ตอนที่ 135
บทที่ 135 เฉินอีผู้ไม่ใส่ใจในทุกสิ่ง
October 28, 2026
“ฮ่าๆ”
เมื่อเห็นจี้หยุนจ่างเกรี้ยวกราดแบบนี้ เฉินอีจึงหัวเราะออกมาอย่างไม่ใส่ใจ
นอกจจากจะหัวเราะแล้วยังกล่าวอีกว่า “มีอะไรที่ฉันต้องไม่กล้าด้วยเหรอ ตาแก่นี่กำลังเล่นมุกอยู่ใช่ไหมเนี่ย”
“ต้องใช่แน่ๆ”
มังกรเขียวที่อยู่ข้างๆ เออออด้วยอย่างดูแคลน
พวกเขาไม่ได้พูดเว่อร์เกินจริง คนแก่อย่างท่านจี้ ไม่ว่าพวกเขาจะส่งใครมาก็จัดการเขาได้ทั้งนั้น ต่อให้วังจ่างหลินมาคนเดียว ก็มาพร้อมคำสั่งของเจ้ามังกร แถมยังมีประเทศต้าถังเป็นที่พึ่ง ใครจะกล้าทำอะไรอีก
เฉินอีเป็นคนลงมือเองถือว่าให้เกียรติตาแก่หนังเหนียวผู้นี้มากแล้ว
การเออออกันอย่างเข้ากันได้ดีเช่นนี้ ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นชะงักไป แม้แต่วังจ่างหลินเอง ริมฝีปากยังกระตุกอย่างไม่รู้ตัว
คุณชายคนนี้ปากกล้าเสียจริง
ในตอนที่ทาสเจ็ดเสียชีวิตนั้น วังจ่างหลินตกใจเสียขวัญไปมาก จนถึงตอนนี้หัวใจของเขายังคงเต้นไม่หยุดไร้หนทางจะทำให้สงบลงได้ง่ายๆ
แต่สุดท้ายเฉินอีกับมังกรเขียวกลับทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น บรรยากาศเช่นนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้บ่อยๆ
ตอนนี้แน่นอนว่าจี้หยุนจ่างจ้องเขม็งมายังเฉินอี เขาพยายามใช้ท่าทางของตัวเองกดดันเฉินอีให้รู้ว่าตัวเขาไม่ใช่คนที่จะมาหาเรื่องได้ง่ายๆ
แต่น่าเสียดายตรงที่ว่า เฉินอีไม่เคยเก็บเขามาใส่ใจ
นี่เองที่ทำให้ความโกรธในใจของจี้หยุนจ่างยิ่งทวีคูณเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
“แกกล้าไม่ใส่ใจคำพูดฉันรึ”
“ผมไม่สนใจคุณแล้วจะทำไม”
เฉินอีกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
พูดตามตรงแล้ว หากไม่ได้เป็นเพราะวังจ่างหลิน เขาคงไม่มาเหยียบที่นี่อย่างแน่นอน
เมื่อก่อนเคยคิดว่าผู้ดูแลจงคงจะมีความสามารถอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ผู้ดูแลจงก็ไม่ต่างอะไรกับคนธรรมดาทั่วไป
เขาคิดว่าอีกฝ่ายจะสามารถหาผู้ช่วยที่มีความสามารถมากพอมาช่วยได้ แต่สุดท้ายคนพวกนี้กลับไม่มีมือดีๆ สักคน เรื่องนี้ทำให้เขาเองก็พูดไร้คำพูดจะกล่าว
ท่าทางเช่นนั้นของเฉินอีทำให้เฉินฝูโมโหมาก จี้หยุนจ่างเองก็เช่นกัน ขณะที่เตรียมจะพูดบางอย่างกลับมีคนแทรกขึ้นมา
“ท่านจี้ ท่านคุยกับท่านประธานวังให้รู้เรื่องก่อนเถอะ”
เฉินอีทำท่าขี้เกียจจะใส่ใจ หากจะคุยกับเขาก็ไปคุยกับคนข้างๆ เขาให้รู้เรื่องก่อน ท่าทางเช่นนี้ทำให้ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างกัดฟันกรอด
พวกเขาไม่ได้เจอคนที่มีท่าทีจองหองเช่นนี้มานานแล้ว
แต่ถึงกระนั้นพวกเขาก็ทำอะไรเฉินอีไม่ได้ เนื่องจากทั้งสองฝ่ายเปรียบเหมือนน้ำกับไฟมานานแล้วตั้งแต่เมื่อเจ็ดปีก่อน
เฉินฝูโกรธจนแยกเขี้ยว ในตอนนั้นวังจ่างหลินที่อยู่ข้างๆ เฉินอีจึงก้าวออกมาข้างหน้าแล้วกล่าวเสียแข็งกระด้าง “จี้หยุนจ่าง ความตายของทาสเจ็ดคนของท่าน ไม่ได้เป็นฝีมือของเฉินอีเสียทีเดียว แต่เขาทำตามที่ท่านสั่งในตอนแรกว่าให้เดินสามก้าวคุกเข่าเขกหัว สุดท้ายเขาเลยเหนื่อยตายไปก่อน”
“นั่นก็เป็นเพราะพวกแกบังคับให้เขาไปตาย ถนนตั้งไกลขนาดนั้นใครจะเดิน.......”
