมาแล้วก็เดินออกมาที่โถงใหญ่ เฉินเป่ยมาที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์โดยตรง นำการ์ดแขกพิเศษสูงศักดิ์สุดใบนั้นทิ้งให้สาวประชาสัมพันธ์อีกครั้งหนึ่ง
“ด้านในมีเงินสิบล้าน รหัสอยู่บนตัวการ์ด” เฉินเป่ยพูดอย่างเรียบนิ่ง
สาวประชาสัมพันธ์หน้าตางงงวยไม่เข้าใจ “นี่คือ?” พวกหล่อนไม่มีปฏิกิริยาเข้ามาโดยสิ้นเชิง
“ฉันจุดไฟเผาห้องเพรสซิเด้นท์สวีท001แล้ว เงินก้อนนี้น่าจะพอชดเชยได้” พูดจบ เขาไม่หันหน้ากลับมา หมุนตัวออกไปอย่างนิ่งเฉย...
“ถ้ายังไม่พอ ให้เจ้านายของพวกเธอไปหาฉัน......”
จากนั้นทิ้งสาวประชาสัมพันธ์โรงแรมที่ตื่นตกใจมึนงงเอาไว้กลุ่มหนึ่ง...
....
กลางดึก เขารีบกลับมาที่คฤหาสน์ตระกูลหลี เวลานี้ศพของเล่ยิงยังคงนอนอยู่ด้านนอกคฤหาสน์
ซูเหลยพิงอยู่ที่ขอบประตู ชี้ไปยังศพบนพื้น ถามว่า “เจ้าหมอนี่จะจัดการยังไง?”
เฉินเป่ยมองศพแวบหนึ่ง ค่อยๆ พูดว่า “ฝั่งดินแล้วกัน”
ซูเหลยตะลึงอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรมาก...นี่คือความรู้สึกระหว่างพวกเขาเหล่าทหาร หล่อนย่อมรู้และเข้าใจเป็นธรรมดา
เฉินเป่ยเอารถบีเอ็มดับเบิลยูคันหนึ่งจากในโรงรถตระกูลออกมา ขนศพของเล่ยิงเข้าในรถบีเอ็มดับเบิลยู จากนั้นบรรทุกศพของเล่ยิงขับรถมาที่ป่าแห่งหนึ่งที่รกร้างของเมืองหู้ไห่
เขาแบกศพของเล่ยิงมาถึงส่วนยอดของภูเขาป่า จากนั้นขุดหลุมใหญ่หลุมหนึ่งด้วยตนเอง นำศพของเล่ยิงฝังเข้าในหลุมแล้ว
เฉินเป่ยนำกริชที่หักเล่มนั้นและปืนของเล่ยิงวางไว้บนศพของเขาด้วยเช่นกัน จากนั้นทิ้งบุหรี่สองสามมวนเข้าไปอีก
“ในเมื่อเคยเสียเลือดเนื้อเพื่อหัวเซี่ยมา บุหรี่สองสามมวนนี้ ถือว่าเป็นของฝังไปด้วยกันกับนายแล้วกัน” เฉินเป่ยมองศพของเล่ยิงด้วยแววตานิ่งเฉยแวบหนึ่ง จากนั้นนำดินฝังกลบปิด ทำป้ายสุสานเรียบง่ายสักอัน
ไม่ว่าเขากับเล่ยิงจะมีการต่อสู้เป็นตายอย่างไร ต่อให้เป็นเขาที่ฆ่าฝ่ายตรงข้ามตายด้วยตนเอง...แต่เฉินเป่ยยังให้เกียรติแก่ฝ่ายตรงข้ามมากพอ เพราะเขามีชื่อลับ เพราะเขามาจากเป่ยเฟิงที่นั่น...ทหารที่อดีตเคยสละเลือดเนื้อเพื่อประเทศชาติคนนั้น ไม่ว่าปัจจุบันนี้เขาจะทำผิดอะไรแล้ว เขายังควรมีสิทธิ์ได้ไปสบาย
ขณะมองหลุมศพของเล่ยิงอยู่ สายตาเฉินเป่ยสงบเป็นพิเศษ...ในอดีตไม่รู้ว่าเขาเคยฝังศพเพื่อนร่วมรบของตนเองมามากเท่าไร...สถานการณ์แบบนี้แวบผ่านในสมองเขาทีละอัน...เคยผ่านความขัดแย้งนองเลือดนับไม่ถ้วน เขาในเวลานี้ดูนิ่งสงบผิดปกติ
“หลับให้สบายเถอะ เล่ยิง” เฉินเป่ยนำขี้บุหรี่โยนลงที่พื้น จากนั้นค่อยๆ หมุนตัวออกไป...
...
