ตอนที่ 132
บทที่ 132 แก่หนังเหนียวแล้วยังทำตัวเป็นอันตพาล
October 28, 2026
“ถูกต้อง จี้หยุนจ่างต่างหากที่เป็นคนที่มีอำนาจมากที่สุดในเมืองฉือ อย่างน้อยๆ ก็หมายถึงคนที่ไม่ได้เป็นคนของทางการ เขาถือว่าเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่มากจริงๆ”
“อีกอย่างอำนาจของเขาไม่ได้อยู่แค่ภายในเมืองฉือ ไม่ว่าจะเป็นเมืองรอบๆ เมืองเอกหรือว่าจะเป็นนอกเมืองเอง เขามีลูกศิษย์อยู่ทั่ว เรียกได้ว่ามีลูกศิษย์แผ่กิ่งก้านสาขาไปทั่ว อีกอย่างฐานะของลูกศิษย์เขาแต่ละคนก็ล้วนไม่ธรรมดา"
“เอาเป็นว่า หากจะเปรียบเทียบ เขามีสถานะเท่ากับตระกูลกวนของเมืองฉือ”
เมื่อวังจ่างหลินพูดประโยคนี้ขึ้นมา ก็อดไม่ได้ที่จะหวั่นใจ
เขารู้อย่างแน่ชัดว่าคนๆ นั้นมีความสามารถมากมายขนาดไหน หากคนอย่างเขาลงมือ ไม่ว่าใครก็ยากที่จะรับมือไหว และยิ่งไม่ต้องพูดถึงหากมีการร่วมมือกับกลุ่มอื่นเพิ่มเติม
ต่อให้ผู้ว่าการอย่างเฉ่าเฉียงพบหน้ากับจี้หยุนจ่างก็เกรงว่าจะสู้อะไรไม่ได้มาก เพราะลูกศิษย์ของจี้หยุนจ่างกระจายอยู่ทั่วในทุกระบบ ทำผิดไปเล็กน้อยอาจก่อให้เกิดเรื่องใหญ่ ไม่มีทางจะเป็นเรื่องล้อเล่นได้
“แล้วที่คุณเล่าเรื่องพวกนี้ ต้องการอะไรรึ”
“ต้องการให้พวกเราช่วยถามหาความยุติธรรมให้พวกคุณ หรือว่าให้พวกเรายอมจับแต่โดยดีล่ะ”
มังกรเขียวเลิกคิ้วขึ้นพลางมองไปทางวังจ่างหลิน
“ผม ผมคิดว่าตอนนี้ควรจะนั่งลงแล้วคุยกันดีๆ ถึงแม้ว่าคุณเฉินกับคุณมังกรเขียวจะมีพลังแข็งแกร่ง แต่คนที่เก่งกาจอาจตายน้ำตื้นๆ ได้ คนอย่างจี้หยุนจ่างไม่ใช่คนที่เราจะรับมือได้ง่ายๆ”
วังจ่างหลินอธิบายความคิดของตัวเองออกมา
ตอนนี้เขาต้องเพิ่งพาเฉินอี แน่นอนว่าเขาย่อมเคารพเฉินอีอยู่แล้ว
แต่ก็ต้องช่วยเฉินอีคิดด้วย การมีเรื่องกับจี้หยุนจ่างตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นทางเลือกที่ไม่ดีเอาเสียเลย เว้นเสียแต่ว่าผู้ว่าการเฉ่าเฉียงผู้นี้จะสานสัมพันธ์กับตระกูลนักปราชญ์จำนวนมาก และตระกูลเศรษฐีในเมืองชิงชวนเอาไว้แล้ว
แต่หากเหตุการณ์ดำเนินไปถึงขั้นนั้น จะต้องกลายเป็นศึกนองเลือดอย่างแน่นอน
ตอนนี้ทาสเจ็ดเริ่มได้สติกลับคืนมา เขาอดกลั้นความเจ็บปวดแล้วจ้องไปทางมังกรเขียวอย่างอยากจะกินเลือดกินเนื้อ