จี้หยุนจ่างพยายามจะสู้ด้วยเหตุผล ทว่าคล้ายเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ สีหน้าของเขาจึงแปรเปลี่ยน
ทว่าคำพูดของเขาหลุดปากออกไปแล้ว จึงไม่อาจหวนคืนกลับมาได้อีก
ริมฝีปากของบางคนในที่นั้นเกิดรอยยิ้มเหยียดหยัน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างสบายอารมณ์
“ทุเรศ ที่แกให้ฉันทำตามที่แกสั่งเพราะต้องการให้ฉันตายใช่ไหม”
“แกก็รู้ว่าเส้นทางไกลขนาดไหน แล้วทำไมถึงยังให้ฉันทำ”
หากเทียบอายุกันแล้ว วังจ่างหลินเด็กกว่าทาสเจ็ดปีหนึ่ง หากทำตามที่จี้หยุนจ่างสั่งจริงๆ วังจ่างหลินจะรอดได้อย่างไร
จี้หยุนจ่างถูกต้อนเสียจนไร้คำพูด
คำพูดนั้นเขาเป็นคนพูดก่อนจริงๆ ส่วนอีกฝ่ายก็แค่ใช้คำพูดของเขาย้อนกลับมาทำร้ายเขาเท่านั้น หากจะกล่าวหาว่าเป็นความผิดของอีกฝ่าย นั่นอาจจะไม่ก่อให้เกิดผลดีอะไรกับตนเลย
วังจ่างหลินผู้นี้ น่ารังเกียจจริงๆ
จี้หยุนจ่างจ้องเขม็งไปที่วังจ่างหลิน ในความคิดของเขา วังจ่างหลินจะต้องเป็นผู้ที่คอยใส่ไฟอยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน
เพราะลำพังเพียงเฉินอีเพียงคนเดียว ผลงานจะออกมาอย่างมีฝีมือลึกซึ้งเช่นนี้ได้อย่างไร
อีกอย่างหากดูจากร่างกายผอมแห้งของเฉินอีแล้ว จะเอาชนะทาสเจ็ดลูกน้องของตัวเองได้อย่างไร
อย่ามาล้อเล่นหน่อยเลย
แต่น่าเสียดายตรงที่ แม้ว่าวังจ่างหลินจะรู้สึกเกรงๆ แต่เฉินอีที่ยืนอยู่ข้างหลังกลับไม่มีทีท่าว่าจะถอย
ในเมื่อเลือกเส้นทางนี้แล้ว เขาก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำไปให้สุด
ตอนนี้จี้หยุนจ่างโมโหจนไม่อาจควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้ เขาตั้งท่าจะพูดอะไรบางอย่างต่อ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอะไร
เด็กคนนี้โอหังเกินไปหน่อยแล้ว
เขาจ้องเขม็งไปยังวังจ่างหลิน แล้วกัดฟันพูดออกมาทีละคำช้าๆ “แกกล้าเอาฉันไปเปรียบกับแกงั้นเหรอ”
จี้หยุนจ่างไม่พอใจเรื่องนี้มากที่สุด
ตนเป็นใคร
ถึงขั้นเอาเขาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น น่าหัวเราะนัก
นี่คือสิ่งที่ทำให้ความโมโหของเขาพุ่งปรี๊ดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว
วังจ่างหลินช็อกจนพูดไม่ออก
เขาคิดไม่ถึงว่าบนโลกใบนี้จะมีคนหน้าหนาไร้ยางอายได้ถึงขั้นนี้
แม้แต่ตอนที่หลินเทียนหลงยังมีชีวิตอยู่ ยังใช้อำนาจตนเองไว้กดขี่ผู้อื่น แต่ไม่เคยพูดคำพูดเช่นนี้ออกมา
แต่จี้หยุนจ่างกลับพูดไม่คิด จนทุกคนต่างเหนือความคาดหมาย
ตอนนี้เฉินฝูก็ก้าวออกมาเช่นกัน เขาเชิดหน้ากล่าวว่า “ท่านจี้กล่าวถูกต้องแล้ว พวกเราเป็นใคร แล้วพวกแกเป็นใคร จะเอามาเปรียบเทียบกันได้ยังไง”
สายตาที่เขาใช้มองมาเต็มไปด้วยอารมณ์ดูถูกดูแคลน
ก็แค่ตัวตลกกลุ่มหนึ่งที่ไม่มีค่าอะไรให้กล่าวถึง กลับกล้ามาท้าทายพวกกตน จะไม่ให้ตลกได้อย่างไร
คนพวกนี้มีคุณค่าอะไรถึงเอามาเทียบกับพวกเขาได้ ถ้าเรื่องนี้แพร่กระจายออกไปคงมีแต่ทำให้คนหัวเราะเยาะ
ตระกูลเฉินเป็นครอบครัวเศรษฐีในเมืองอสูร คนบ้านนอกคอกนาจากเมืองฉือพวกนี้ควรจะเคารพนบนอบพวกตนมากกว่า ไม่ใช่ทำตัวหยิ่งผยองทัดเทียมกันแบบนี้
“คุกเข่าลง!”
