ตอนที่ 1499
บทที่ 1499 เธอเป็นได้แต่ของเขา (1)
October 28, 2026
หากสมมุตติว่า เธอเป็นลูกสาวของหัวหน้าองค์กรโกสต์ซิตี้จริงๆ เวินลั่วฉิงยิ่งไม่มีทางให้คนขององค์กรโกสต์ซิตี้นำเส้นผมของเธอกลับไปตรวจดีเอ็นเอแน่นอน
ตอนนี้เธออายุยี่สิบสี่ปีแล้ว ตลอดยี่สิบสี่ปีมานี้เธอไม่รู้เลยว่าพ่อแท้ๆ ของเธออยู่ที่ไหน
ตอนนี้เธอไม่ได้ต้องการความสัมพันธ์ของพ่อลูกแล้ว ไม่ไถ่ไม่ถามมาตลอดยี่สิบปี ในตอนที่เธอต้องการเขา ในตอนที่คุณแม่ของเธอต้องการเขา ไม่เคยปรากฏตัวออกมาเลย จะปรากฏตัวออกมาตอนนี้ทำไม?
ตอนนี้คุณพ่อของเธออยากมาตามหาเธอ เธอไม่รู้สึกว่าตนเองจะต้องยอมรับคุณพ่อคนนี้ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร
ไม่มีเหตุผลใดที่เธอควรจะยอมรับ ในตอนที่เธออายุยี่สิบปีจู่ๆ ก็มีคนหนึ่งวิ่งมาบอกเธอตรงหน้าว่าคือพ่อของเธอ เหมือนว่าจะไม่มีเหตุผลแบบนั้น เหมือนว่าจะไม่มีเรื่องดีๆ แบบนั้น
แน่นอนว่า เขาอาจจะมีความลำบากของเขา อาจจะไม่ได้ไม่ตามหาแต่ว่าตามหาไม่เจอ ไม่ใช่บอกว่าหัวหน้าขององค์กรโกสต์ซิตี้ตามหาผู้หญิงคนหนึ่งมายี่สิบห้าปีเหรอ?
เวลานี้ก็ค่อนข้างคล้ายกับเรื่องราวของเขา
แต่ว่า ตอนนี้คนคนนั้นไม่ได้มาหาเธอโดยตรง ถึงขั้นไม่ได้ใช้วิธีตรงๆ อะไรเลย แต่กลับใช้วิธีการแบบนี้ วิธีการแบบนี้ของพวกเขา การทำงานแบบนี้ คนคนนั้นไม่กล้ามาหาเธอตรงๆ หรือเปล่า? หรือว่าไม่กล้าใช้วิธีตรงๆ มาทำการตรวจดีเอ็นเอ
วิธีการที่โจ่งแจ้งมีมากมายขนาดนั้น พวกเขากลับเลือกวิธีแบบลับๆ ล่อๆ แบบไม่ให้คนเห็น
ทำไมเธอถึงต้องนำเส้นผมของเธอให้พวกเขา?!
ดังนั้น ไม่ว่าจะสถานการณ์แบบไหน เธอไม่มีทางให้พวกเขานำเส้นผมของเธอไปแน่นอน!!
