ตอนที่ 139
บทที่ 139 ความพ่ายแพ้ของจี้หยุนจ่าง
October 28, 2026
ผู้ดูแลจงนึกออกเพียงความเป็นไปได้เดียว
แต่ความเป็นไปได้นั้นดูจะยากเกินไป
มีเพียงแพทย์แผนโบราณที่ใช้วิชาการฝังเข็มลึกลับเท่านั้นถึงจะทำได้ถึงขั้นนี้
นั่นคือการปิดจุดตายของคนสักคน
ทำให้คนคนนั้นอยู่ในสภาพหมดสติไปหรืออยู่ในสภาวะกึ่งช็อก
แต่วิชาการแพทย์เช่นนั้นถือว่ายากที่จะเชื่อเกินไป อย่างน้อยๆ เขาเพียงเคยได้ยินมาแต่ไม่เคยเห็นกับตามาก่อน
ในวงการแพทย์นอกจากจะต้องเป็นผู้ประสบความสำเร็จอย่างหาตัวจับได้อยากแล้ว คนคนนั้นยังจะต้องเป็นยอดฝีมือในโลกยุทธ์อีกด้วย
เฉินอีจะทำได้ถึงขั้นนี้เชียวหรือ
ลูกน้องของเขาพวกนั้นก็เป็นเพียงนักยุทธ์ จะมีฝีมือทางการแพทย์ชั้นยอดแบบนี้ได้อย่างไร
ตอนนั้นเขาจ้องไปที่เฉินอีพยายามที่จะสังเกตให้ได้ว่าเขากำลังล้อเล่นอยู่หรือไม่
แต่น่าเสียดาย ท่าทางของเฉินอีไม่มีอาการล้อเล่นเลยสักนิด ตรงกันข้ามเขากลับก้าวออกมาข้างหน้า มีคนพยายามที่จะขวางเขาเอาไว้ แต่ทั้งๆ ที่ขวางเขาอยู่ข้างหน้า แต่พอหันกลับมาอีกทีกลับพบว่าเฉินอีทะลุไปยืนอยู่ด้านหลังแล้วไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่
“พลังนี้คือ?”
เป็นอีกครั้งที่ผู้ดูแลจงแทบจะหยุดหายใจ
ยังไม่ต้องพูดถึงความสามารถในการต่อสู้ของเฉินอีว่าเป็นอย่างไร
ลำพังแค่ท่าร่างนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมหาตัวจับได้ยากแล้ว อย่างน้อยๆ ตัวผู้ดูแลจงเองก็ไม่สามารถทำได้ถึงขั้นนี้
ความสามารถระดับนี้ มีเพียงยอดฝีมือระดับสูงเท่านั้นที่จะทำได้
หรือว่าเฉินอีจะเป็นปรมาจารย์โลกยุทธ์?
หรือว่าเป็นเพียงความบังเอิญเท่านั้น
ตอนนั้น ในใจของผู้ดูแลจงบังเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีบางอย่างขึ้นมา
ราวกับมีอะไรบางอย่างที่เหนือความคาดเดาของเขากำลังกระตุ้นเขาอยู่ ให้เขาออกไปจากเมืองฉือให้เร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นแล้วเขาจะไม่มีโอกาสได้ออกไปอีก
“ไม่ ฉันคือคนของนายหญิง คือคนของตระกูลจง สุนัขไร้บ้านของตระกูลเฉินเมืองอสูรจะทำอะไรเขาได้”
“ต่อให้เขาเร็วกว่านี้แล้วอย่างไร หากนับกันเรื่องฝีมือจริงๆ วิธีของคนชั้นต่ำพวกนี้ก็ไม่มีอะไรให้ต้องแปลกใจ”
“ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งที่เราครอบครองไม่ได้มีเพียงกำลังเท่านั้น ยังมีอำนาจและหลักฐาน ดังนั้นจะต้องจับตัวไอสารเลวนี้ไว้ให้ได้”
ตอนนี้ในใจของเขามีความคิดเข่นนี้เพียงอย่างเดียว คือจะต้องจับเฉินอีมาให้ได้ ไม่อย่างนั้นเขาไม่อาจวางใจได้
หลังจากที่ความคิดนี้เริ่มฝังรากลึกลงไปเรื่อยๆ จึงเกิดความคิดอีกอย่างหนึ่งขึ้นมาคือเฉินอีจะต้องกำลังทำเรื่องตบตาอะไรบางอย่างอยู่
ทว่าในตอนที่ทาสเจ็ดฟื้นขึ้นมา ทุกคนในที่นั้นต่างตกใจจนแทบทรุดลงไปกองบนพื้น แต่ยังดีที่ยังคงทรงตัวให้ยืนเอาไว้ได้ แต่ก็ยืนอยู่ด้วยร่างที่สั่นไหว
“แก แกยังไม่ตาย”
คนผู้หนึ่งกล่าวถามเสียงสั่น เพราะกลัวว่าทาสเจ็ดคือศพที่ลุกเดินได้
ทาสเจ็ดหันไปจ้องคนคนนั้นอย่างแข็งกร้าว คนรับใช้ของคฤหาสน์ตระกูลจี้กล้าพูดจากับเขาเช่นนี้เชียวหรือ ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเอาเสียเลย
ทว่าเมื่อมองไปรอบตัวกลับพบว่าสายตาของทุกคนกำลังจ้องมองมาที่ตน แถมสายตาของพวกเขายังเต็มไปด้วยความแปลกประหลาดที่ทำให้ทาสเจ็ดรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
“คือว่าผม......”
เขากำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่กลับโดนเฉินอีตบไหล่หนึ่งที สุดท้ายเขาจึงไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้สักคำเดียว
“แกจะเลือกปิดปากไว้ก่อนก็ได้นะ ว่ามา ตาแก่จี้หนังเหนียว เมื่อกี้แกพูดว่าอะไรนะ บอกว่าพวกเราฆ่าคนตาย แถมยังจะจับตัวฉันเข้าคุกอีกใช่ไหม”
“แต่ตอนนี้แกเห็นชัดแล้วใช่ไหม ว่าลูกน้องของแกไม่ได้เป็นอะไรเลย เขาแค่หลับไปเท่านั้น แต่พวกแกกลับใส่ร้ายว่าพวกเราฆ่าคนตาย เรื่องนี้มันส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของพวกเราอย่างมากนะ”
เขากล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม
ระหว่างที่เขาพูดรอบกายเขาปรากฏรังสีแห่งความคุกคามออกมาอย่างเข้มข้น
ล้อเล่นอะไรกันอยู่หรือ
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ตรวจสอบทาสเจ็ดอย่างละเอียด แล้วจะมั่นใจได้อย่างไรว่าทาสเจ็ดตายแล้ว
ไม่อย่างนั้นตอนที่ทาสเจ็ดฟื้นขึ้นมาจะตกใจเช่นนี้และคิดว่าเป็นศพเดินได้ได้อย่างไร
เมื่อคิดทบทวนตอนนี้ ราวกับว่าตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ พวกเขาติดกับดักของเฉินอีมาตลอด