ตอนที่ 13
ตอนที่ 13
September 30, 2026
สามวันแล้วที่เธอนอนฟังเสียงสวดมนต์อยู่ในร่างที่ไร้ลมหายใจร่างนี้ บางครั้งก็ยังได้ยินเสียงร้องไห้เบาๆ ของบิดามารดาที่สลับกันเข้ามาจนทำให้หัวใจหดหู่น้ำตาไหลตามไปด้วย
คนที่กำลังร้องไห้ตอนนี้นี่คือพ่อแม่ในภพชาตินี้ของเธอ ท่านก็คงเสียใจไม่ต่างจากภพชาติที่เธอจากมาใช่ไหม ร้องไห้อ้อนวอนต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ขอให้ลูกตัวเองฟื้นแล้วเอาชีวิตตนไปแทน นี่แหละคือความรักอันยิ่งใหญ่ที่คนอื่นไม่มีให้ ถ้าเธอฟื้นขึ้นมาได้ เธอจะใช้ชีวิตร่วมกันกับพวกท่านให้คุ้มค่าที่สุด ให้สมกับที่ได้กลับมาอยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง ถึงแม้จะไม่ใช่พ่อแม่ในชาติภพเดิมก็ตาม
แต่ตอนนี้เธออยากรู้ว่าเธอจะต้องทนทรมานหลับๆ ตื่นๆ อยู่ในร่างไร้ลมหายใจนี้อีกนานแค่ไหนมากกว่า
“ท่านมัจ!”
“กรี๊ดดดด...” ตึง!
รนิดาหันไปมองทางต้นเสียงที่กรีดร้องดังลั่น ก่อนจะล้มทั้งยืนลงไปกองอยู่กับพื้น
“อาหลี่.. ใช่ไหม” หญิงสาวเรียกชื่อเธอคนนั้นตามความทรงจำที่ได้รับ แต่ก็ตบท้ายด้วยคำถามอย่างลังเล
“คุๆๆๆๆ คุณหนู..” หลี่คลานเข้าไปหาร่างใหญ่ที่ลุกพรวดขึ้นนั่งบนเตียงพร้อมกับตะโกนบางคำดังลั่น แล้วใช้นิ้วอังตรงรูจมูกตรวจสอบลมหายใจ “คุณหนูยังไม่ตายหรือเจ้าค่ะ คุณหนูของข้ายังไม่ตายจริงๆ ด้วย ข้าดีใจจริงๆ เลยเจ้าค่ะคุณหนู ข้าจะไปเรียนนายท่านกับฮูหยินก่อนนะเจ้าค่ะ”
“เดี๋ยวก่อนอาหลี่ อย่าเพิ่งรีบร้อน” คว้าแขนของสาวใช้ไว้แน่น “อย่าเพิ่งไปรบกวนพ่อกับแม่ข้าเลยนะ เล่าให้ข้าฟังก่อนได้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น” เธอรู้สึกว่าท่านมัจจุราชไม่ได้ให้ความจำในส่วนนี้กับเธอมา จึงถามเอาความจริงกับเด็กสาวที่อายุอานามไม่น่าจะเกินสิบแปดปีคนนี้แทน
สาวใช้วัยสิบเจ็ดปีนามว่าหลี่เพ่งมองคุณหนูของตนอย่างแคลงใจ ไม่ใช่เพราะคำถามที่นางถามมา แต่เป็นเพราะแรงดึงของนางต่างหาก
“คุณหนูทำไมถึงมีเรี่ยวแรงเยอะอย่างนี้เจ้าคะ”
“ทำไมหรือ.. ก็แค่ดึงมือเอาไว้แค่นี้ไม่เห็นต้องใช้แรงมากมายจนน่าตกใจนี่”
“แต่คุณหนูนอนป่วยมานานหลายเดือน แม้แต่แรงยกมือก็ยังไม่มีด้วยซ้ำ แต่นี่คุณหนูดึงข้าได้ว่องไวมาก ดึงจนร่างของข้าถลากลับมา”
“จริงเหรอ ข้าไม่เห็นรู้สึกเหมือนคนป่วยตรงไหนเลย”
“คุณหนูนอนป่วยมาเกือบครึ่งปีแล้วนะเจ้าคะ แล้วคุณหนูก็หยุดหายใจไปถึงสามวัน ถ้าวันนี้คุณหนูไม่ฟื้นขึ้นมา พรุ่งนี้เราคงได้นำร่างคุณหนูไปฝังที่สุสาน”
“แล้วข้าเป็นอะไรถึงได้นอนป่วยนานขนาดนั้น.. ข้าขอโทษที่ต้องถามโง่ๆ แบบนี้ แต่ข้าจำไม่ได้จริงๆ แค่จำได้รางๆ ว่าข้าเสียใจเรื่องอ๋องใหญ่มากเท่านั้น”