ตอนที่ 1347
บทที่ 1347 เด็กในท้องของเธอคือลูกของเขา (1)
October 28, 2026
กินยา ? ได้ยินมาว่าอันตรายมาก แต่ด้วยสถานการณ์ที่เธอต้องพบเจออยู่ในขณะนี้ นี่อาจเป็นวิธีแก้ปัญหาเพียงวิธีเดียวที่มี ! !
แต่หากเธอจะต้องไปซื้อยาก็คงจะไม่สะดวกนัก
เธอไม่สามารถเดินทางไปที่โรงพยาบาลได้อย่างโจ่งแจ้ง เพราะการเดินทางของเธอถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา
อีกทั้งตลอดหลายปีมานี้ เธอคอยติดตามอยู่ข้างกายองค์ชายใหญ่มาโดยตลอด ได้รับความไว้วางใจอย่างมากจากองค์ชายใหญ่ ดังนั้นจึงมีหลายฝ่ายที่แอบจับตามองเธออยู่ เพื่อคอยจ้องจับผิดเธอ
ดังนั้น การเดินทางของเธอในตอนนี้ ไม่ว่าจะในที่ลับหรือในที่แจ้ง ต่างมีคนคอยจับตาดูอยู่ตลอดเวลา
เธอเกรงว่าแค่ก้าวเท้าเข้าไปในโรงพยาบาลเพียงไม่กี่นาที ก็อาจเรียบเรียงออกมาได้ว่าเธอป่วยด้วยโรคต่าง ๆ มากมาย ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่นับรวมเรื่องที่ตอนนี้เธอกำลังตั้งครรภ์ และต้องการได้รับยาทำแท้ง
แน่นอนว่าคลินิกเหล่านั้นก็ไปไม่ได้ เพราะหากไปที่คลินิกก็อาจถูกพบเจอเข้าเช่นเดียวกัน
ตราบใดที่เธอยังอยู่ในประเทศR เธอก็จะถูกจับตามองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นเธอควรพิจารณาเรื่องออกนอกประเทศหรือไม่ เพราะหลังจากออกนอกประเทศแล้ว เธอจะสามารถดำเนินเรื่องต่าง ๆ ได้สะดวกขึ้น
ช่วงนี้ไม่รู้ว่าองค์ชายใหญ่มีแผนการที่จะเดินทางไปต่างประเทศบ้างหรือไม่ ในระยะนี้เธอมีอาการแพ้ท้องที่รุนแรงมาก จึงมักไม่ค่อยมีชีวิตชีวา อีกทั้งเธอรู้สึกว่าสมองของเธอดูเหมือนจะโง่เขลาลงไปมาก การตอบสนองก็ไม่รวดเร็วอย่างเช่นแต่ก่อน
หากเป็นเมื่อก่อน ตารางงานขององค์ชายใหญ่ในช่วงระยะเวลาครึ่งเดือน เธอจะสามารถจดจำได้อย่างแม่นยำ ทว่าตอนนี้ตารางงานในช่วงระยะเวลาเพียงไม่กี่วันขององค์ชายใหญ่เธอกลับไม่รู้ด้วยซ้ำ
หลินเป้ยรู้สึกว้าวุ่นใจเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกหดหู่อย่างที่สุด ทำไมเธอช่างโชคร้ายเช่นนี้ เพียงแค่ครั้งเดียว เธอกลับตั้งครรภ์เสียแล้ว ?
อีกทั้งเวลาคนอื่นตั้งครรภ์ ก็ไม่มีอาการแพ้ท้องรุนแรงอย่างเช่นเธอ ตอนนี้เธอไม่กล้าทานอาหาร เพราะทานเข้าไปเท่าไหร่ก็อาเจียนออกมาจนหมด ทานน้อยก็อาเจียนน้อย แน่นอนว่าต่อให้ไม่ทานอะไรลงไปก็ยังอาเจียนออกมาเป็นครั้งคราว เธอรู้สึกเหมือนแทบจะอาเจียนเอาเครื่องในออกมาแล้ว
หลินเป้ยเงยหน้าขึ้น แล้วหันมองตัวเองที่อยู่ในกระจก ใบหน้าของคนที่อยู่ในกระจกซีดเผือด ไม่มีเลือดฝาดแม้สักนิด ในระยะเวลาสั้น ๆ เพียงไม่ถึงหนึ่งเดือน ดูเหมือนว่าเธอจะผอมลงไปไม่น้อย
ใบหน้าที่แต่เดิมนั้นเล็กอยู่แล้ว ตอนนี้ก็ยิ่งดูเล็กเข้าไปใหญ่ และทำให้ดวงตาที่สดใสของเธอ ยิ่งดูกลมโตมากยิ่งขึ้น
เพราะเมื่อครู่เธอเพิ่งทุกข์ทรมานจากการอาเจียน ตอนนี้ดวงตาของเธอจึงเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ใบหน้าของเธอเปียกปอน ช่างมีสภาพที่น่าสงสารเป็นอย่างมาก
เมื่อหลินเป้ยเห็นตัวเองในสภาพเช่นนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะแอบด่าอยู่ในใจ
นี่คือตัวเองจริง ๆ หรือ ? เธอมีสภาพเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน ?
