ตอนที่ 1
ตอนที่ 1 เกิดใหม่มาสลับตัวเจ้าสาว งั้นก็เปลี่ยนบิดามันเสียเลยเป็นไง
September 30, 2026
เสียงปี่แผดดังก้องกังวาน ควันธูปลอยล่องม้วนตัวอย่างอ้อยอิ่ง
เด็กสาวที่คุกเข่าอยู่บนพื้นค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ ในดวงตาคู่นั้นฉายแววพร่ามัวและสับสนไปชั่วขณะ
นางตายไปแล้วมิใช่หรือ?
“คุณหนูเจ้าคะ บ่าวทราบดีว่าท่านเสียใจที่นายท่านตบแต่งฮูหยินรองเข้าบ้าน แต่ไหนเลยไม้ซีกจักงัดไม้ซุงได้ ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าก็เห็นพ้องด้วยแล้ว ป่านนี้ข้างหน้าคงไหว้ฟ้าดินกันเสร็จสิ้นแล้ว ท่านอย่าได้ดื้อรั้นอีกเลยเจ้าค่ะ ยอมก้มหัวรับผิดกับนายท่านสักนิด แล้วค่อยออกจากศาลบรรพชนนี้เถิด!”
“นายท่านยังคงรักและเอ็นดูท่านอยู่นะเจ้าคะ ขืนยังดื้อดึงจนผิดใจกับนายท่านเช่นนี้ ก็เท่ากับเข้าทางให้สองแม่ลูกคู่นั้นได้ดีใจกันพอดี”
อวิ๋นเสวี่ยเซิงจำได้ว่านี่คือเสียงของปั้นเซี่ยสาวใช้คนสนิทของตน นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นอย่างช้าๆ สายตาพลันหยุดชะงักลงที่ป้ายวิญญาณเบื้องหน้า
“ป้ายสถิตวิญญาณ ณ แดนสุขาวดี ของภรรยาผู้ล่วงลับเหอซื่อเอ่อร์เซียง”
นั่นคือป้ายวิญญาณของมารดา
อวิ๋นเสวี่ยเซิงนึกขึ้นมาได้ว่า ในปีที่นางอายุได้สิบสาม ซึ่งเป็นเวลาเพียงหนึ่งปีหลังจากที่มารดาเสียชีวิต บิดาก็รับภรรยาหม้ายของของอารองมาเป็นภรรยาใหม่ นางไม่ยินยอมจึงถูกบิดาสั่งกักบริเวณในศาลบรรพชนเพื่อสำนึกตน
การสำนึกตนในครั้งนั้นกินเวลาหลายวัน จวบจนผ่านพ้นพิธีกลับบ้านเดิมหลังแต่งงานสามวันของฮูหยินคนใหม่ นางถึงได้รับอนุญาตให้ก้าวเท้าออกมา
ที่แท้นางก็ได้เกิดใหม่จริงๆ นางย้อนเวลากลับมาในปีที่อายุได้สิบสามปี
หยาดน้ำตาสองสายรินไหลออกจากขอบตา หัวใจของอวิ๋นเสวี่ยเซิงบีบรัดจนเจ็บปวดอย่างรุนแรง ความทรงจำอันแสนทุกข์ทรมานและสิ้นหวังจากชาติภพก่อนถาโถมเข้ามาในชั่วพริบตา นางเจ็บร้าวไปทั้งทรวงจนต้องก้มตัวลงคุดคู้
“คุณหนู ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ ท่านอย่าทำให้บ่าวตกใจกลัวเช่นนี้สิเจ้าคะ”
อวิ๋นเสวี่ยเซิงเจ็บปวดเสียจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงส่ายหน้าไปมาอย่างไร้ที่พึ่ง
ในชาติที่แล้ว เพราะนางคัดค้านเรื่องที่บิดาจะตบแต่งอาสะใภ้รอง จึงถูกลงโทษให้คุกเข่าในศาลบรรพชน กว่าจะถูกปล่อยตัวออกมา อาสะใภ้รองผู้นั้นก็กลายเป็นมารดาคนใหม่ของนางไปเสียแล้ว และในเวลาเดียวกันนั้นเอง นางถึงได้ล่วงรู้ความจริงว่าอารองที่ใครๆ คิดว่าตายไปเมื่อสามปีก่อน แท้จริงแล้วยังมีชีวิตอยู่และกลับมาแล้ว เพียงแต่ขาทั้งสองข้างหักสิ้นจนกลายเป็นคนพิการ
ไม่รู้ว่าบิดากับอารองเจรจาตกลงกันอย่างไร สุดท้ายอาสะใภ้รองก็ยังคงหอบหิ้วอวิ๋นม่านลูกพี่ลูกน้องของนาง ตบแต่งเข้ามาในเรือนใหญ่จนได้
ทว่านางกลับคาดไม่ถึงเลยว่า ฝันร้ายที่แท้จริงของนางเพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น
นับตั้งแต่อวิ๋นม่านตามมารดาเข้ามาอาศัยอยู่ในเรือนใหญ่ ทั้งท่านพ่อและพี่ชายต่างก็พากันประเคนความรักความเมตตาที่เคยเป็นของนาง มอบให้แก่อวิ๋นม่านไปจนหมดสิ้น
พวกเขามักจะหยิบยกข้ออ้างที่ว่า อวิ๋นม่านยังเด็กมาบังคับให้นางต้องเป็นฝ่ายยอมลงให้ทุกอย่าง เพียงแค่นางขัดขืนแม้เพียงนิด ก็จะรุมประณามว่านางช่างทำตัวไม่สมกับเป็นพี่สาว พวกเขาหาทางกดขี่และเหยียดหยามคุณค่าในตัวนางทุกวิถีทาง
