ตอนที่ 131
บทที่ 131 การมาถึงของมังกรเขียว
October 28, 2026
“วังจ่างหลิน เถ้าแก่วัง รีบทำตามที่บอกเถอะ”
น้ำเสียงของทาสเจ็ดเริ่มเปลี่ยนเป็นเฉียบขาดมากขึ้น
สำหรับเขาแล้ว เจ้าแห่งโลกธุรกิจอย่างวังจ่างหลินก็เป็นแค่หมารับใช้ตัวหนึ่งที่จะสั่งให้ทำอะไรก็ได้ ไม่มีความจำเป็นต้องใส่ใจ
สีหน้าของวังจ่างหลินเองก็เริ่มมืดหม่นลงเรื่อยๆ เช่นกัน
แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรอีกฝ่ายได้
“หู้วว!”
“ท่านเจ็ด คือว่า ขอเวลาให้ฉันหน่อยได้ไหม ฉันอยากจะติดต่ออาจารย์......”
วังจ่างหลินอยากดูให้รู้ว่าตอนนี้จี้หยุนจ่างเป็นอะไรกันแน่ ทำไมจู่ๆ ถึงได้ลงมือกับตน
แม้ว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจะสู้ความสัมพันธ์ระหว่างจี้หยุนจ่างกับตระกูลหลินไม่ได้ แต่ถึงกระนั้นบางทีอาจจะพอมีหนทางให้พอแก้ไขได้
“ไม่ได้”
น้ำเสียงของทาสเจ็ดแข็งกระด้างขึ้นมา ยังไม่ทันได้ตั้งคำถามอะไรแต่กลับพูดประโยคเดิมซ้ำขึ้นมาอีกรอบ “ไปให้พ้นเดี๋ยวนี้ เดินสามก้าวคุกเข่าแล้วเขกหัวลง ถ้าไม่ยอมทำก็อย่าหาว่าฉันไม่เกรงใจก็แล้วกัน”
“แก!”
วังจ่างหลินแผดเสียง เขาตั้งท่าจะลุกขึ้นต่อว่าอีกฝ่าย แต่กลับโดนทาสเจ็ดเตะกระเด็นกลับไป
หากนับกันตามอายุ เห็นได้ชัดเจนว่าทาสเจ็ดอายุมากกว่า แต่อย่างไรเขาก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย เพราะหลังจากนั้นเขาก็โดนต่อยเข้าอีกหนึ่งหมัดจนหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเก้าอี้ ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นคือเก้าอี้ของเขาหักลงจนสภาพของเขาอนาถเกินจะบรรยาย
เมื่อลูกชายและลูกสาวของวังจ่างหลินเห็นสภาพของพ่อแม่เป็นเช่นนั้น จึงกรีดร้องด้วยความตกใจและตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลูกน้องของทาสเจ็ดกลับรุมต่อยพวกเขาลงไปนอนกองกลับพื้นเสียก่อน
“ฮุ่ยหลิน เจี้ยนเอ๋อร์”
วังจ่างหลินร้องเรียกด้วยความตกใจ แต่เขาก็จนปัญญาเพราะเท้าของทาสเจ็ดยันอยู่บนหัวไหล่ของเขา ส้นรองเท้าแทบจะจิกทะลุเข้าไปถึงกระดูก ความเจ็บแล่นพล่านจนร้องออกมาอย่างน่าเวทนา
“ทำตามคำสั่ง!”
เขาแผดเสียงอาละวาดสั่งให้อีกฝ่ายทำตามคำสั่งของตัวเองทันที
เมื่อเห็นลูกสาวของตัวเองโดนทรมานอย่างน่าอนาถ หนังตาของวังจ่างหลินก็เริ่มกระตุก เขากัดฟันแน่นและเบิกตากว้าง จากนั้นเขาจึงเบนความสนใจกลับมาอย่างรวดเร็ว
“ได้ ฉันจะทำ”
เขาไม่มีทางเลือกอื่น
หากไม่ทำตามแต่โดยดี เขากลัวว่าลูกทั้งสองคนของตนจะถูกทรมานมากไปกว่านี้ ดังนั้นจึงได้แต่ต้องฝืนใจทำตามคำสั่งของอีกฝ่ายอย่างว่าง่าย
“ฮ่าๆ”
ทาสเจ็ดหัวเราะเสียงแข็ง เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจเลย
เพราะเขาไม่เคยใส่ใจอยู่แล้ว
คนไม่มีบทบาทอะไรเลยที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหน จะเอาอะไรมาทำให้เขาสนใจได้?
น่าหัวเราะนัก
เขากำลังเตรียมจะขึ้นรถ เพื่อจะได้ดูวังจ่างหลินเดินสามก้าวคุกเข่าแล้วเขกหัวไปเรื่อยๆ
ทำเช่นนี้ไปจนถึงคฤหาสน์ตระกูลจี้
หรือไม่ก็ตายอยู่กลางทาง
“พ่อ!”
ลูกชายและลูกสาวของวังจ่างหลินตะโกนโวยวาย สายตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเหตุการณ์จะดำเนินมาได้ถึงขั้นนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกินความคาดหมายของพวกเขามาก
หากทำอย่างนั้นจริง เกรงว่าพ่อของพวกเขาคงจะไม่เหลือแม้แต่ชีวิต
สิ้นเสียงตะโกนร้องโหวกเหวก ดวงตาของคนส่วนใหญ่ในที่นั้นก็กระตุกด้วยเช่นกัน
เห็นได้อย่างชัดเจนว่าภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นภาพที่ยากจะจินตนาการว่าจะเกิดขึ้น
ในเวลานั้นเอง เงาร่างของคนคนหนึ่งเดินเคลื่อนกายเข้ามา ไม่ใช่คนอื่นไกลแต่เป็นมังกรเขียวนั่นเอง
เขาตั้งใจจะมาพบวังจ่างหลินเพื่อหารือเรื่องราวสองสามเรื่อง
พยายามติดต่ออยู่นานแต่ก็ติดต่อไม่ได้ เขาจึงมาหาที่นี่และไม่คิดว่าจะได้เห็นเหตุการณ์ตรงหน้านี้
“เกิดอะไรขึ้น”
มังกรเขียวเลิกคิ้ว เหตุการณ์นี้ออกจะเหนือความคาดการณ์ของเขาไปสักหน่อย
ผู้ที่อยู่ตรงข้ามก็ชะงักไปเช่นเดียวกัน
ทาสเจ็ดเป็นฝ่ายเอ่ยออกมาก่อน “จับตัวมันไว้”
แม้ว่าจะไม่รู้ว่ามังกรเขียวคือใคร แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่สามารถขัดคำสั่งเจ้านายของพวกตนได้
ขณะที่กลุ่มคนพวกนี้กำลังมุ่งหน้าเข้ามา ดวงตาของมังกรเขียวปรากฏประกายหนาวยะเยือก
“รนหาที่ตายซะแล้ว”
เขาต่อยหนึ่งหมัดเข้าไปที่คนคนหนึ่ง ทว่าคนที่เหลือที่ตามมาพากันลอยกระเด็นออกไปด้วย