หากเธอออกไปในสภาพเช่นนี้ จะปลอมตัวเป็นผู้ชายได้อย่างไร ?
ก็แค่ตั้งครรภ์ไม่ใช่หรือ ? ทำไมถึงมีสภาพเช่นนี้ได้ ?
หลินเป้ยรู้ดีว่าสภาพของเธอในตอนนี้ ไม่สามารถปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณชนได้ ตอนนี้เธอไม่สามารถควบคุมอาการแพ้ท้องของตัวเองได้ อีกทั้งสภาพหลังจากการแพ้ท้องก็ช่างเป็นภาพที่ไม่น่าดูเอาเสียเลย
แต่ว่า ด้วยฐานะของเธอในตอนนี้ มีหลายเรื่องที่เธอไม่อาจตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ยกตัวอย่างเช่นงานเลี้ยงเมื่อสองวันก่อน วันนั้นเธอรู้สึกไม่สบายตัวเป็นอย่างยิ่ง มีอาการอาเจียนอย่างรุนแรง และทานอะไรไม่ลง รู้สึกร่างกายไร้เรี่ยวแรง แต่เธอจะไม่ไปร่วมงานก็ไม่ได้
โชคยังดีที่ในงานวันนั้นเธอสามารถควบคุมตัวเองได้ และไม่แสดงความผิดปกติออกมาให้เห็น
แต่หลินเป้ยรู้ดีว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป คงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน จึงจำเป็นต้องกำจัดเด็กโดยเร็วที่สุด
แต่เธอจะกำจัดเด็กอย่างราบรื่นได้อย่างไร ? เธอจะต้องหาใครสักคนมาช่วย
มีชั่วขณะหนึ่งที่หลินเป้ยนึกถึงถังหลิน นี่ถือเป็นปัญหาที่ถังหลินก่อเอาไว้ เธอจะไปหาถังหลินเพื่อขอความช่วยเหลือได้หรือไม่ ?
เมื่อเธอนึกถึงเรื่องที่ถังหลินเคยพูดว่าจะแต่งงานกับเธอ ถ้าหากถังหลินรู้ว่าเธอตั้งท้องลูกของเขา เธอจะถูกบังคับไปจดทะเบียนสมรสหรือไม่ เมื่อหลินเป้ยนึกถึงนิสัยของถังหลิน ก็รู้สึกว่ามีความเป็นไปได้อย่างสูง
ดังนั้นเธอจึงไปขอความช่วยเหลือจากถังหลินไม่ได้เด็ดขาด ไม่เพียงแต่จะไม่สามารถขอความช่วยเหลือจากถังหลินได้เท่านั้น อีกทั้งเรื่องนี้ก็ห้ามไม่ให้ถังหลินรู้เข้าโดยเด็ดขาด ให้รู้ไม่ได้เด็ดขาด
“หลินเป้ย ลูกอยู่ในห้องน้ำกว่าครึ่งชั่วโมงแล้ว ไม่เป็นอะไรใช่ไหม ?” มีเสียงของผู้หญิงดังขึ้นมาจากด้านนอก เป็นเสียงของคุณแม่หลิน
“ไม่เป็นไรค่ะ หนูกำลังจะออกไปเดี๋ยวนี้” หลินเป้ยรีบแต่งตัว แล้วเช็ดคราบน้ำตาออกจนหมด
ถึงแม้นั่นจะเป็นแม่ของเธอ แต่เรื่องที่ตั้งครรภ์ หลินเป้ยกลับยังไม่ได้บอกผู้เป็นแม่
หลินเป้ยรู้ดีว่า หากบอกแม่ไป นอกจากจะทำให้แม่รู้สึกเป็นห่วงจนร้อนใจแล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อื่นใดอีก
ตอนที่หลินเป้ยเปิดประตูออกมา แม่ของเธอก็กำลังยืนอยู่หน้าประตู
“ลูกไม่สบายหรือเปล่า ? ทำไมสีหน้าของลูกถึงดูซีดเซียวเช่นนี้” แม่จ้องมองเธอด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล