ตอนที่ 2023
บทที่ 2030 ความเย็น
October 22, 2026
………………..
“ใช้วิธีการประเภทนี้ ขืนบังคับปล้นชิงพลังของผู้อื่น สามารถเพิ่มพูนความเร็วในการฝึกตนได้อย่างยิ่งยวด อีกทั้งยังสามารถทะลวงแต่ละระดับได้สำเร็จภายในชั่วระยะเวลาสั้นๆ สุดขีด เทียบกับวิธีฝึกยุทธ์ทั่วไปแล้ว วิธีการเช่นนี้นับได้ว่าเป็นทางลัดโดยสมบูรณ์ นี่ก็เป็นวิธีการประจำของถ้ำปีศาจทมิฬ”
ผู้อาวุโสลำดับห้าส่ายศีรษะ
“วิธีนี้ ในตอนแรกมีเพียงพวกมั่วเหยาไม่กี่คนเท่านั้นที่ใช้ คิดไม่ถึงว่าทุกวันนี้ พวกเขาทั้งสำนัก ล้วนแทรกเข้าไปคลุกโคลนตมแห่งความละโมบนี้ทั้งหมด”
ฉู่หลิวเยว่เข้าใจในฉับพลัน
นี่ก็คลี่คลายความสงสัยก่อนหน้านี้ของนาง
ใช้วิธีการเช่นนี้ฝึกตน ผู้แข็งแกร่งของถ้ำปีศาจทมิฬจึงได้ปรากฏตัวอย่างรวดเร็ว แต่เพราะเดิมทีก็ไม่ใช่การอาศัยการฝึกตนที่แท้จริงของตนเอง พลังที่ได้มาก็กระดำกระด่างปนเป ความสามารถในการต่อสู้ก็สุดจะอ่อนแอ
เส้นทางการฝึกตนนี้ ไหนเลยจะมีทางลัดกัน
เพื่อที่จะขยายอำนาจของตนเอง ประมุขถ้ำปีศาจทมิฬสั่งให้ทุกคนใช้วิธีการฝึกตนประเภทนี้ แม้ภายในช่วงระยะเวลาสั้นๆ จะสามารถแผ่ขยายสำนักออกไปได้อย่างยิ่งใหญ่ แต่หากเป็นเช่นนี้ต่อไป ย่อมไม่ใช่วิธีการที่ดี
ก็เทียบกับในวันนี้ ระดับเทพศักดิ์สิทธิ์ออกมาไม่น้อย แต่ผู้ที่สามารถสู้ได้จริงๆ กลับมีไม่กี่คน
เมื่อพบเจอกับผู้ที่เก่งกาจ ก็พ่ายแพ้ไม่เป็นขบวนโดยพลัน
เป็นเพียงเปลือกนอกอันหนึ่งก็เท่านั้น
“คนที่ด้านนอกเหล่านั้น พวกเจ้าคิดจะจัดการอย่างใด”
ผู้อาวุโสลำดับห้าเอ่ยถาม
ในตอนที่มั่วสือเชียนหนีไปก็สังหารไปแล้วกองหนึ่ง แต่เวลานี้ที่ด้านนอกก็ยังมีอีกหลายร้อยคนเลย
ฉู่หลิวเยว่มองไปยังหรงซิว
หรงซิวยกริมฝีปากบางขึ้นเล็กน้อย
หลังจากพวกฉู่หลิวเยว่เข้าไปในโถงตำหนักนั่น ผู้คนทั้งหมดก็รวมกลุ่มกัน
เหนือซากปรักหักพังที่แทบจะถูกทำให้ราบเป็นหน้ากลอง เปลวเพลิงที่ทองชาดสายหนึ่งเรืองรองแผดเผา ราวกับกำแพงผนังผืนหนึ่งอย่างใดอย่างนั้น แยกคนออกมาเป็นสองกลุ่ม
ฝั่งหนึ่งคือพวกเฮ่อจื่อจี้ที่มาเข้าร่วมการทดสอบยุทธ์ อีกฝั่งหนึ่งกลับเป็นผู้เหลือรอดที่พ่ายแพ้ในสนามรบของถ้ำปีศาจทมิฬ เวลานี้พวกเขาล้วนถูกขังอยู่ในกรงโปร่งแสง
ถวนจื่อและเชียงหว่านโจวกำลังรับหน้าที่เฝ้าดู
เชียงหว่านโจวกอดกระบี่ยืนตรง
บนร่างเขาอาบย้อมไปด้วยรอยเลือด มองดูแล้วค่อนข้างจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก
แต่เขาก็ยังยืนตัวตรงแน่วอยู่เช่นนั้น ราวกับจะไม่โค้งงอตลอดกาล และไม่ถูกพลังใดกำราบ
บนใบหน้าอันงามสง่าของเขา ความเย็นชาเฉยเมยทั่วทั้งใบ ไม่มีอารมณ์อื่นใด
เวลานี้ก็เป็นเวลาย่ำค่ำแล้ว
แสงเรืองรองตกกระทบลงบนร่างเขา ผมสั้นสีทองอันอ่อนนุ่มพลิ้วไหวไปตามลม ดุจภาพวาดอย่างใดอย่างนั้น
ทันใดนั้น เชียงหว่านโจวก็รู้สึกว่ามีมือเล็กๆ ข้างหนึ่งกำลังดึงอาภรณ์ของตนเอาไว้
“เสี่ยวโจวๆ”
เขาก้มหน้า
ถวนจื่อกำลังเงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“มีเรื่องอันใด”
เชียงหว่านโจวเดิมทีไม่ใช่คนคิดอยากจะพูดมากนัก แต่เมื่อนึกถึงว่าถวนจื่อก็คือสัตว์อสูรในพันธะสัญญาของฉู่หลิวเยว่ จึงเปิดปาก
น้ำเสียงชาอย่างในอดีต
แต่ถวนจื่อก็ไม่ใช่ว่าจะรู้จักเขาวันแรก จึงไม่ได้ใส่ใจในเรื่องนี้
นางฉีกยิ้มคราหนึ่ง ดวงตากลมโตราวกับองุ่นดำ คล้ายว่ากำลังพร่างประกาย แพรวพราวสุกใส
“เสี่ยวโจว เจ้าบอกข้าหน่อย เหตุใดเจ้าถึงฟื้นฟูได้รวดเร็วถึงเพียงนี้เล่า”
ก็เพราะเหตุผลนี้ ถวนจื่อถึงได้ตัดสินใจ เข้ามารบกวน สอบถามให้ชัดเจน
“เจ้าอยากถามแค่นี้หรือ”
เชียงหว่านโจวคาดไม่ถึงอยู่บ้าง
ถวนจื่อรีบร้อนพยักหน้า
นางประหลาดใจจริงๆ นี่นา!
ต้องรู้ก่อนว่า ก่อนที่เชียงหว่านโจวประมือกับมั่วสือเชียน ก็ได้รับบาดเจ็บไม่น้อยอยู่แล้ว
บาดแผลภายนอกและภายในล้วนค่อนข้างจะสาหัส