“ฉันไม่รู้นะว่าแกเป็นใครมาจากไหน แต่อย่างที่วังจ่างหลินกล่าวไป อำนาจของเจ้านายพวกเราเกินกว่าที่แกจะนึกภาพตามได้ นั่งคุกเข่าเขกหัวขอร้องซะเถิด บางทีฉันอาจจะไว้ชีวิตแก ถ้าไม่อย่างนั้นก็ ฮ่าๆ”
ในคำพูดประโยคนี้ของเขาเต็มไปด้วยความข่มขู่ข่มเหง
เห็นได้ชัดว่าเขาหอบความจองหองมาเต็มที่ ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้มังกรเขียวคุกเข่าร้องขอชีวิตเพื่อระบายความแค้น
ในสายตาของเขา เขามั่นใจว่าหากอีกฝ่ายหนึ่งได้ยินชื่อของเจ้านายตัวเองจะต้องยอมทำตามคำสั่งของเขาแต่โดยดี
คนที่สนิทสนมกับวังจ่างหลินจะต้องเป็นคนระดับที่รู้จักเจ้านายของตนอย่างแน่นอน ถึงทำให้เมื่อครู่นี้เขาเกิดอาการหวาดกลัวขึ้นมา และยิ่งคิดถึงตรงนี้ เขาก็ยิ่งได้ใจและแสดงความอวดดีออกมาอย่างเต็มที่
แต่น่าเสียดายที่มังกรเขียวเพียงเหลือบไปมองทาสเจ็ดอย่างไร้อารมณ์เท่านั้น
“หุบปากของแกซะ อย่ามาส่งเสียงดังแถวนี้”
“แก!” ทาสเจ็ดโมโหจนควันออกหู
เขาไม่เคยเห็นใครที่พอได้ยินชื่อของเจ้านายตนแล้วจะยังคงรักษาท่าทีเช่นนี้เอาไว้ได้ เว้นเสียแต่ว่าจะเป็นประชาชนชั้นรากหญ้าที่ไม่มีวันได้เฉียดใกล้เจ้านายของตน แต่คนพวกนั้นจะรู้จักกับวังจ่างหลินได้อย่างไร
แถมยังมีพลังเช่นนั้นอีก
ตามการคาดการณ์ของทาสเจ็ด พลังของมังกรเขียวผู้นี้จะต้องอยู่ในระดับเดียวกับทาสสี่หรือบางทีอาจจะสูสีกับทาสสามเลยด้วยซ้ำ
แต่จะต้องไม่ใช่คู่ต่อสู้ของทาสสามคนก่อนอย่างแน่นอน
เขามั่นใจในความคิดของตัวเองมาก แน่ใจอย่างยิ่งว่าอีกฝ่ายจะต้องรีบคุกเข่าลงก้มหัวขอโทษ แต่น่าเสียดายที่คนทั้งสามไม่ได้เป็นเช่นนั้นไม่อย่างนั้นแล้วคงจะทำให้เขาได้ใจเกินไป
แต่การที่เขาไม่ได้พูดไม่ได้แสดงว่าเรื่องราวจะจบลงแล้ว
ไม่นานนักเฉินอีก็มาถึง
เขามองไปทางมังกรเขียวแล้วพยักหน้าให้เล็กน้อย
“ดูท่าคราวนี้จะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นเสียแล้ว ไหนเล่ามาซิ”
เฉินอีทำแผลให้วังจ่างหลินพลางกล่าวถาม
สีหน้าของวังจ่างหลินตอนนี้เต็มไปด้วยความละอายใจ
พวกเขาเป็นลูกน้องแท้ๆ ไม่เพียงไม่สามารถแบ่งเบาภาระของเจ้านายตัวเองได้ แต่กลับยังต้องรบกวนให้เจ้านายทำแผลให้อีก ช่างเป็นคนไร้ความสามารถเสียจริง
“ไม่เป็นไร”
เฉินอีส่ายหน้าเบาๆ
เมื่อครู่นี้เขาได้ยินมังกรเขียวกล่าวว่า ทาสเจ็ดอายุมากแล้ว มิฉะนั้นพลังในการต่อสู้คงจะไม่ด้อยกว่าผู้ดูแลจง คนอย่างนี้จะเป็นคู่ต่อสู้ของวังจ่างหลินได้หรือ