เวินลั่วฉิงรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะจบพอแค่นี้ได้แล้ว เธอและองค์กรโกสต์ซิตี้ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดๆ ต่อกัน เธอกับหัวหน้าขององค์กรโกสต์ซิตี้ยิ่งไม่มีทางมีความเกี่ยวข้องกัน หลังจากที่ผลการตรวจดีเอ็นเอออกมาแล้ว ทางนั้นก็น่าจะหยุดแล้ว
เพราะว่าผลขอการตรวจดีเอ็นเอไม่มีทางเข้ากันได้แน่นอน นอกจากว่าพยาบาลท่านนั้นจะบังเอิญเป็นลูกสาวของหัวหน้าองค์กรโกสต์ซิตี้
แน่นอนว่า เวินลั่วฉิงเองก็รู้ว่าความเป็นไปได้ในแบบนี้ไม่ค่อยสูง ถึงขั้นเป็นศูนย์เลย
ดังนั้น เวินลั่วฉิงไม่ได้กังวลในเรื่องนั้น ทว่าไม่ว่ายังไงเวินลั่วฉิงก็นึกไม่ถึงว่า ถึงแม้ว่าผลการตรวจดีเอ็นจะไม่เข้ากัน ก็ยังมีคนไม่ตายใจ ก็ยังมีคนตามสืบอยู่
ภายในห้อง โทรศัพท์ของเวินลั่วฉิงดังขึ้น เป็นสายของถังไป๋เชียนที่เธอโทรไปเมื่อกี้แล้วไม่มีคนรับพอดี
นัยน์ตาของเวินลั่วฉิงเปล่งประกายขึ้น จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา กดรับฟังเลย
“ฉิงฉิง” สายถูกตอบรับ เสียงของถังไป๋เชียนดังผ่านมา ยังคงเป็นคำเรียกเหมือนเมื่อก่อน ยังคงอ่อนโยนและแฝงน้ำเสียงความสนิทสนมอยู่
“รุ่นพี่” เวินลั่วฉิงก็เรียกเขาตามคำเรียกแบบเดิม
แต่ว่าเวินลั่วฉิงไม่ได้อยากเงียบสงบปานนี้ ไม่อยากใช้น้ำเสียงมาปกปิดเหมือนว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นทั้งๆ ที่มีปัญหา ดังนั้นเวินลั่วฉิงจึงพูดตรงๆ เลย “รุ่นพี่น่าจะรู้เหตุผลที่ฉันโทรหาใช่ไหม?”
“……” ถังไป๋เชียนที่อยู่อีกทางหนึ่งของโทรศัพท์เงียบไปชั่วครู่ ไม่รู้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“ฉิงฉิง เธอต้องรู้ ฉันไม่มีทางทำร้ายเธอแน่นอน ฉันยิ่งไม่มีทางทำร้ายเด็กทั้งสอง”
ถังไป๋เชียนน่าจะเข้าใจท่าทีของเวินลั่วฉิง ดังนั้นขณะนี้เขาไม่ได้ทำเป็นเหมือนไม่มีเรื่องอะไร แต่ว่าเขาไม่ได้ตัดสินใจจะตอบคำถามของเวินลั่วฉิงตรงๆ อย่างชัดเจน
“รุ่นพี่กล้าพูดว่าเรื่องบนอินเทอร์เน็ตพวกนั้นไม่เกี่ยวกับพี่เหรอ?” เวินลั่วฉิงเป็นคนที่ทำงานตรงไปตรงมามาโดยตลอด เธอไม่ใช่ความไม่ชัดเจนแบบนี้ที่สุดแล้ว
ใช่ ข่าวบนอินเทอร์เน็ตพวกนั้นถังไป๋เชียนไม่ได้เป็นคนแพร่ออกมา ทว่าหากถังไป๋เชียนไม่ได้ให้ข้อมูลพวกนั้น โจ๋วอันหนานจะรู้ได้ยังไง?
โดยเฉพาะหลักฐานยืนยันการจดทะเบียนสมรส ใบทะเบียนสมรสนั้นถังไป๋เชียนเป็นคนแอบไปทำคนเดียวอยู่แล้ว ในตอนนี้เรื่องนี้แม้กระทั่งเธอเองก็ไม่รู้ หากถังไป๋เชียนไม่ได้เป็นคนให้ โจ๋วอันหนานไม่มีทางรู้แน่นอน
“ฉิงฉิงกำลังสงสัยฉัน?” ถังไป๋เชียนที่อยู่อีกทางหนึ่งของโทรศัพท์เหมือนกำลังหัวเราะ ทว่าน้ำเสียงแบบนั้นไม่ได้ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังมีความสุข
“ฉันไม่สมควรสงสัยพี่เหรอ? หรือว่านี่ไม่ใช่ความหมายของพี่เหรอ? ฉันขอถามหน่อยรุ่นพี่แพร่ข่าวพวกนั้นออกมาอยากทำอะไรกันแน่?” เวินลั่วฉิงไม่อยากอ้อมค้อมแบบนี้ หนึ่งก็คือหนึ่ง สองก็คือสอง จะพูดไร้สาระขนาดนั้นทำไม