นางนึกว่าพวกเขาเพียงแค่เวทนาในชะตากรรมของอวิ๋นม่าน ขอเพียงนางทำตัวว่าง่ายกว่านี้อีกสักนิด พวกเขาก็จะกลับมาเอ็นดูรักใคร่นางเหมือนดังแต่ก่อน
นางช่างโง่เง่าจนถึงที่สุด
การยอมถอยให้นับครั้งไม่ถ้วน กลับกลายเป็นการเปิดทางให้พวกเขารุมทึ้งและเหยียบย่ำนางให้จมดินยิ่งกว่าเดิม พวกเขายังกล้าถึงขั้นชิงการหมั้นหมายที่ควรเป็นของนางไปประเคนให้อวิ๋นม่าน แล้วบีบให้นางต้องสวมรอยอวิ๋นม่านไปแต่งงานกับรัชทายาทที่ใกล้ตายเพื่อสะเดาะเคราะห์แทน
ทว่าเกี้ยวเจ้าสาวยังไม่ทันถึงที่หมาย รัชทายาทก็สิ้นพระชนม์ไปเสียก่อน
เดิมทีนางนึกว่าตนเองหนีพ้นเคราะห์กรรมมาได้แล้ว ทว่านึกไม่ถึงว่าเพื่อระงับโทสะของราชวงศ์ บิดาและพี่ชายกลับลงมือบีบคอนางจนตายด้วยตนเอง เพื่อส่งศพเข้าสู่ตำหนักบูรพาไปทำพิธีวิวาห์ผีกับรัชทายาท
ภายในศาลบรรพชน อวิ๋นเสวี่ยเซิงเอามือกุมลำคอไว้แน่น ความรู้สึกหายใจไม่ออกราวกับถูกบีบคอนั้นยังคงตามหลอกหลอนติดตรึงอยู่ในใจไม่จางหาย
คำพูดของบิดาและพี่ชายยังคงแว่วอยู่ข้างหู
พี่ใหญ่กล่าวว่า “เจ้าเทียบม่านม่านไม่ได้เลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นพิณ หมาก อักษร วาดภาพ หรือแม้แต่งานเย็บปักถักร้อย วันๆ รู้จักแต่คลุกคลีอยู่กับพวกเศษหญ้าไร้ค่าพวกนั้น พาเจ้าออกไปข้างนอกมีแต่จะทำให้อับอายขายหน้า การที่เจ้าได้วิวาห์ผีกับรัชทายาทถือเป็นวาสนาของเจ้าแล้ว แม้อยู่ในปรโลกก็ยังได้เสวยสุขในฐานะพระชายารัชทายาท เพราะฉะนั้นเจ้าก็จงไปสู่สุขคติอย่างสบายใจเถอะ!”
ทว่าเขาคงลืมไปแล้วว่า เป็นเพราะถุงหอมที่ทำขึ้นจาก “เศษหญ้าไร้ค่า” และอาหารยาทั้งหลายที่นางมอบให้เขาไม่ใช่หรือ ที่ทำให้เขาเป็นที่ถูกตาต้องใจของเหล่าขุนนางชั้นผู้ใหญ่ จนได้เลื่อนยศตำแหน่งขึ้นมาเช่นนี้
ในยามนั้นไฉนเขาถึงไม่เห็นรังเกียจเลยว่านางจะทำให้เขาขายหน้า?
ยังมีพี่รองอีกคนที่ตราหน้านางว่า “วันๆ เจ้าเอาแต่ใจจืดใจดำ ในสายตานอกจากตำราแพทย์ก็ไม่เห็นหัวผู้อื่น นอกจากจะประจบเอาใจท่านย่าไม่เป็นแล้ว ยังเข้าสังคมสู้ม่านม่านไม่ได้เลยสักนิด ช่างไร้ประโยชน์สิ้นดี การที่เจ้าแต่งงานกับรัชทายาทแทนม่านม่าน ถือเสียว่าเป็นสิ่งเดียวที่เจ้าได้ทำประโยชน์ให้แก่ตระกูลก็แล้วกัน”
นางเทียบอวิ๋นม่านไม่ได้จริงๆ ในเรื่องการเข้าสังคมหยิบโหย่งและการพูดจาประจบเอาใจ ทว่าเขากลับลืมไปแล้วว่า ที่ตนสามารถเข้าไปอยู่ในหน่วยองครักษ์รักษาพระองค์ได้นั้น แท้จริงแล้วคือโอกาสที่นางใช้การรักษาผู้สูงศักดิ์แลกมาให้
ในยามนั้นไฉนเขาถึงไม่พูดออกมาล่ะว่านางเป็นคนไร้ประโยชน์?
ยังมีพี่สามอีกคน เขายังหน้าหนาถึงขั้นมาชี้หน้าประนามว่านางเป็นคนล้างผลาญเงินทอง “หญ้าเน่าๆ ของเจ้าต้นเดียวราคาตั้งพันตำลึง เพราะต้องเอาเงินไปซื้อหญ้าให้เจ้า ม่านม่านถึงต้องพลาดเครื่องประดับชุดใหม่ล่าสุดของหอเจินเป่า จนถูกหัวเราะเยาะในงานเลี้ยง ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เจ้าติดค้างม่านม่าน และเจ้าต้องชดใช้”
ทว่าเขากลับลืมไปแล้วว่า “หญ้า” ต้นนั้น เมื่อนำไปปรุงเป็นยาลูกกลอน เขาก็เป็นคนนำมันไปขายต่อในราคาสูงถึงสิบเท่า และเงินเหล่านั้นเขาก็ยกให้อวิ๋นม่านไปจนหมดสิ้น