ท้องฟ้ายามค่ำที่ไร้รอบเขตหายไป เช้าตรู่ แสงแดดค่อยๆ โผล่ขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้าทิศตะวันออก
เมืองหลวงเยี่ยนจิง คฤหาสน์ตระกูลหวาง
การตกแต่งแบบโบราณแกะสลักวาดมังกรและหงส์อย่างหรูหรา ทั้งคฤหาสน์ขับความรู้สึกสูงส่งที่สุดออกมา แต่ตระกูลหวางในขณะนี้กลับตื่นตกใจทั้งตระกูล
เล่ยิง—เสียชีวิตแล้ว ข่าวที่ยิ่งใหญ่อันนี้...ชั่วพริบตาเดียวแพร่ออกไปทั่วตระกูลหวางที่ใหญ่โต สำหรับตระกูลหวางนั้น ไม่ต่างอะไรกับระเบิดลูกหนึ่งซึ่งระเบิดแตก ข่าวที่ตื่นตกใจใหญ่หลวงเช่นนี้ ทำเอาทั้งตระกูลหวางตื่นตระหนกจนยากจะตอบสนอง
ในโถงใหญ่ของคฤหาสน์ที่หรูหราแบบโบราณ ตอนที่นายท่านใหญ่หวางซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้มะฮอกกานีโบราณได้รู้ข่าว...ร่างกายที่แก่หง่อมสั่นขึ้นก่อน...จากนั้นตบลงบนโต๊ะกาแฟไม้มะฮอกกานีทีหนึ่งโดยฉับพลัน บนโต๊ะไม้มะฮอกกานีที่แสนแพงตัวนั้นแตกร้าวในชั่วขณะนั้น แตกละเอียดไปแล้ว
“บัดซบ——!” นายท่านใหญ่หวางโกรธจนสั่นไปทั้งตัว โกรธจัดจนต้องพูดสองคำนี้ออกมา
นายท่านใหญ่หวางอายุเกินกว่าหกสิบปีแล้ว ปัจจุบันนี้ดื่มด่ำกับช่วงอายุบั้นปลาย มองการโต้แย้งบนโลกทุกอย่างออกหมด นิสัยเรียบเฉยดุจน้ำ แต่ว่าวันนี้...นายท่านใหญ่หวางที่นิสัยนิ่งดุจน้ำท่านนี้กลับระเบิดความโกรธเดือดดาลออกมา นี่คือเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบสิบปี
“นายท่านใหญ่คะ ท่านใจเย็นลงก่อนค่ะ...สุขภาพเขาท่านเป็นเรื่องสำคัญนะคะ!” สาวใช้พูดด้วยความระมัดระวัง
ร่างกายที่แก่หง่อมของหวางเจิ้งม่าวนายท่านใหญ่หวางค่อยๆ ลุกขึ้นมา ก้าวฝีเท้าที่หนักหน่วงค่อยๆ เดินออกจากในห้องโถง
ด้านนอกลานบ้าน แสงแดดจ้าตา ส่องผมหงอกที่ขาวโพลนของหวางเจิ้งม่าวนั้นให้ยิ่งเพิ่มความแก่และดูมีอายุมากขึ้น นายท่านใหญ่หวางท่านนี้ หลายสิบปีมานี้แต่ไหนแต่ไรไม่เคยโกรธเคือง แต่เขาในวันนี้กลับสีหน้าสงบหนาวเหน็บผิดปกติ
หวางเจิ้งม่าวเอามือทั้งสองไพล่หลัง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้น แหงนมองแสงแดดที่เจิดจ้าบนศีรษะ...
หลังจากนั้นตั้งนาน ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเรื่องหนึ่งแล้ว
“เอาปืนของฉันออกมา” เสียงหวางเจิ้งม่าวแก่หง่อมทอดยาว ค่อยๆ พูดขึ้น
สาวใช้สองสามคนที่ตามติดข้างกายสีหน้าเปลี่ยน นายท่านใหญ่...คาดไม่ถึงจะใช้ปืน? ปืนกระบอกนั้นของนายท่านใหญ่ฝุ่นเกาะหลายปีไม่เคยแตะต้อง แต่วันนี้...นายท่านใหญ่อยากใช้ปืน
เมืองจิง
เขตสำนักงานอาคารสามชั้นแห่งหนึ่ง เขตสำนักงานที่ดูธรรมดามาก ไม่มีร่องรอยการตกแต่งใดๆ ธรรมดาจนเหมือนบ้านประชาชนทั่วๆ ไปหลังหนึ่ง...หน้าประตูของอาคารสำนักงานแขวนป้ายที่ธรรมดาไว้แผ่นหนึ่ง และใครๆ คงนึกไม่ถึงว่าในอาคารสำนักงานหลังนี้ ด้านในจะมีบุคคลหลายท่านที่สามารถพอจะทำให้เมืองจิงสั่นสะเทือนได้
หวางหมิงเฉิงเจ้าบ้านคนปัจจุบันของตระกูลหวางกำลังจัดการเอกสารอยู่ในห้องทำงาน มือถือส่วนตัวของเขากลับดังขึ้นกะทันหัน
หวางหมิงเฉิงรับโทรศัพท์ด้วยความสงสัย...
“อะไรนะ?” เมื่อได้ยินเนื้อหาในสายโทรศัพท์ หวางหมิงเฉิงตื่นตกใจไปทั้งตัวแล้ว
“ช่วยฉันห้ามคุณพ่อไว้ก่อน ฉันจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้!” เสียงของหวางหมิงเฉิงเคร่งเครียดไร้ที่เปรียบ ลุกขึ้นมาจากเก้าอี้ทันใด