ตอนที่ 11
ตอนที่ 11 เจรจาการค้า
September 30, 2026
บทที่ 11
เจรจาการค้า
ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งสวมชุดสีฟ้าอ่อนเดินออกมาจากห้องที่อยู่หลังโต๊ะคิดเงิน
ด้วยความที่มีใบหน้าหล่อเหลา มุมปากประดับยิ้มตลอดเวลา มองผิวเผินเหมือนชายคนนี้เข้าหาได้ง่าย ทว่ารอยยิ้มนั้นหาได้ส่งไปถึงดวงตา
สาวน้อยสาวใหญ่ที่มาอุดหนุน ล้วนจ้องเถ้าแก่หนุ่มตาไม่กะพริบ เหมือนว่าที่กำลัง ‘กิน’ ไม่ใช่อาหาร
ลู่ซินฟางอดคิดไม่ได้ว่า โรงเตี๊ยมตระกูลกงใช้อาหารรสเลิศตกลูกค้า หรือใช้หน้าตาหล่อๆ ของเถ้าแก่ตกกันแน่
“ข้าคือเถ้าแก่กง เจ้าของโรงเตี๊ยมลิ่วซุ่นแห่นี้ แม่นาง...ไม่สิ ฮูหยินมีธุระอะไรจะคุยกับข้าหรือ”
“ข้ามาเพื่อคุยธุรกิจ”
“ธุรกิจ?”
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว ดวงตาคมเข้มแอบประเมินลู่ซินฟาง
หญิงสาวคนนี้แต่งตัวด้วยผ้าราคาถูกและเก่าซอมซ่อ มวนผมถูกพันด้วยผ้าธรรมดา มองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าเป็นหญิงบ้านนอก แต่ทว่า นางกลับเข้าใจคำว่าธุรกิจ ซึ่งน้อยคนนักจะเขาใจคำนี้
ไม่เพียงเท่านั้น ท่าทางกับน้ำเสียงตอนที่พูดกับหลงจู๊เฉวียน กลับไม่ได้แสดงออกถึงการอ้อนวอนจนทำให้ตัวเองดูต่ำต้อย และไม่ได้หยิ่งผยอง แต่เหมือนกับมาเพื่อคุยธุรกิจจริงๆ และที่มากไปกว่านั้น สีหน้าของนางยังมีความมั่นใจเป็นอย่างมาก
ลางสังหรณ์บอกว่าหากไม่ฟังข้อเสนอของนาง ต้องพลาดสิ่งสำคัญไปแน่ๆ
ครุ่นคิดแล้ว เขาก็ตอบสั้นๆ ว่า “ได้”
หลงจู๊เฉวียนอ้าปากเตรียมแย้ง
เถ้าแก่หนุ่มยกมือขึ้นเป็นห้ามไม่ให้อีกฝ่ายพูดขัด สีหน้าเรียบเฉย มองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร แต่แรงกดดันของเถ้าแก่นั้นกลับทำให้หลงจู๊เฉวียนหุบปากลงทันที
ลู่ซินฟางที่ทำใจมาแล้วว่าเถ้าแก่กงคนนี้อาจจะเป็นคนใหญ่คนโต แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีออร่าน่าเกรงขามขนาดนี้
“ฮูหยิน เชิญด้านใน”
กงเยียนซูวาดมือไปทางหลังร้าน ก่อนจะเดินนำลู่ซินฟางออกมา
หลังโรงเตี๊ยมระกูลกงคือสวนและน้ำตกจำลอง พอเดินผ่านสวนนั้นออกมาจะพบเรือนรับรองขนาดกะทัดรัด ภายในเรือนรับรองตกแต่งเรียบง่าย สะอาดสะอ้านและเงียบสงบ แตกต่างจากอาคารของโรงเตี๊ยมอย่างสิ้นเชิง ทว่า ข้าวของทุกชิ้นกลับมีราคาแพง
จริงๆ แล้ว กงเยียนซูคนนี้เป็นใครกันแน่
พอเดินนำลู่ซินฟางมาถึงระเบียงของเรือน กงเยียนซูนั่งลงบนเบาะรองนั่ง บนโต๊ะคือชุดชงชาที่ทำจากกระเบื้องสีขาวมันวาวเหมือนงาช้าง กาต้มน้ำร้อนที่ตั้งบนเตาเล็กเดือดกำลังได้ที่
“ข้ามีงานอดิเรกชงชาน่ะ เชิญฮูหยิน”
ชายหนุ่มพูดพร้อมผายมือไปทางที่นั่งฝั่งตรงข้าม
ลู่ซินฟางกล่าวขอบคุณ จากนั้นนั่งลงด้วยท่าทางเรียบร้อย
“เข้าเรื่องดีกว่า ธุรกิจที่ฮูหยินพูดถึงคืออะไรหรือ?”
