ตอนที่ 136
บทที่ 136 พลั้งมือต่อย
October 28, 2026
โดยเฉพาะของหลี่เยว่
เมื่อก่อนตอนที่ทาสเจ็ดยังอยู่ เขายังคงพอรับได้ เพราะข้างกายของเขายังมีมือดีอย่างทาสเจ็ดเป็นบอดี้การ์ดข้างกายอยู่
แต่คนทั้งหกคนนี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามีพลังมากกว่าทาสเจ็ดมาก หากต้องต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆ ลูกน้องที่เขามีอยู่ตอนนี้ไม่มีทางสู้พวกเขาได้
ใช่แล้ว แค่คนหกคนนี้ก็เพียงพอที่จะล้มตระกูลหลี่ทั้งตระกูลได้
แม้แต่ช่วงที่ตระกูลหลินเรืองอำนาจสูงสุด หากได้เห็นคนทั้งหกนี้ก็ต้องถอยกรูดเช่นกัน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตระกูลหลี่ของพวกเขาเลย คนชั้นต่ำอย่างเฉินอียิ่งแล้วใหญ่ จะเอาอะไรมาทัดทานได้
เฉินฝูเสยะยิ้มออกมา
มีเพียงผู้ดูแลจงคนเดียวที่มีสีหน้าสงสัย
ที่ฝั่งแม่น้ำ ครั้งที่แล้ว มีคนกลุ่มหนึ่งตามเขามา หนึ่งในนั้นมีเงาร่างของคนคนหนึ่งที่ยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำของผู้ดูแลจง ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับว่าเงาร่างนั้นดูแข็งแกร่งมากเพียงใด แต่เกี่ยวตรงที่ว่าเงาร่างนั้นคล้ายคลึงกับเฉินอีที่อยู่ตรงหน้าเขามาก
ในตอนนั้นฟ้ามืดมาก บวกกับเขาหลบหนีอย่างว่องไวจนไม่ได้สังเกตรายละเอียดมากนัก แต่เมื่อเห็นเฉินอีตอนนี้ ในหัวของเขาก็ปรากฏความคิดเช่นนี้ขึ้นมา
เฉินอีผู้นี้จะใช่คนที่ทำลายแผนการของพวกเขาในตอนนั้นหรือไม่ และจะเป็นคนผู้นั้นหรือไม่ที่มีพลังแข็งแกร่งเหนือกว่ากลุ่มโจรมารทั้งหมด
ความคิดนี้ทำให้ผู้ดูแลจงรู้สึกอึดอัดใจ แต่เขาก็ส่ายหน้าเพื่อสลัดความคิดนี้ทิ้งไปซะ
เรื่องตลกน่า
แม้ว่าเฉินอีจะมีฝีมืออยู่บ้าง แต่ไม่มีทางที่จะมีพวกพ้องเช่นนี้ได้ และยิ่งไม่อาจมีฝีมือเหนือกว่ากลุ่มโจรมารได้
เขามันก็เป็นแค่หมาไร้บ้าน
ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ฝังรากลึกอยู่ในหัวของคนตระกูลเฉินทุกคน ในมุมมองของพวกเขาเฉินอีก็เป็นแค่คนชั้นต่ำ คนชั้นต่ำที่ไม่มีปัญญามากพอที่จะตอบโต้อะไรได้
และคนชั้นต่ำก็ควรที่จะยอมเชื่อฟังคำสั่งของพวกเขาแต่โดยดี จะมาวางท่าทำตัวเหมือนเป็นเจ้าตระกูลได้อย่างไร
ยากเกินกว่าจะเข้าใจได้จริงๆ
ตอนนี้ผู้ดูแลจงเบนสายตากลับมา เขาหันไปจ้องเฉินอีอย่างลึกซึ้งเพราะต้องการรู้ว่าเฉินอีผู้นี้จะมีปฏิกิริยาอย่างไร
แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องประหลาดใจคือ เฉินอียังคงยืนนิ่งๆ อยู่ที่เดิม ราวกับเป็นผู้สังเกตการณ์ที่กำลังเฝ้าดูละครฉากหนึ่ง
“แก ตายซะเถอะ”
“กล้าท้าทายนายท่าน สิบชีวิตของแกก็ยังชดใช้ไม่พอ”
ทาสหกที่มีอายุมากที่สุดราวห้าสิบกว่าปี เมื่อเห็นว่าพวกตนถูกมองข้ามจึงรู้สึกหัวเสียอย่างมาก จึงพุ่งเข้าไปหมายจะเอาชีวิตเฉินอี น้ำเสียงของเขาก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้นในตัวเฉินอี
กำลังเล่นตลกอะไรอยู่หรือ ก็แค่คนที่ไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่งคนหนึ่ง ยังจะกล้ามองข้ามทาสเจ็ดของคฤหาสน์ตระกูลจี้ และยิ่งเมื่อเห็นน้องเล็กต้องตายอย่างอนาถเช่นนั้น ในฐานะที่เขามีชื่อชั้นอยู่ในลำดับต้นๆ ของทาสตัวยงในคฤหาสน์ตระกูลจี้จะทนได้อย่างไร มือทั้งสองของเขากางเป็นกรงเล็บเหยี่ยวแล้วพุ่งตรงเข้าใส่เฉินอี
“บังอาจ!” มังกรสิบเอ็ดเป็นคนที่มีพลังน้อยที่สุดของพวกเฉินอี แน่นอนว่าครั้งนี้เขาต้องเป็นคนลงมือ เมื่อทั้งสองเผชิญหน้ากัน มุมปากของทาสเจ็ดจึงปรากฏรอยยิ้มดูแคลนออกมา
“คนตัวเล็กๆ อย่างแกถึงขั้นกล้าอวดดีต่อหน้าข้าเชียวหรือ นับวันยุทธภพแห่งนี้ก็ยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่แล้ว”
เขากล้าเอ่ยประโยคนี้ออกมาอย่างไม่สนใจใคร เบ่งกล้ามวางโตว่าตัวเองเป็นฝ่ายเหนือกว่า
ทาสตัวยงคนอื่นๆ ต่างยืนมองอยู่ด้านข้างอย่างไร้อารมณ์
เจ้าหกของพวกเขาไม่ได้นับว่าเก่งกาจอะไรมากนัก แม้ว่าจะอายุมากหน่อย แต่คนที่ฝึกปราณมาเพียงไม่กี่วันอย่างเขา แต่หากเทียบกับน้องคนเล็กอย่างทาสเจ็ดแล้วถือว่าเขายังมีพลังที่เหนือกว่า
นับว่าเป็นคู่ที่สูสีกันมาก
อย่างน้อยๆ ก็ในมุมมองของพวกเขา
เฉินฝูเบิกตากว้างขึ้น เพราะอยากเห็นสีหน้าของเฉินอีให้ชัดเจน
อีกประเดี๋ยวหากมังกรสิบเอ็ดตาย ดูซิว่าเฉินอีจะทำหน้าเหวอขนาดไหน
“ตู้ม!”
หลังจากเข้าปะทะกันแล้ว ก็มีคนผู้หนึ่งกระเด็นกลับมา และคนนั้นคือทาสหกนั่นเอง
“เจ้าหก!”
ผู้ชมต่างตะโกนร้องออกมาอย่างเหนือความคาดหมาย
พลังของทาสหกแข็งแกร่งขนาดไหน ทุกคนล้วนรู้อยู่แก่ใจดี
มังกรสิบเอ็ดผู้นี้เป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง ทำไมถึงทำให้มือฉมังในยุทธภพถอยกรูดกลับมาเช่นนี้ได้
ทุกอย่างผ่านไปอย่างรวดเร็วมาก ทำให้พวกเขามองเห็นไม่ชัดว่ามังกรสิบเอ็ดลงมืออย่างไรถึงได้ทำให้ทาสหกกระเด็นลอยออกมาอย่างนี้ได้
“เกิดอะไรขึ้น”