ตอนที่ 2007
บทที่ 2013 ล้อมโจมตี
October 22, 2026
………………..
เงียบกริบ
บรรยากาศยิ่งทวีความเย็นเยียบมากขึ้นไปอีก
นิ้วชี้ของมั่วสือเชียนพลันขยับไหว
ร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งลอยหวือขึ้นมาในทันใด!
“เขาชื่ออันใด?”
มั่วสือเชียนเอ่ยถาม
สีหน้าของเด็กหนุ่มผู้นั้นขาวซีด เขาส่ายศีรษะอย่างตื่นตระหนกเป็นพัลวัน
“ข้า ข้าไม่รู้…”
พลั่ก!
สิ้นเสียงคำพูด เสียงระเบิดปะทุออกพลันดังลั่น!
เป็นร่างของเด็กหนุ่มผู้นั้นที่ระเบิดกระจายออกไปในทันใด!
โดยมิได้ส่งสัญญาณใดๆ เลยแม้แต่น้อย!
ช่างโหดเหี้ยมอำมหิตเหลือคณา!
เขายังไม่ทันแม้แต่จะได้ร้องขอความเมตตาหรือส่งเสียงร้องอย่างเจ็บปวด ชีวิตก็หาไม่เสียแล้ว!
เลือดเนื้อสาดกระจาย เป็นภาพฉากที่ชวนตื่นตะลึงอย่างยิ่ง
ภาพฉากที่เกิดขึ้นมากะทันหันนี้ทำให้ใจของคนทุกผู้สั่นสะท้านอย่างรุนแรง
คนจำนวนไม่น้อยมีสีหน้าเปลี่ยนไปทันควัน
ฉู่หลิวเยว่เองก็ขมวดคิ้วเช่นกัน
นางรู้ว่ามั่วสือเชียนเป็นคนเหี้ยมโหดไร้ปรานีมาแต่ไหนแต่ไร
เป็นเฮ่อจื่อหลานที่จู่ๆ ก็ถูกมั่วสือเชียนจับตัวไป!
“เขาชื่ออันใด?”
มั่วสือเชียนเอ่ยถามต่อ
เห็นได้ชัดเลยว่าตอนนี้เขาเลือกคนมาถามตามใจตนแล้ว
หากตอบว่าไม่รู้หรือไม่พูดอันใด เกรงว่าคงจะหนีความตายไปได้ยากแล้ว
เฮ่อจื่อหลานหน้าซีดขาวราวกับผีก็มิปาน
นางไหนเลยจะเคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน?
ยามคิดถึงสภาพการตายอย่างน่าอนาถของเด็กหนุ่มผู้นั้น นางก็หวาดกลัวจนตัวสั่นฟันกระทบดังกึกๆ
นางไม่รู้จริงๆ ว่าเจ้าหนุ่มผมทองผู้นั้นเป็นใคร มีพื้นเพมาจากไหน!
หน้าผากของเฮ่อจื่อจี้เต็มไปด้วยเหงื่อเย็นที่ไหลซึม สีหน้าเปี่ยมด้วยความสิ้นหวัง
ครั้งนี้ เห็นทีคงจะ…
“เชียงหว่านโจว”
ตอนนั้นเอง พลันมีเสียงใสกระจ่างราบเรียบดังแว่วขึ้นมาจากหมู่ฝูงชน
บรรดาผู้คนทยอยตวัดสายตามองตามต้นเสียง ก่อนจะนิ่งอึ้งหยุดอยู่กับที่
ผู้พูดคือแม่นางแรกรุ่นที่มีหน้าตาธรรมดาผู้หนึ่ง
จังหวะนั้นเอง นางก็เงยศีรษะน้อยๆ ขึ้นไปมองกลางอากาศ
“เขาคือคนของราชวงศ์เทียนลิ่ง”
เฮ่อจื่อจี้อ้าปากพะงาบพลางมองไปทางฉู่หลิวเยว่ด้วยสายตาไม่อยากจะเชื่อ
นางรู้… นางรู้ด้วยหรือ?
เช่นนั้นนางคือผู้ใดกัน?
ความคิดนับไม่ถ้วนแล่นปราดเข้ามาในหัว ทำเอาเฮ่อจื่อจี้จมดิ่งสู่ภายในความวุ่นวายอันลึกล้ำ
เฮ่อจื่อจี้รีบรุดไปข้างหน้า ใช้แรงคว้าตัวนางเอาไว้
หากแต่แรงกระแทกอันแข็งกร้าวกลับทำให้เฮ่อจื่อจี้ร่วงหล่นลงพื้นอย่างแรง!
เสียงกระดูกแตกหักดังลั่น
มุมปากของเขาพลันมีโลหิตไหลซึม
สภาพของเฮ่อจื่อหลานเองก็ไม่ได้ดีไปกว่ากันเท่าไรนัก
คนทั้งสองมีสภาพย่ำแย่อย่างมาก
ทว่าต่อให้เป็นเช่นนี้ ท้ายที่สุดก็ยังคงรักษาชีวิตเอาไว้ได้
สายตาของคนบางส่วนที่หันมองฉู่หลิวเยว่แฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอย่างไม่คิดปิดบัง
เห็นได้ชัดว่าสำหรับพวกเขาแล้ว การที่ฉู่หลิวเยว่เอ่ยปากตอบไปเช่นนี้ก็คือการขายเชียงหว่านโจวจนหมดเปลือก
อย่างใดก็ตาม ฉู่หลิวเยว่มิได้ใส่ใจสายตาเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย
แน่นอนว่านางย่อมมีแผนที่วางเอาไว้เรียบร้อยแล้ว
สายตาของมั่วสือเชียนเหลือบไปมองทางฉู่หลิวเยว่
ฉู่หลิวเยว่หลุบตาลงน้อยๆ
“เจ้ามานี่”
มั่วสือเชียนกล่าว
…
ฉู่หลิวเยว่ก้าวเดินไปด้านหน้า
ผู้อื่นจดจ้องนาง แม้จะมีความคิดแตกต่างหลากหลาย ทว่าด้วยหวาดกลัวมั่วสือเชียน ในตอนนี้จึงมิกล้าเอ่ยอันใดออกไปมาก
หรงซิวมิได้รุดหน้าตามมา
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบกริบที่ชวนให้รู้สึกหายใจแทบไม่ออก ฉู่หลิวเยว่ก็เดินมาถึงด้านหน้าสุดของหมู่ฝูงชน
“ข้าบอกว่าให้มานี่”
ท้ายที่สุด นางก็เดินไปหยุดอยู่ตรงหน้ามั่วสือเชียน
ระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงสิบก้าวเท่านั้น!