กงเยียนซูถามขณะตักใบชาออกจากโถ สายตาไม่ได้มองนางสักแวบ แต่ไม่รู้ทำไม นางกลับรู้สึกเหมือนกำลังถูกลอบสังเกต
ลู่ซินฟางเปิดกล่องอาหาร หยิบจานขนมทั้งสองใบออกมา ในขณะเดียวกันก็มองชายหนุ่มชงชาไปด้วย
ท่าทางที่เถ้าแก่หนุ่มชงชานั้นให้รู้สึกถึงความสุนทรีย์ แม้ดูลึกลับ หากกลับทำให้ตระหนักว่า ชายคนนี้ต้องเข้าใจรสชาติของอาหารเป็นแน่
มิน่าเล่า ถ้าขายแค่หน้าตา โรงเตี๊ยมตระกูลกงคงอยู่ได้ไม่นาน แต่คนผู้นี้ใส่ใจอาหารของจริง
ชงชาเสร็จแล้ว ชายหนุ่มเลื่อนถ้วยชามาตรงหน้าลู่ซินฟาง
ขนมจานแรกที่ลู่ซินฟางแนะนำคือเค้กแอปเปิล แป้งนุ่มฟู แต่...ถึงจะเรียกว่าเค้ก หากขั้นตอนตอนทำนางใช้วิธีนึ่งแทนการอบ และเปลี่ยนการผสมแป้ง บนหน้าเค้กตกแต่งด้วยแอปเปิลที่ฝาดบางๆ ประกบกันเป็นรูปดอกไม้ ทั้งยังเอาไปเชื่อมจนได้รสหวานกลมกล่อม หากก็อมเปรี้ยวนิดๆ ขนมจานที่สองเป็นขนมปังโรลสอดไส้แอปเปิลฉ่ำๆ
ชายหนุ่มเลิกคิ้ว “ขนม...หน้าตาแปลกยิ่งนัก”
ในยุคโบราณนี้ ถึงจะใช้ดอกไม้และผลไม้มาทำขนม แต่ส่วนใหญ่จะนำวัตถุดิบที่เป็นดอกไม้ไปผสมกับแป้งแล้วอัดเป็นรูปต่างๆ แป้งขนมที่สมน้ำตาลแม้มีรสหวาน แต่ก็ฝืดคอไม่ต่างจากขนมโก๋
“เถ้าแก่กง ท่านมองออกหรือไม่ว่าขนมสองจานนี้ส่วนผสมหลักๆ ใช้อะไรทำ” ลู่ซินฟางเริ่มต้นด้วยคำถาม
ชายหนุ่มยกมือขึ้นกุมคาง สีหน้าครุ่นคิด
“ถึงจะเปลี่ยนรูปแบบ แต่กลิ่นหวานๆ เปรี้ยวๆ นี้เป็นผลผิงกั่วไม่ผิดแน่”
“เถ้าแก่ช่างตาถึง”
“ไม่ขอปิดบัง พ่อครัวโรงเตี๊ยมข้าพยายามใช้ผลผิงกั่วทดลองทำขนมและอาหารอยู่หลายครั้ง ถึงจะไม่เคยสำเร็จเลย แต่ก็ทำให้ข้าคุ้นเคยกับผลผิงกั่ว เห็นแวบแรกเลยรู้ทันที ถึงอย่างนั้นกลับรู้สึกผิดคาด ฮูหยินใช้ผลผิงกั่วมาประดับบนหน้าขนมได้ขนาดนี้ ช่างพิถีพิถันยิ่งนัก”
ลู่ซินฟางเพียงยิ้มบางๆ ให้กับคำชมนั้น
กงเยียนซูกล่าวต่อ “ข้าขอพูดตรงๆ ขนมของฮูหยินหน้าตาน่าสนใจ แต่วัตถุดิบที่ใช้ค่อนข้างน่าผิดหวัง ต่อให้ยืมชื่อเสียงโรงเตี๊ยมตระกูลกงฝากขาย เกรงว่ายังไงก็ขายไม่ออก”
ชายหนุ่มส่ายหน้าในตอนท้าย
ลู่ซินฟางไม่โกรธ เพราะหากนางเป็นเจ้าของโรงเตี๊ยม ก็คงลังเลเช่นเดียวกับเขา
“เถ้าแก่กงอย่าเพิ่งรีบตัดสินใจ ลองชิมขนมทั้งสองจานนี้ พร้อมกับค่อยๆ จิบชาเขียวที่ท่านชงดูก่อน”
ชายหนุ่มชั่งใจสักครู่ ก่อนจะตักขนมจานแรกส่งเข้าปาก
เขาค่อยๆ ลิ้มลองแป้งนุ่มซึ่งมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว หากก็กลมกล่อมอย่างพอดี ซ้ำยังเหมือนละลายในปากทันทีที่กิน
หลังจากกลืนขนมลงท้อง ทันใดนั้น ดวงตาคมเข้มของชายหนุ่มพลันหรี่ลงเล็กน้อย
คราวนี้ กงเยียนซูหยิบจอกชาขึ้นมาจิบ
“รสชาติหวานอมเปรี้ยวนิดๆ ผิวสัมผัสนุ่มลิ้น และยังมีกลิ่นหอมที่แปลก แต่กลับอร่อยลงตัว พอดื่มชาเข้าไป ทำให้ไม่รู้สึกเลี่ยน ซ้ำยัช่วยลดความหวานที่ติดปลายลิ้นได้ด้วย รสชาติอร่อยยิ่งนัก”
“ชาเขียวช่วยลดความหวานของขนมนี้พอดี เป็นจังหวะเหมาะจริงๆ เจ้าค่ะ” นางกล่าวปนขำ ให้อารมณ์เหมือนพูดเล่น
“ฮูหยินก็รู้จักชาเขียวหรือ”
โลกยุคนี้ ชาเขียวถือเป็นหนึ่งในใบชาของชนชั้นสูง สำหรับลู่ซินฟางที่แต่งกายซอมซ่อ ไม่น่าจะรู้จัก จึงทำให้กงเยียนซูอดถามด้วยสีหน้าประหลาดใจไม่ได้