ตอนที่ 2006
บทที่ 2012 นามของเขา
October 22, 2026
………………..
ภายในนัยน์ตาคู่นั้นแฝงแววระแวดระวังเต็มเปี่ยม!
ทั่วทั้งร่างเขาแข็งเกร็งราวกับพร้อมลงมือได้ทุกเวลา!
ทว่าสำหรับมั่วสือเชียน ท่าทางเคลื่อนไหวและท่าทีข่มขู่เช่นนี้ไม่คู่ควรให้เอ่ยถึงแม้แต่น้อย
กะอีแค่จอมยุทธ์ระดับเก้า เขาไม่อยู่ในสายตาอยู่แล้ว
แม้ว่าก่อนหน้านี้เจ้าหนุ่มนี่จะต้านทานการโจมตีครั้งนั้นของโต้วหมิ่นได้ แต่ภายในสายตาของมั่วสือเชียนก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น
ข้อมือของเขาเงื้อขึ้นเล็กน้อย
แรงเปี่ยมพลังสายหนึ่งปราดโจมตีเข้ามา ทำเอาเชียงหว่านโจวเหน็บชาไปทั้งศอก จำต้องปล่อยมืออย่างช่วยไม่ได้
กระบี่เทพเมฆาสำริดพลันแล่นทะยานไปยังทิศทางเบื้องหน้า
เชียงหว่านโจวมีสีหน้าถมึงทึงขึ้นมาทันใด
“เจ้า…“
เขาเพิ่งได้เอ่ยปาก ก็พลันรู้สึกว่าราวกับมีมือที่มองไม่เห็นเข้าบีบรัดคอของเขาอย่างรุนแรง!
สุ้มเสียงของเขาพลันติดขัด สีหน้าที่เดิมทีซีดเผือดหาสิ่งใดเปรียบก็แดงเถือกขึ้นมาทันตา!
ช่องว่างของพลังทั้งสองคนนั้นใหญ่เกินไป อีกทั้งเขาเองก็ได้รับบาดเจ็บ จึงไร้หนทางขัดขืนอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง
ดังนั้น เขาจึงทำได้แค่มองกระบี่เทพเมฆาสำริดตกอยู่ในมือมั่วสือเชียนตาปริบๆ เช่นนี้
…
คนทุกผู้ต่างเงียบลงเช่นกัน
จากฟ้าจรดดิน ความเย็นเยียบราวกับถูกแช่แข็งไปโดยสมบูรณ์
สายตานับไม่ถ้วนต่างจดจ้องไปทางมั่วสือเชียน
มีทั้งตกใจ เคารพนับถือ และหวาดกลัว…
…
“ลมปราณสายนี้… ชวนให้คุ้นเคยยิ่งนัก”
หลังจากที่มั่วสือเชียนลองกะน้ำหนักของกระบี่เทพเมฆาสำริดและตรวจสอบใกล้ๆ ครั้งแล้วครั้งเล่า ก็มีข้อสันนิษฐานปรากฏขึ้นมาในใจ
เขาเหลือบสายตาขึ้นมามองเชียงหว่านโจวอีกรอบหนึ่ง
“เจ้าเป็นคนของนาง”
คำพูดนี้มิใช่คำถาม หากแต่เป็นการบอกเล่าเรื่องราว
เขาไม่ได้พูดออกมาว่า “นาง” ที่ว่าคือใคร
ทว่าเจตนาที่แฝงอยู่ในคำพูดกลับชัดเจนเสียยิ่งกว่าอันใดดี!
เชียงหว่านโจวเม้มริมฝีปากแน่น มิได้เอ่ยอันใดออกไป
แต่เห็นได้ชัดว่ามั่วสือเชียนเองก็ไม่ได้ต้องการคำตอบของเขา
ลมปราณของคนผู้นี้ เขาไม่มีทางจำผิดอย่างแน่นอน
“น่าสนใจ… อย่างที่คิดไว้จริงๆ ว่าเจ้านายเป็นอย่างใด ข้ารับใช้ก็เป็นอย่างนั้น”
มั่วสือเชียนหัวเราะออกมาคำรบหนึ่ง หากแต่ในน้ำเสียงกลับมิได้มีแววขบขันตามเลยแม้แต่น้อย
ฉู่หลิวเยว่เป็นคนไม่กลัวตายเช่นไร เจ้าหนุ่มตรงหน้าผู้นี้ก็เป็นเช่นเดียวกัน!
แล้วยังบุกตรงเข้ามาถึงข้างในนี้…
“ใครปล่อยให้เขาเข้ามา?”
มั่วสือเชียนพลันเอ่ยถามขึ้นมา
หงอันสองขาอ่อนแรง รีบตวัดสายตาเป็นเชิงขอความช่วยเหลือไปทางโต้วหมิ่น
มาถึงยามนี้แล้ว เกรงว่าจะมีแต่ให้โต้วหมิ่นช่วยออกปากพูดแทนเขา เขาถึงจะพอมีความหวังเอาชีวิตรอดได้อย่างริบหรี่…
ทว่าในตอนนั้นเอง จู่ๆ โต้วหมิ่นกลับหันศีรษะขวับมามองเขาพลางทำหน้านิ่วคิ้วขมวดจนเป็นปม
“มัวแต่ยืนอ้ำอึ้งอันใด? ไม่ได้ยินที่ท่านเจ้าสำนักถามรึ!”
หงอันรีบหมุนกายกลับ ก่อนจะโค้งตัวแล้วตอบว่า
“เรียนท่านเจ้าสำนัก การตีหลอมครานี้เป็นความรับผิดชอบของหงอันทั้งหมด”
ในหัวของหงอันพลันขาวโพลน
โต้วหมิ่นยังคงเอ่ยสำทับด้วยสีหน้าขมขื่นแลเศร้าโศกสุดกำลัง
“… ตอนนั้นเป็นข้าน้อยที่ตาไม่ดีถึงได้เลือกเขามา คาดไม่ถึงว่าเขาจะกระทำเรื่องเช่นนี้! สมควรได้รับโทษ! คนของข้าน้อยไม่ตรวจสอบให้ดี ทั้งยังบกพร่องต่อหน้าที่ ขอท่านเจ้าสำนักโปรดลงทัณฑ์ด้วย!”
คำพูดนี้ฟังดูเหมือนกำลังร้องขอความเมตตา ทว่าความเป็นจริงแล้วกลับเป็นการผลักปัญหาทั้งหมดโยนไปให้ตัวหงอัน
โต้วหมิ่นรู้แจ้งแก่ใจว่าเรื่องครานี้ลุกลามใหญ่โตถึงขนาดนี้ เขาย่อมไม่มีหนทางให้หลบหลีกออกไปได้อย่างปลอดภัย
แต่อย่างน้อยที่สุด เขาก็ยังคงปกป้องชีวิตของตัวเองเอาไว้ได้!
ส่วนหงอันน่ะหรือ…
ป่านนี้แล้ว ตัวเขาเองยังแทบปกป้องไว้ไม่รอด ไหนเลยจะไปสนใจเขาได้?
หงอันคิดไม่ถึงว่าโต้วหมิ่นที่โปรดปรานตนเองมาโดยตลอด พอถึงยามหน้าสิ่วหน้าขวานกลับไม่หลงเหลือทางรอดแก่เขาแม้สักเสี้ยว ถึงกระทั่งเอามีดแทงเขาจากด้านหลังด้วยซ้ำ!
นี่คือกลัวเขาจะตายไม่เร็วพออย่างนั้นหรือ!?
ชั่วขณะนั้น เพลิงโทสะของหงอันเองก็ปะทุขึ้นมาทันควัน