เฉินฝูกล่าวสองคำนี้ออกมา สั่งให้ฝั่งเฉินอีทั้งหมดนั่งคุกเข่าลง
ไม่อย่างนั้นแล้วเขาจะลงมือให้อีกฝ่ายนั่งลงด้วยตัวเอง หากถึงขั้นนั้นก็คงจะไม่ได้นั่งลงอย่างสบายๆ แน่นอน
สถานเบาก็แค่พิการ
สถานหนักห็โดนซ้อมปางตาย
“ฮ่าๆๆๆ”
ภายใต้บรรยากาศคุกรุ่นในตอนนั้น เฉินอีกลับหัวเราะขึ้นมา
แววตาของจี้หยุนจ่างหรี่เล็กลงอย่างมาดร้าย “แกหัวเราะอะไร”
“เปล่า ไม่ได้หัวเราะอะไร”
เฉินอีโบกไม้โบกมือ “คุยกันต่อเถอะ ฉันฟังอยู่”
เขาดูคล้ายว่ากำลังตกใจ แต่อันที่จริงแล้วกำลังเยาะเย้ย จี้หยุนจ่างไม่ใช่คนโง่ เขาจึงเข้าใจรูปการณ์ได้อย่างรวดเร็ว
ไอหมอนี่ถึงขั้นกล้าหัวเราะเยาะฉันแล้วรึ
รนหาที่ตายเองนะ
“ลูกพี่ แกต้องทำความเข้าใจก่อนนะว่าที่นี่คือเมืองฉือ ไม่ใช่เมืองอสูร ต่อให้ที่นี่เป็นเมืองอสูรก็ไม่ใช่สถานที่ที่แกจะก่อความวุ่นวายยังไงก็ได้”
เขาเคยได้ยินคนอื่นพูดกันว่า เฉินอีผู้นี้คือคุณชายใหญ่ของตระกูลเฉิน แต่นั่นเป็นอดีตไปแล้ว อีกอย่างเรื่องที่อีกฝ่ายเป็นคุณชายใหญ่ของตระกูลเฉิน สถานะนั้นของเขาจะดีหรือไม่ที่นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
ลำพังแค่สถานะของอีกฝ่ายก็จัดได้ว่าเป็นเพียงคนชั้นรากหญ้า ยังจะเอาหน้าที่ไหนมาหัวเราะเยาะตน ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย
“ทาสหก จัดการมัน!”
จี้หยุนจ่างไม่อาจทนดูคนชั้นต่ำพวกนี้วางท่าโอหังต่อหน้าตัวเองได้อีกแล้ว
ในสายตาของเขา ตอนนี้เฉินอีคงจะกลัวจนหัวหดแต่แกล้งทำท่าทางแน่วแน่ น่าหัวเราะ น่าสมเพช และน่ารังเกียจนัก
สิ้นเสียงคำสั่งของจี้หยุนจ่าง คนกลุ่มหนึ่งพลันก้าวออกมา
หากเทียบกับทาสเจ็ดแล้วคนพวกนี้ดูเด็กกว่ามากนัก อีกอย่างคนกลุ่มนี้ยังดูน่าป่าเถื่อนจนทำให้ผู้ที่เห็นรู้สึกขนลุกมากกว่า
“คนพวกนี้ คงไม่ใช่......”
หนังตาของพวกเขาเริ่มกระตุก
#### บทที่ 136 พลั้งมือต่อย